บทที่ 1 ตอนที่ 1 ผมชื่อปอรัก

ปอรัก Part

ผมชื่อปอรัก นามสกุล สุรดิษ เป็นเด็กชายที่ถูกอุปถัมภ์โดยหลวงพ่อ นานมาแล้วตอนผมป.สามมั้งจำได้วันนั้นผมถูกเพื่อนที่ห้องล้อว่าเป็นเด็กไม่มีพ่อไม่มีแม่เป็นเด็กที่ถูกทิ้งไว้ข้างถนนแล้วหลวงพ่อเก็บมาเลี้ยง วันนั้นผมร้องไห้โฮวิ่งกลับไปถามหลวงพ่ออย่างเอาเป็นเอาตายถามว่าผมเป็นเด็กที่พ่อแม่ไม่รักจริง ๆ เหรอ หลวงพ่อท่านถามว่าผมอายไหมที่เป็นเด็กวัดและอายไหมที่ถูกอุปถัมภ์เลี้ยงดูโดยท่าน น้อยใจไหมที่ท่านไม่อาจมอบวัตถุสวยงามทันสมัยเหมือนที่เพื่อนในโรงเรียนหลายๆ คนมี

สายตาท่านทอดมองมายามเอ่ยถามประโยคเหล่านั้นถึงผมจะยังเด็กนักแต่ผมก็รับรู้ได้ว่าท่านคงจะคิดมาก ด้วยกลัวว่าผมจะน้อยเนื้อต่ำใจที่ไม่มีอะไรเหมือนหลายคนเขา ตั้งแต่วันนั้นผมก็ได้แต่บอกกับตัวเองไม่ว่าผมจะมาจากที่ไหนจะถือกำเนิดมาจากใคร ตั้งแต่จำความได้ผมก็เห็นชายผ้าเหลืองอยู่ในความทรงจำมาตลอด ผมจะจำไว้ว่าสิ่งที่ทำให้ผมดำรงอยู่และคนที่เป็นผู้ให้กับผมก็คือหลวงพ่อเพียงผู้เดียว

หลวงพ่อบอกว่าชื่อปอรัก นามสกุล สุรดิษนั้น เป็นชื่อที่หลวงพ่อตั้งให้ ปอรัก แปลว่าเชือกปอที่ถูกถักทอมาจากความรักอย่างเหนียวแน่น สุรดิษ แปลว่าผู้ที่มีความโชคดีเหมือนเทวดาชีวิตของผมจะได้มีแต่ความรักและโชคดีไปตลอด ผมภาคภูมิใจกับชื่อและนามสกุลของตัวเองที่สุดมันเป็นสิ่งเดียวที่ยืนยันว่าชีวิตของผมถึงแม้จะไม่มีใครต้องการ แต่ผมก็มีหลวงพ่อผู้เปรียบเสมือนพ่อกับแม่ที่ทั้งรักและเป็นห่วงผมอยู่เสมอ

ผมอาศัยอยู่ที่วัดกับหลวงพ่อตั้งแต่จำความได้จนมาถึงช่วงปิดเทอมก่อนจะขึ้นชั้นม.ห้า ผมก็เจอกับเหตุการณ์ที่วิปโยคมากที่สุดในชีวิตผมต้องเผชิญคำว่าสูญเสียอย่างใหญ่หลวง เมื่อหลวงพ่อผู้เปรียบเสมือนไม้หลักสุดท้ายท่านมรณภาพด้วยโรคหัวใจล้มเหลวอย่างฉับพลันไม่มีอะไรจะใช้กล่าวขานคำว่าเสียใจได้เลย ผมไม่มีโอกาสแม้กระทั่งจะบอกลาหลวงพ่อเป็นครั้งสุดท้ายเพราะตอนที่ท่านจากไป ผมกำลังทำงานพิเศษคือเป็นเด็กล้างจานให้ร้านลาบอยู่ข้าง ๆ โรงเรียนไม่ห่างจากวัดสักเท่าไหร่ โรงเรียนที่ผมเรียนก็เป็นโรงเรียนวัดที่ผมอาศัยอยู่ตั้งแต่เล็กจนโตนั่นแหละ

วันนั้นผมเพิ่งรู้จักคำว่าล้มทั้งยืนเป็นครั้งแรกเมื่อลุงเลิศเจ้าของร้านลาบวิ่งหน้าตื่นมาบอกผมที่กำลังนั่งล้างจานอยู่หลังร้านว่าหลวงพ่อถูกส่งตัวไปโรงพยาบาล ตอนนั้นลุงเลิศคงจะเป็นห่วงสภาพจิตหลุดของผมลุงเขาเลยรีบพาผมซ้อนมอเตอร์ไซค์ไปโรงพยาบาลทันที แต่ผมคงไม่โชคดีเหมือนความหมายของนามสกุลหรอก เพราะแค่คำอำลาผมยังไม่มีโอกาสได้กล่าวกับคนที่มีพระคุณผู้ที่เปรียบเสมือนพ่อแม่ของผมเลย

หลังจากเสร็จสิ้นงานฌาปนกิจของหลวงพ่อผมก็ย้ายออกจากวัดมาเช่าห้องแถวเล็กๆ อยู่ในซอยร้านลาบที่ตัวเองล้างจานอยู่ ป้าลัยเจ้าของห้องแถวซึ่งเห็นผมมาตั้งแต่เด็กท่านจะให้ผมพักฟรีๆ แต่ผมไม่ยอมรับในความเมตตาของป้าลัยหรอกผมรู้ว่าป้าเขาสงสารและเห็นใจผมจริงๆ แต่หลวงพ่อท่านสอนผมเสมอว่าอย่าเอาเปรียบใครยิ่งคนที่ดีกับเราเรายิ่งไม่สมควรเอาเปรียบเขา ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตามถ้าผมอาศัยอยู่ฟรี ๆ นั่นเท่ากับว่าป้าลัยต้องเสียรายได้จากการเช่าห้องพักไปตั้งเดือนละสองพันเชียวนะ

ถกกันไปถกกันมาสรุปได้ว่าป้าลัยให้ผมเช่าเดือนละหนึ่งพันห้าร้อยบาทรวมค่าน้ำกับค่าไฟแค่นี้ผมก็ดีใจมากแล้ว เพราะลุงเลิศบอกจะให้ผมทั้งเสิร์ฟทั้งล้างจานเงินค่าแรงจะจ่ายให้ทุกวันที่ 15 กับวันที่ 30 ครั้งละสี่พันบาท นั่นเท่ากับว่าเดือนหนึ่งผมจะได้ค่าแรงจากการเสิร์ฟและล้างจานถึงเดือนละแปดพันบาทแน่ะ สำหรับผมมันเป็นเงินจำนวนเยอะมาก มันคงพอจะให้ผมเลี้ยงตัวเองและเรียนได้จนจบม.หกสิน่า

ปี๊น ๆ ผมหันไปตามเสียงแตรรถก็เห็นพี่เปารุ่นพี่ม.หกยืนยิ้มน่ารักจนผมถึงกับมองตาลอย พี่เปาเป็นรุ่นพี่ผู้ชายตัวเล็ก ๆ คือผมเองก็ไม่ได้สูงไปกว่าพี่เปาหรอกแต่ผมจะมีเนื้อมีหนังมากกว่าพูดง่าย ๆ คืออ้วนกว่าพี่เปาก็นะเด็กวัดทุกคนล้วนสมบูรณ์ทั้งนั้น พี่เปาหน้าหวาน ๆ สวยกว่าผู้หญิงบางคนและฮอตมากที่สุดในโรงเรียนคนทั้งนอกทั้งในโรงเรียนต่างก็ชอบพี่เปาเยอะแยะ ผมไม่แปลกใจหรอกที่มีคนมารุมรักเพราะนอกจากจะน่ารักแล้วพี่เปายังนิสัยดีมากด้วย ผมยังเก็บผ้าเช็ดหน้าที่พี่เปายื่นให้วันที่ผมเปียกฝนไว้อยู่เลยคนนี้แหละเทวดาตัวน้อย ๆ ของผม

แต่เฮ้อเทวดาของผมกำลังมีความรักสินะผู้โชคดีที่ได้รับความรักของพี่เปาก็คงเป็นคนที่อยู่ในรถยนต์คันหรูนั่นเอง ถ้าผมมีแบบนี้สักคันไว้คอยรับ-ส่งพี่เปาพี่เขาจะยิ้มให้ผมแบบนี้ไหมวะ พอ ๆ เลิกฝันสักทีไอ้ปอละเมอตั้งแต่ตะวันยังไม่ตกดินซะนี่ ผมรีบตัดความคิดเพ้อเจ้อของตัวเองออกไปทันทีแค่ที่ผมได้เป็นอยู่และมีอยู่ทุกวันนี้ก็ดีมากเท่าไหร่แล้ว

แต่ถึงยังไงก็ต้องขอบคุณราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นทุกวันนะครับทำให้คนที่ขับรถคันโก้ต้องควักเงินจ่ายค่าน้ำมันกันเดือนละหลายบาท สู้คนเดินดินหรือมีรถสองประตูยี่สิบหน้าต่างแถมมีพลขับให้พร้อมอย่างผมไม่ได้ ไปไหนมาไหนทั่วกรุงเทพยังควักเงินไม่ถึงสามสิบบาท เห็นไหมล่ะว่าการรู้จักขอบคุณสิ่งต่าง ๆ รอบตัวไม่ว่าจะมีน้อยหรือมีมากมันจะทำให้เราเข้าใจว่าที่แท้จริงแล้วชีวิตเราก็มีความสุขมากพอเหมือนกัน

"ปอเสาร์นี้มึงทำงานพิเศษอีกมั้ยวะ" ผมหันไปตามแรงสะกิดของไอ้คิท ไอ้คิทเป็นเพื่อนในห้องรู้จักกันมาตั้งแต่ม.สี่ถามหาความสนิทสนมเท่ากับห้าสิบเต็มร้อย จะว่าไปแล้วผมก็ไม่มีเพื่อนสนิทจริง ๆ สักคนนะอาจเพราะผมเป็นเด็กวัดเลยพยายามปลีกตัวออกห่างจากเพื่อน ๆ ไม่ใช่ว่าอายหรืออะไรแต่เพราะนิสัยขี้ระแวงของตัวเองมากกว่า

คือตอนป.หกผมมีเพื่อนสนิทมากคนหนึ่งคนที่ผมไว้ใจเล่าทุกอย่างให้ฟังมีขนมอะไรอร่อย ๆ ที่วัด ผมจะเก็บไว้แล้วเอามาฝากเพื่อนคนนี้เป็นประจำ แต่วันหนึ่งที่ห้องน้ำผมก็ได้ยินเพื่อนคนนี้บอกกับเพื่อนคนอื่น ๆ ว่าไม่ได้คิดจะอยากสนิทสนมอะไรกับเด็กวัดอย่างผมหรอก เขาแค่หลอกใช้ให้เด็กวัดอย่างผมทำการบ้านและหลอกใช้ให้ผมเป็นเบ๊เท่านั้นเอง ใครกันจะอยากมีเพื่อนเป็นเด็กวัดไม่มีพ่อแม่อย่างผม พอได้ฟังประโยคนั้นมันก็นำพาซึ่งประสบการณ์การชกต่อยเป็นครั้งแรกและผมก็โดนหวายจากหลวงพ่อเป็นครั้งแรกเช่นกัน จากนั้นผมกับมันก็ไม่เคยพูดกันเลยสักคำแม้ว่าตั้งแต่ม.หนึ่งถึงม.ห้าเราจะเรียนห้องเดียวกันก็ตาม

ผลัวะ! "ไอ้ปอกูถามมึงอยู่เนี่ยมัวแต่ยืนหลับรึไง อย่าเอาแต่ทำงานจนไม่ได้หลับไม่ได้นอนล่ะมึง"

"เออโทษ ๆ กูก็ทำทุกวันอะนอกจากลุงเลิศเขาจะปิดร้าน มึงมีอะไรเหรอ"

"กูจะชวนมึงไปงานวันเกิดของไอ้เบียร์น่ะสิงานนี้มันจัดที่ผับดังนะเว้ย เลยโรงเรียนเรากับมหาลัยxxxไปนิดเดียวเองว่าไงมึงสนใจไปด้วยกันมั้ย" เท้าที่กำลังก้าวเดินต้องหยุดชะงักลงเมื่อได้ยินชื่อคนที่พยายามหลีกเลี่ยงมาตั้งแต่ป.หก

"อายุสิบเจ็ดเข้าผับได้แล้วเหรอวะกูเพิ่งรู้? " ผมขมวดคิ้วถามมันงง ๆ ไม่ได้คิดจะไปร่วมด้วยหรอกแต่แค่สงสัยเฉย ๆ เพราะผมไม่เคยเที่ยวแบบนี้เลยเห็นแต่เขาบอกว่าต่ำกว่ายี่สิบปีห้ามเข้านี่นา หรือว่าตอนนี้เขาเปลี่ยนกฎหมายใหม่ให้เป็นอายุสิบเจ็ดปีเข้าสถานที่แบบนี้ได้แล้ว ไม่ยักกะรู้ข่าวเลยแฮะ

"ไอ้ป๊ออ นี่มึงซื่อหรือมึงโง่หรือมึงไม่รู้จริง ๆ กันแน่วะ โอ๊ยกูมึนกับความอึนของมึง" ผมหันไปมองไอ้คิทที่นั่งยอง ๆ ยกมือกุมหัวตัวเอง ดูท่าทางแล้วเหมือนอยากจะซัดผมอีกสักผลัวะหนัก ๆ เลยมั้งนั่น

"เอ้าก็กูไม่รู้จริง ๆ โอ๋ ๆ น้องคิทไม่เอาไม่วีนสิเดี๋ยวกูไปซื้อผ้าอนามัยมาให้ กูรู้ว่าถ้าเมนส์มึงมาแล้วมึงจะวีน" ผมนั่งยอง ๆ ลูบหัวคนที่ตัวไม่ได้โตกว่ากันไปสักเท่าไหร่อย่างขำ ๆ กับท่าทางของมัน

"ไอ้สัสกูไม่ใช่ผู้หญิง แต่หน้าตาน่ารักอย่างมึงถ้าจับใส่กระโปรงนี่ไม่แน่อาจจะมีคนทักว่าเป็นสาวก็ได้"

"กูเป็นสาวเสียบนะมึงจะลองมั้ยน้องคิท ฮ่า ๆ ๆ " ผมยื่นหน้าเข้าไปจนชิดกับหน้าไอ้คิท โอ๊ะ มันหน้าแดงด้วยแฮะเสร็จผมล่ะ

ซ่าาา!! กำลังจะแกล้งไอ้คิทขั้นต่อไปเสื้อผมมันก็เปียกจากน้ำที่สาดมาจากด้านหลังจนชุ่ม

"โทษทีไม่เห็นว่ะนึกว่าไม่มีคนอยู่" ผมหันขวับไปตามเสียงขอโทษแบบกวนเบื้องล่างอย่างจะเอาเรื่องเต็มที่ ทั้งที่ไม่ได้คุยกันมาตั้งนานแต่ผมก็จำเสียงมันได้อยู่ดี จะใครอีกล่ะก็ไอ้เบียร์เพื่อนเคยรักตอนป.หกและเป็นผู้เปิดซิงประสบการณ์การชกต่อยครั้งแรกของผม แถมมันยังทำให้ผมถูกหวายลงน้ำเกลือของหลวงพ่อฟาดอีกตั้งห้าทีทุกวันนี้ยังจำได้แม่นเลยครับ ถึงสมองอีกซีกจะเตือนว่ามันเป็นเพราะความใจร้อนของผมด้วยก็เถอะแต่ผมก็จะโทษว่าเป็นความผิดของมันอยู่ดี

"ไอ้เบียร์มึงทำอะไรของมึงเนี่ย! " ไอ้คิทรีบเอาผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดหลังเช็ดเสื้อให้ผมใหญ่

"อะไร? ก็ขอโทษแล้วไงกูไม่เห็นว่ะไอ้เด็กวัดเกาะพระกิน" ผมกำหมัดแน่นพยายามนึกถึงคำที่หลวงพ่อเคยสอนไว้ แล้วข่มความโกรธของตัวเองลง

"จะบอกให้นะคนที่ชอบพูดจาดูถูกคนอื่นน่ะมันไม่ได้ทำให้ตัวเองดูสูงขึ้นหรอก แต่มันจะทำให้ตัวเองดูต่ำลง ต่ำเพราะความคิดต่ำ ๆ คำพูดต่ำ ๆ ตามจิตใจของมึงไง ไปเถอะคิทอยู่ที่นี่นาน ๆ เดี๋ยวเชื้อต่ำอ่อนด้อยทางความคิดมันจะติดเอา" ประโยคแรกในรอบหลายปีที่ผมพูดกับมันทำให้มันยืนอึ้งอยู่เหมือนกันแล้วเรื่องอะไรผมจะยอมเสียโอกาสตอกมันอีกล่ะ ขอโทษนะครับหลวงพ่อวันนี้ปอขอทำนิสัยไม่ดี ขอละเลยคำสอนของหลวงพ่อที่บอกว่าอย่าเหยียบซ้ำคนกำลังล้มตอนนี้ปออดไม่ได้จริง ๆ

"อ้อกูลืมพูด เห็นเสือหมอบอย่าหลงว่าเสือกลัว เห็นคนถ่อมตัวอย่าหลงคิดว่าหมอนี่ไม่มีน้ำยา บางทีเขาอาจจะมีน้ำยามากกว่าที่มึงคิดก็ได้อดีตเพื่อนรัก" ผมยักคิ้วให้ไอ้เบียร์แล้วกอดคอไอ้คิทเดินผ่านหน้ามันไปโดยไม่ใส่ใจว่าแวบหนึ่งผมจะเห็นสายตารู้สึกผิดและสายตาขอโทษจากมัน ช่วยไม่ได้ใครใช้ให้มันมาสร้างแผลให้จนผมหวาดกลัวที่จะไว้ใจใครได้อีก ช่วยไม่ได้จริง ๆ ที่ผมเลือกมองผ่านสายตาวิงวอนนั้นไปอย่างเลือดเย็น

ปี๊น ๆ ผมยืนมองรถหรูที่มาจอดรับพี่เปาเป็นรอบที่สามตั้งแต่เปิดเทอมสอง เปิดเทอมไม่ถึงเดือนผมก็เห็นรถคันนี้มาสามครั้งแล้วสงสัยว่านี่จะเป็นตัวจริงของพี่เปาเขาแฮะ

อื้อฮือโคตรหล่อ นี่คือคำอุทานแรกในใจที่ผมเห็นคนในรถเปิดกระจกมาสูบบุหรี่ ว่าผมเว่อร์ก็ได้นะถ้าผมจะบอกว่าเจ้าของนิ้วเรียวยาวที่สวมแหวนเงินอยู่ที่นิ้วก้อยอะโคตรจะหล่อเลย ไม่ได้หล่อใส ๆ หล่อแบบคุณชาย หล่อแบบไอดอลเกาหลีหลาย ๆ คน หรือหล่อแบบเพลย์บอยนะ แต่พี่คนนี้หล่อแบบร้ายกาจหล่อแบบชั่ว ๆ มองแล้วมีเสน่ห์ดึงดูดให้เข้าหาเห็นแล้วเดาได้เลยว่าเจ้าของนิ้วเรียวนี้โคตรจะร้ายและโคตรจะแรง

เอ๊ะ! ผมอดขมวดคิ้วไม่ได้เมื่ออยู่ ๆ ผู้ชายคนนั้นยกนิ้วกลางส่งให้ผม อะไรที่ชมเมื่อกี้ลบ ๆ ไปให้หมดนะครับมันก็แค่มนุษย์หน้าตาดีคนหนึ่งเห็นได้ตามท้องถนนทั่ว ๆ ไป แถมนิสัยเสียระรานชาวบ้านด้วยการมายกนิ้วต้องห้ามให้คนไม่เคยรู้จักกันด้วย อีกอย่างที่ผมเคยเรียกว่าพี่น่ะเพราะพี่แกหน้าแก่ไง เหอะหล่อตายล่ะไอ้แก่ขี้เก๊ก!

ซ่าา!! "โอ๊ะ! อะไรเว้ย พี่ครับพี่จะเอาไงวะเนี่ย" ผมอดโวยวายขึ้นมาท่ามกลางเพื่อนร่วมสถาบันไม่ได้ ก็ไอ้พี่แก่ขับรถคันหรูเด็กของพี่เปานั่นแหละวันนี้มันตั้งใจขับรถปาดน้ำขังจากฝนที่ตกเมื่อคืนมาใส่ผมอย่างจัง เลือดขึ้นหน้าแล้วครับตอนนี้ไม่สนใจหน้าอินทร์หน้าพรหมที่ไหนแล้ว ไม่สนใจด้วยว่าจะเป็นแฟน เป็นเด็ก เป็นเสี่ย เป็นกิ๊กของพี่เปาเทวดาของผม

ก๊อก ๆ ๆ "เฮ้ย เปิดประตูมาคุยกันเลยดีกว่าพี่จะเอายังไงวะ คดีก่อนยกนิ้วกลางให้ผม ผมยังไม่ได้เคลียร์กับพี่เลยนะนี่อะไรอีกอยู่ ๆ มาขับรถสาดน้ำโคลนใส่ผมอย่างนี้แล้ววันนี้ผมจะไปเรียนยังไงครับพี่! " ผมวิ่งไปเคาะกระจกฝั่งคนขับอย่างเอาเป็นเอาตายไม่สนใจด้วยว่าใครจะมอง หรือไม่สนใจว่าเทวดาที่ผมเชิดชูก้าวลงจากอีกฝั่งของประตู

"เอ่อ...น้องครับเป็นอะไรมากมั้ยพี่ขอโทษแทนพี่โปรดด้วยจริง ๆ นะครับ" พี่เปารีบเดินอ้อมรถเอาผ้าเช็ดหน้าเช็ดตามเสื้อนักเรียนให้ผมใหญ่ จะเช็ดยังไงมันก็ไม่หายหรอกพี่เสื้อสีขาวของผมตอนนี้มันสภาพเป็นสีโอวัลตินหมดแล้ว! ได้แต่คิดแต่พูดไม่ออกเพราะเห็นสีหน้าสำนึกผิดของพี่เปาแล้วมันพูดไม่ออกจริง ๆ ทำไมเทวดาของผมต้องมาเป็นอะไรกับไอ้คนหน้าแก่มีดีแต่ความรวยแบบนี้วะ

ปัง! "ทำไมไอ้เด็กเวร มีปัญหาอะไร? " ดู ๆ ครับพี่น้องไอ้แก่มันเรียกผมว่าไอ้เด็กเวรนั่นยังไม่เท่ากับที่มันออกมายืนเต๊ะท่าสูบบุหรี่พ่นควันใส่หน้าผมหรอก คนอะไรวะหาความรู้สึกผิดไม่มีเลยสักนิด

"จะอะไรอีกล่ะไอ้แก่ อุ๊บ โทษ ๆ ล่ะพี่ ก็พี่อะขับรถสาดน้ำใส่ผม พี่ดูสภาพผมดิถามจริงเถอะใบขับขี่พี่ซื้อมารึเปล่าขับรถแบบนี้อันตรายต่อตัวเองและคนรอบข้างนะพี่" พอตั้งสติหายเมาควันบุหรี่ได้ผมก็จัดชุดใหญ่ให้ไอ้แก่มันไปเลยสิ ชิชะ! เล่นกับใครไม่เล่นมาเล่นกับไอ้ปอศิษย์เอกของหลวงพ่อเดี๋ยวจะสวดให้สำนึกไม่ทันกันเลย

"จะเอาเท่าไหร่ว่ามา" ผมมองผู้ชายที่ใส่เสื้อช็อปวิศวะของมหาลัยไม่ไกลจากโรงเรียนผมอย่างงง ๆ เท่าไหร่อะไรของไอ้แก่มันอีกวะ ตอนนี้ผมขอตัดคำว่าพี่ออกไปเถอะนะดูแล้วสามัญสำนึกของเขาคงไม่มีมากพอที่จะให้ผมเรียกเขาอย่างเคารพว่าพี่หรอก

"กูถามว่ามึงจะเรียกเงินเท่าไหร่ก็ว่ามา จิ๊! เสียเวลากูชะมัดเอาไปพันนึงกูว่าคงพอสำหรับเสื้อกระจอก ๆ ของมึงนะ เปาพี่ไปก่อนล่ะอยู่นี่นาน ๆ เดี๋ยวได้ซัดปากไอ้เด็กเวรนี่แตกอีก" ยังไม่ทันได้ตั้งตัวจากพฤติกรรมเลวทรามของไอ้แก่ที่มองผมตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาดูแคลนแล้วยัดแบงก์พันใส่เสื้อให้ผม พอจะอ้าปากสวนไอ้แก่มันก็บึ่งรถไปไกลละ โอ๊ย! ไอ้ปออยากเจาะลมยางมันสักทีคนแบบนี้ก็มีในโลกเหรอวะ สาธุชาตินี้เจอะเจอกันแค่ครั้งเดียวเถอะครับ

เคร้ง!! "เฮ้ย เบาหน่อยเว้ยไอ้ปอใครเหยียบหางมึงอีกถึงได้หน้างอจะกัดเขาไปทั่วเนี่ย" ลุงเลิศทั้งหัวเราะทั้งส่งเสียงแซวถามผมก็ยิ่งหน้าบึ้งเข้าไปอีก จะเป็นเพราะใครอีกล่ะ ก็ไอ้แก่ขี้เก๊กโชว์รวยเมื่อเช้านั่นแหละ มันคนเดียวต้องทำให้ผมกลับไปเปลี่ยนเสื้อแล้วมาเรียนสายไปตั้งคาบหนึ่ง พี่เปาก็หน้าตานิสัยดีนะทำไมไม่เลือกแฟนดี ๆ หน่อยวะ ได้ไอ้แก่เป็นแฟนเดี๋ยวก็โดนมันทารุณกรรมหรอกดูท่าทางมันจะขี้โมโหซะด้วย

"เอา ๆ กูถามไม่ตอบเป็นอะไรของมึง แล้วถ้วยจานมันไปทำอะไรให้ถึงขัดมันยังกับศัตรูคู่แค้นขนาดนั้น"

"ไม่มีอะไรมากหรอกลุง เฮ้อ! มีก็ได้ เรื่องมันเป็นแบบนี้นะลุงเมื่อเช้าปอเดินไปโรงเรียนใช่ปะ แล้วมีไอ้แก่ขี้เก๊กมันขับรถสาดน้ำโคลนข้างถนนหน้าโรงเรียนมาใส่ปอเต็ม ๆ ยังไม่พอแค่นั้นนะมันลงมาเอาเงินฟาดหัวปอพันหนึ่งบอกว่าให้เอาไปซื้อเสื้อใหม่ได้อีกหลายชุด สายตามันมองปอตั้งแต่หัวยันเท้ามองแบบดูถูกดูแคลนว่าปอกระจอกงอกง่อย แถมมีเบะปากใส่ปอด้วย

"หนักไปกว่านั้นคือมันทำให้ปอเข้าเรียนสาย ผลออกมาเป็นไงปอโดนอาจารย์ดุว่าไม่มีความรับผิดชอบไม่รักษาเวลาหน้าชั้นเรียนเลยเถอะ ฮึ่ย เป็นเพราะไอ้แก่ขี้อวดคนเดียวจริง ๆ ทำให้ปอซวยตั้งแต่เช้า" ผมวางสก๊อตไบร์ทในกะละมังแล้วหันมาเล่าให้ลุงเลิศฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ นี่คือการเล่าให้ฟังเฉย ๆ ไม่ใช่การฟ้องแต่อาจมีตีไข่ใส่สีลงไปนิดหน่อยถือซะว่าเพื่ออรรถรสในการเล่าและการฟังแล้วกัน

"แล้วมึงทำยังไง" ลุงเลิศนั่งยอง ๆ ช่วยผมกวาดเศษอาหารลงขยะ ลุงเลิศเป็นชายโสดวัยห้าสิบกว่า ๆ ที่มีพุงเยอะจนล้นพอ ๆ กับรอยยิ้มที่มีให้ทุกคนแม้กระทั่งหมาแมวแถวนี้ ผมจำได้ว่าตอนป.ห้า ผมเดินตามหลวงพ่อบิณฑบาตมันเป็นวันที่ลุงเลิศมาเปิดร้านเป็นวันแรก ลุงเขาใส่บาตรแล้วเอ่ยขอหลวงพ่อโต้ง ๆ ว่าขอคาถาอะไรก็ได้ที่ทำให้ขายของเฮง ๆ รวยไม่มีวันจน หลวงพ่อท่านเลยบอกไปว่าขยันและอดทนสองคำนี้จะทำให้ชีวิตดีขึ้น จากนั้นตั้งแต่วันแรกที่เปิดร้านจนถึงวันนี้น้อยครั้งมากผมจะเห็นลุงเลิศปิดร้านนอกจากจะไม่สบายหรือมีธุระจริง ๆ นั่นแหละ

พอผมเข้าม.หนึ่งลุงเลิศถามว่ามาล้างจานที่ร้านไหมจะได้มีเงินไปซื้อของโดยไม่รบกวนหลวงพ่อผมรีบตอบตกลงจนลืมขออนุญาตหลวงพ่อ ถึงเวลาไปทำงานจริง ๆ นั่นแหละผมถึงเดินตัวลีบไปเอ่ยขอ ตอนแรกหลวงพ่อก็ไม่อนุญาตหรอกเพราะผมเพิ่งอายุสิบสามปีเอง ถึงร้านลาบจะไม่ห่างจากวัดมากนักแต่ก็เป็นร้านที่ขายเครื่องดื่มน้ำเปลี่ยนนิสัยขี้เมาก็เยอะ อีกอย่างเลิกตั้งเที่ยงคืน จนลุงเลิศต้องมาช่วยพูดและสัญญาว่าจะให้ผมล้างจานอยู่แต่หลังร้านให้มาทำงานหกโมงเย็นกลับไม่เกินสี่ทุ่ม พูดขออยู่นานหลวงพ่อถึงจะยอมใจอ่อน ตอนนั้นผมได้ค่าแรงวันละหกสิบบาทเงินหกสิบบาทแรกที่ได้รับมาผมเอาไปซื้อนมกล่องให้หลวงพ่อครึ่งโหล รอยยิ้มภูมิใจตอนที่หลวงพ่อรับนมจากผมมันทำให้ผมหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง

"ปอ ไอ้ปอ! "

"เฮ้ย! ลุง ปอตกใจหมดอยู่ๆ มาตะโกนใส่หูเนี่ย"

"เอ้าไอ้นี่ก็กูนั่งรอฟังเรื่องมึงจนจะรากงอกละ มึงก็ยังนั่งตาลอยอยู่ได้"

"ขอโทษ ๆ ปอมัวแต่คิดถึงหลวงพ่ออยู่อะ" ผมเอ่ยกลับเสียงแผ่วเบา

"มึงจะคิดถึงอะไรกันนักกันหนา กูก็เห็นหลวงพ่อท่านเดินนำหน้ามึงทุกวันแหละ แล้วตกลงเรื่องไอ้รวยนั่นมึงทำยังไง"

"ก็จะทำยังไงได้ล่ะลุง ไอ้แก่มันเล่นเอาเงินใส่กระเป๋าเสื้อปอแล้วเดินวางมาดขึ้นรถไปเลย"

"เอ้า เงินก็ได้ละแล้วมึงจะมาทำหน้าแค้นเคืองอะไรอีกล่ะ" ลุงเลิศคว่ำจานที่ผมล้างใส่ตะกร้าเอ่ยปากถามอย่างสงสัย

"โห่ลุงเงินมันซื้อทุกอย่างไม่ได้หรอกนะ ศักดิ์ศรีของไอ้ปอก็ซื้อด้วยเงินไม่ได้เหมือนกัน" ผมตบไปที่อกตัวเองพูดเสียงดังฟังชัดทุกถ้อยคำ

"แล้วตกลงมึงจะไม่เอา? "

"เอาสิลุงเงินตั้งพันหนึ่งแน่ะ ปอใช้ได้อีกตั้งครึ่งเดือน" ลุงเลิศมองผมอย่างเหยียดหยามเต็มที่ประดุจว่าผมขี้เหนียวงกเงินซะมากมาย ก่อนจะลุกสะบัดพุงย้วย ๆ จากไปทิ้งไว้แต่ความแปลกใจจากผม อ้าว ก็ทำไมอะไอ้แก่มันอยากโชว์รวยเองอีกอย่างมันอะผิดเต็ม ๆ ผมเปล่างกสักหน่อยนะครับ

"หลวงพ่อครับอยู่บนโน้นสบายดีมั้ยปออยู่ตรงนี้สบายดีครับ วันนี้ปอมีเรื่องมาเล่าให้หลวงพ่อฟังด้วย..." เป็นกิจวัตรประจำวันหลังจากที่ภารกิจทุกอย่างเสร็จสิ้นลงแล้ว ก่อนนอนผมต้องรายงานตัวเล่าเรื่องราววันนี้ให้หลวงพ่อฟังทุกเรื่องตั้งแต่ตอนเป็นเด็กแล้วมั้ง ถึงวันนี้หลวงพ่อจะไม่อยู่กับตรงนี้แต่ผมก็ยังทำทุกอย่างเหมือนเคย ไม่มีเรื่องไหนสำหรับหลวงพ่อที่ผมจะปฏิบัติต่างออกไป ร่างกายไม่ใช่ของเราแต่จิตวิญญาณต่างหากที่เป็นของเรา เพราะฉะนั้นถึงร่างกายของหลวงพ่อจะไม่อยู่แต่จิตวิญญาณของท่านยังคงอยู่กับผมเสมอ ถ้างั้นวันนี้ผมคงต้องโดนทำโทษที่ไปเรียกไอ้แก่ว่าไอ้แก่สินะ เฮ้อ

"ปอไม่ได้ตั้งใจจริง ๆ ครับหลวงพ่อก็ไอ้แก่มันกวนปอก่อนอะ" ผมอดพึมพำออกตัวท้วงด้วยความเคยชินไม่ได้

"หลวงพ่อครับถ้าจะลงโทษปอนะ หลวงพ่อต้องไปอบรมสั่งสอนไอ้แก่นั่นก่อนแล้วปอจะไม่วิ่งหนีหวายของหลวงพ่อจริง ๆ อันนี้ปอสัญญาเลย ปอนอนแล้วนะครับพรุ่งนี้ต้องไปเรียนแต่เช้านอนดึกตื่นสายเดี๋ยวโดนหลวงพ่อทำโทษอีก" ผมบ่นงุ้งงิ้งคนเดียวในห้องเช่าเล็ก ๆ ที่มีเพียงฟูกบาง ๆ ผ้าห่มกับหมอนพัดลมที่ป้าลัยให้ยืมมาใช้ กระติกน้ำ แก้วน้ำ ถ้วยชามช้อนวางอยู่อีกมุมของห้อง ถัดจากฟูกที่ผมนอนก็เป็นราวแขวนเสื้อผ้าส่วนมากจะเป็นชุดนักเรียนกับตะกร้าผ้าผมว่านี่มันก็ดีพอสำหรับเด็กไม่รู้ที่มาที่ไป

แต่บังเอิญโชคดีได้พบกับหลวงพ่อและได้รับการเลี้ยงดูมาจากบุคคลที่ผมเคารพนับถือที่สุดอย่างท่าน ถ้าความรู้สึกบอกเราว่าพอ มันก็จะพอ ถ้าความรู้สึกบอกเราว่าอย่าดิ้นรน เราก็จะไม่เหนื่อย ผมเองก็ไม่อยากเหนื่อยเหมือนกันเก็บแรงไว้วันพรุ่งนี้ดีกว่าสู้เว้ยไอ้ปอรัก!

บทถัดไป