บทที่ 5 สืบรัก 5
ชายหนุ่มผู้นั้นมีผิวขาวละเอียด ดวงหน้าเขางดงามหากแต่ดูสง่ามิใช่อ่อนหวาน ยามนี้สองแก้มแดงปลั่งเพราะอากาศค่อนข้างอบอ้าว และมันขับให้เขาน่าหลงใหลประหนึ่งมีเวทมนตร์
ดวงตาสีดำขลับจับจ้องหน้ากระดาษด้วยความตั้งใจ เขานั่งอยู่ตรงนั้นนานแล้ว มือขวาถือพู่กันสะบัดไปมา เป็นเวลาอีกราวๆ หนึ่งก้านธูป เขาจึงหยุดมือ และยิ้มอย่างพึงใจเมื่องานสำเร็จ
“ส่งมันไปที่หอหูเตี๋ยฮวา มอบให้คุณชายสี่แห่งสกุลไป๋ อย่าลืมรับเงินส่วนที่เหลือกลับมาด้วย”
เขาสั่งเต่าน้อย บ่าวรับใช้ในบ้านซึ่งเป็นคนเดียวที่ยังจงรักภักดีต่อคุณชายผู้ไร้เกียรติ ซึ่งอาศัยในเรือนเก่าที่อดีตเคยเป็นเล้าหมู
หนึ่งปีก่อนหลังจากถูกส่งตัวมาที่นี่ก็ไม่มีใครอยากมารับใช้เขา แต่บ่าวต่ำต้อยเคยได้รับการเลี้ยงดูจากบิดาฉีหยางซิ่วตั้งแต่เล็ก มันลั่นวาจาไว้ถึงตายก็จักทดแทนบุญคุณนายตัวจริงของตระกูลฉี
หนุ่มรูปงามซึ่งยากพบเห็นได้ในใต้หล้า อดีตเขาเกิดในตึกใหญ่เทพเซียนอักษร แต่มรสุมชีวิตทำให้ระหกระเหินจากไปตั้งแต่แบเบาะ อาศัยอยู่กับผู้เฒ่าถานนับสิบปี ก่อนที่จะได้ไปฝึกวรยุทธ์ที่ผาไร้นามกับปรมาจารย์
ฉีหย่งชางผู้ล่วงลับ
ครั้นเติบใหญ่จึงกลับมายังบ้านเกิดตามคำสั่งเสียของปู่ที่ให้ไว้ เขาเดินทางมาพร้อมพู่กันเหล็ก ศาสตราวุธล้ำค่าซึ่งฉีหย่งชางมอบให้
“เลือดของเจ้าคือคนตระกูลฉี เรือนตายของเจ้าอยู่ที่นั่น ปู่มอบสิ่งนี้ให้เจ้าเก็บรักษา เมื่อเติบใหญ่จงสืบทอดตำแหน่งหัวหน้าสำนักตะวันไร้พ่าย...ต่อแต่นี้อย่าได้เป็นคนหูเบา เหลาะแหละอย่างบิดา”
กระนั้น ชายหนุ่มก็มิใช่คนมักใหญ่ใฝ่สูง คำสั่งเสียสุดท้ายของปู่เป็นเหมือนภูเขาขนาดมหึมาที่กดทับบนหลังไหล่ และโชคชะตานั้นเล่นตลก เมื่อคืนสู่ตระกูลฉี ได้เกิดเรื่องพลิกพลันเมื่อผู้เป็นพี่ชายต่างมารดายึดทุกอย่างไปเป็นของตน
ฉีหยางซิ่วจึงกลายเป็นคุณชายตกอับ นั่นเป็นสาเหตุให้เขาเริ่มหากินด้วยการวาดภาพ ซึ่งภายหลังได้สร้างเม็ดเงินให้เขาอย่างงาม
แต่แรกหลังจากถูกส่งตัวมาอยู่เรือนเล้าหมู เขาต้องอดมื้อกินมื้อ ถูก
เหยียดหยามจากฉีเจียนหลิว รวมถึงคนรับใช้ในบ้าน และเหล่าสมุนนักดาบของมัน
ชายหนุ่มมิเคยตอบโต้ เขาอยู่อย่างเจียมเนื้อเจียมตัว อาศัยข้าวและอาหารที่ถูกส่งมาเพียงน้อยนิดเลี้ยงตน ชีวิตจึงขัดสนหนัก นานวันเข้า คุณชายผู้นี้จึงถูกคนในตึกเทพเซียนอักษรลืมเลือน
“เอ่อ แล้วรูปสำหรับหอลู่ไป๋เซ่อที่แม่นางผู้หนึ่งต้องการให้คุณชายวาดจะทำเยี่ยงไร คนของนางท่าทางเป็นนักเลงโต วันก่อนติดตามบ่าวมาจนถึงประตูเล็กด้านหลัง โชคดีที่บ่าวซ่อนตัวทัน มิเช่นนั้น พวกมันคงบุกเข้ามา”
เต่าน้อยเล่าถึงเหตุการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานให้ฟัง คือเรื่องที่เขาลักลอบวาดรูปอนาจารซึ่งกำลังเป็นที่จับตาของคนภายนอก
“บัดซบ ข้าคือว่าที่เจ้าสำนักตะวันไร้พ่าย ผู้สืบทอดวิชา พู่กันปลิดวิญญาณ ใครหน้าไหนกล้ามาตอแย”
เด็กหนุ่มลุกพรวดจากม้านั่ง ความเดือดดาลท่วมท้นใจ
หอลู่ไป๋เซ่อเต็มไปด้วยคณิกาชายงามหลากหลายเชื้อชาติ พวกมันมีหน้าที่เล่นดนตรี และระบำรำฟ้อน เพื่อมอบความสุขสำราญแก่ผู้คน จริงอยู่ การที่จะให้เขาวาดรูปผู้ชายเปลื้องผ้ารวมถึงภาพสมสู่กันทางประตูหลังเป็นเรื่องชวนให้สะอิดสะเอียน กระนั้น หากเขาไม่กระทำตาม ข่าวที่เขาลักลอบวาดภาพสาวงามรวมถึงการเขียนหนังสือชุนกงอาจแพร่งพรายออกไป
“คุณชายโปรดระงับโทสะ บ่าวคาดว่าแม่นางผู้นั้นอาจแค่ลองใจท่าน”
“ลองใจอย่างงั้นหรือ” ฉีหยางซิ่วทวนคำพูดเต่าน้อย
มันมีอายุมากกว่าเขาเกือบครึ่งรอบ แต่ด้วยรูปร่างผอมบางจึงดูเหมือนเด็กผู้ชาย ผิดกับเขาซึ่งสูงสง่าเกินวัย
“ใช่ขอรับ หลังจากพบหน้ากันคราวนั้น บ่าวก็ไปขอความช่วยเหลือจากโรงเตี๊ยมป่าไผ่ ท่านป้าของนายน้อยกำชับว่าอย่าขัดใจแม่นางผู้นั้น”
“เอ ท่านป้าลู่เหลียนมีแผนอันใด” ฉีหยางซิ่วคิดใคร่ครวญ ก่อนกล่าวต่อ “ถ้าอย่างนั้นเอาเช่นนี้ บอกนางปีศาจบ้าตัณหาว่าข้าจะรีบจัดการให้ และเจ้าก็อย่าให้ใครจับตัวได้ หากพลาดพลั้งจงปิดปากเสีย”
คนรับใช้ค้อมศีรษะ แล้วรีบก้าวจากไปเพื่อส่งภาพวาดให้ลูกค้าของฉีหยางซิ่ว
