บทที่ 10 ตอนที่ 9.2 ของเล่นราคาถูก
ปอรัก Part
"ตกลงมึงจะซื้ออะไรไอ้เตี้ยคิทเลือกเอาสักอย่างสินี่เดินจนขาจะลากอยู่แล้วเว้ย"
"แล้วมึงจะมาทำไมไอ้โย่งเบียร์ใครเป็นคนบังคับขืนใจให้มึงมา กูไม่ได้ชวนมึงมาด้วยสักหน่อยมึงเสือกเสนอหน้ามาเอง ในเมื่อมาเองก็ไม่ต้องบ่นนั่นบ่นนี่ไม่งั้นก็กลับไปเลยปะ มาทางไหนไสหัวกลับไปทางนั้น"
"กูกลัวไอ้มดแดงแถวนี้ มันจะหลอกแทะมะม่วงสุกหรอกเว้ย" ผมนั่งดูดโค้กดูไอ้โย่งเบียร์กับไอ้เตี้ยคิทมันเถียงกันตั้งแต่หกโมงเย็น จนตอนนี้ก็ทุ่มกว่าละยังเถียงกันไม่จบพอ ๆ กับที่ไอ้คิทก็ยังเลือกของไม่ได้สักที
"บอกรักกันเสร็จรึยังจะได้ไปดูของต่อเดี๋ยวมันจะดึก กูว่าจะไปช่วยลุงเลิศก่อนสามทุ่มด้วยวันนี้คืนวันศุกร์น่าจะมีลูกค้าเยอะ" ผมเอ่ยขัดคอพวกมันก่อนจะพูดกดดันไอ้คิทเล็กน้อยก็ถูกของไอ้เบียร์ไอ้คิทมันเลือกของนานจริง ๆ หรือปกติคนอื่นก็เป็นแบบนี้ไม่รู้นะเพราะปกติผมไม่ได้มีโอกาสซื้อของให้คนสำคัญไงเลยไม่รู้ว่าในอารมณ์นั้นต้องใช้ความรู้สึกแบบไหนในการค้นหาของบางอย่าง แต่จะว่าไปผมก็เคยซื้อของให้หลวงพ่อนี่น่าและจะซื้อทุกอาทิตย์ด้วยแต่ผมก็จะซื้อเหมือนเดิมซ้ำ ๆ นั่นคือนมหมี ก็นมมันมีประโยชน์และราคาไม่สูงเกินไปนี่
"ซื้อนมให้พ่อมึงดิคิทกูซื้อให้หลวงพ่อทุกอาทิตย์แหละ กูว่าของจะราคาสิบบาทหรือหนึ่งแสนแต่ถ้ามึงเป็นคนให้แค่นี้พ่อมึงก็ดีใจแล้ว" ไอ้คิทรีบพยักหน้าหงึกหงักจนผมงง อะไรวะบทจะง่ายก็ง่ายซะงั้นแล้วที่พากันเดินรอบห้างจนน่องปูดนี่มันอะไร
สรุปแล้วไอ้คิทมันซื้อนมตราหมีให้พ่อมันสิบโหลจนต้องนั่งแท็กซี่อะ ไอ้เบียร์ก็แขวะแล้วแขวะอีก
"กูลงป้ายรถเมล์ป้ายหน้าก็ได้อีกสองป้ายก็ถึงแล้ว พวกมึงจะได้ไม่ต้องวนไปมาเปลืองค่ารถ"
"ไม่เอากูจะไปส่งมึงถึงร้านลุงเลิศก่อน ตอนไปขอมึงกูก็เป็นคนไปขอตอนเอาไปคืนกูก็ต้องเอาไปคืนถึงที่ดิเดี๋ยวลุงเลิศหาว่ากูไม่มีความรับผิดชอบ ไอ้เตี้ยมึงนั่งแท็กซี่กลับบ้านไปคนเดียวแล้วกันเดี๋ยวกูกับไอ้ปอลงป้ายรถเมล์ป้ายหน้าเลย" ไอ้เบียร์รีบเสนอความคิดแบบรวบรัดตัดความ แต่ไอ้คิทก็ไม่ยอมมันบอกให้พี่แท็กซี่ขับตรงไปที่ร้านลุงเลิศเลย ทำให้ไอ้เบียร์จิ๊ปากอย่างไม่พอใจ
"ไอ้ปอลุงเลิศบอกให้มึงกลับห้องไปเลยไม่ต้องเข้าร้านหรอกวันนี้ลูกค้าไม่เยอะ" เมื่อกี้ผมโทรมาบอกลุงเลิศว่าจะเข้ามาประมาณสามทุ่มนี่ถึงกับให้พี่เปี๊ยกมาดักรอสงสัยจะไม่เยอะจริง ๆ อ่อ ผมไม่ได้ใช้โทรศัพท์ของพี่โปรดนะแต่ยืมโทรศัพท์ของไอ้เบียร์โทรต่างหาก ส่วนของพี่โปรดผมปิดเครื่องไปแล้วกะว่าจะส่งคืนพร้อมของทุกอย่างนั่นแหละ
"แต่ผมเห็นมีคนอยู่เยอะเลยนะพี่เปี๊ยก" ไอ้คิทมันชะโงกหน้าไปดูในร้าน
"นั่นแขกประจำน่ะมีอยู่โต๊ะเดียวแค่นั้นแหละ ไอ้ปอมึงกลับห้องไปเลยเข้าร้านไปเดี๋ยวก็โดนลุงเลิศด่าเหมือนอาทิตย์ก่อนนู้นอีกกูขี้เกียจฟัง" ผมรีบพยักหน้ารับทันทีเรื่องอะไรจะเข้าไปให้ลุงเลิศด่า ตอนที่ผมเป็นลมกลางร้านลุงเลิศกลับไปด่าผมถึงที่ห้องครั้งเดียวเข็ดเลยและนั่นมันก็ทำให้ลุงเห็นข้าวของในห้อง ผมรู้ว่าลุงคงจะเดาอะไร ๆ ได้แค่ไม่เอ่ยปากถามเท่านั้นเอง
"งั้นเดี๋ยวกูเข้าไปบอกลุงแกเอง มึงกลับห้องไปก่อนนะปอเดี๋ยวกูตามไป" ผมอึกอักไม่ใช่ว่ารังเกียจหรืออายไม่อยากให้เพื่อนไปที่ห้อง แต่ถ้าพวกมันไปก็เจอหลักฐานคาตาสิ ผมจะบอกพวกมันยังไงกับข้าวของพวกนั้น
"พวกมึงกลับไปเถอะห้องกูอยู่แค่นี้เองกูกลับได้มันดึกแล้วเดี๋ยวพ่อแม่พวกมึงจะเป็นห่วง"
"ปอคืนนี้กูจะนอนกับมึงที่ห้องนะตอนเข้าห้องน้ำที่ห้างกูโทรขอพ่อกูแล้ว" ผมอ้าปากค้างไอ้คิททำไมไม่รอให้ถึงห้องกูก่อนมึงค่อยบอกวะ!
"แต่มึงไม่มีเสื้อผ้าเปลี่ยนนะเว้ยกูว่ากลับบ้านเถอะ"
"ถ้าไอ้เตี้ยมันค้างกูก็ค้างด้วย" ผมรีบแย้งไอ้คิทแต่ไอ้เบียร์พูดกลบเสียงผมหมด มันสองคนพูดเองเออเอง แล้วไอ้เบียร์ก็จัดแจงหิ้วถุงนมของไอ้คิทห้าโหลที่เหลือมันชี้นิ้วสั่งให้ไอ้คิทเป็นคนหิ้วกลับห้องผมไปให้หมด ก่อนที่ไอ้เบียร์จะเดินดุ่ม ๆ ไปหาลุงเลิศที่ร้าน ผมได้แต่หันมามองไอ้คิทอย่างอ่อนใจกับท่าทีระรื่นของมันแล้วแย่งถุงนมมาหิ้วเองสี่โหลที่เหลือก็ให้มันหิ้วตามมา เออนะคืนนี้มีคนอยู่ด้วยก็ดีอย่างน้อยหลุมดำที่อยู่ในใจของผมมันจะตื้นขึ้นมาบ้างแม้เพียงสักนิดก็ยังดี
"โห..ไอ้ปอมึงมีของพวกนี้ได้ไงอะมันแพง ๆ ทั้งนั้นเลยนะเว้ย" ไอ้คิทยืนอึ้งร้องถามเสียงหลง
"ของคนรู้จักเขาฝากไว้ก่อนนี่จะมาเอาคืนแล้ว" ผมเดินไปห้องน้ำล้างมือล้างเท้า ที่จริงจะเลี่ยงตอบคำถามของไอ้คิทนั่นแหละ
"ปอคนรู้จักมึงฝากบ็อกเซอร์กับกางเกงในไว้ด้วยเหรอวะ? " ผมชะงักเท้ากลั้นใจกับคำถามของไอ้คิท
"มึงมีอะไรจะเล่าให้กูฟังมั้ยกูเป็นเพื่อนมึงรึเปล่า" ไอ้คิทนั่งกอดเข่ากับพื้นหลังพิงเตียงเงยหน้าสบตาผมอย่างค้นคว้าต้องการคำตอบ
"ไม่มีอะไรทั้งนั้นแหละแค่ของคนรู้จักเขามาฝากไว้เดี๋ยวก็มาเอาคืน" ผมยังปากแข็งยืนยันคำเดิม ไอ้คิทถอนหายใจเสียงดังแล้วลุกไปเก็บกางเกงในกับบ็อกเซอร์ของพี่โปรดใส่ถุงสองรอบ ยัดไว้ระหว่างซอกพัดลมสามตัวที่ผมดันไปชิดรวมกันตั้งแต่เมื่อเช้ามืด ส่วนชิ้นใหญ่ ๆ ผมจะให้ขนไปทีเดียว วางแผนการนั่นนี่ไปเรื่อยแต่ตอนนี้ยังหาวิธีส่งคืนไม่ได้สักทาง
ก๊อก ๆ ๆ "ลุงแกฝากกับข้าวมาให้ด้วย เฮ้ย! อะไรวะปอทำไมห้องมึงมีข้าวของเยอะงี้วะ"
"ของลูกศิษย์หลวงพ่อเขามาฝากไอ้ปอไว้น่ะเห็นว่าหาที่อยู่ใหม่ได้จะมาขนไป" ไอ้คิทรีบชี้แจงแถลงไขก่อนผมจะตอบไอ้เบียร์ซะอีก ไอ้เบียร์มองข้าวของพวกนั้นแล้วหันมาสบตาผมก่อนจะเงียบไปผมเองก็เงียบเหมือนกัน ทั่วทั้งห้องมีแต่เสียงพัดลมเครื่องเก่าดังส่ายไปมา สักพักผมก็ลุกไปเอาถ้วยจานมานั่งกินข้าวกับเพื่อนในห้องนี้เป็นครั้งแรกสินะที่ผมมีคนมานั่งกินข้าวด้วยกันถึงจะไม่ใช่คนที่อยากให้เป็นแต่แบบนี้มันก็ดีไม่ใช่น้อย ขอโทษนะเว้ยตอนนี้กูยังไม่พร้อมจริง ๆ ไว้สักวันกูจะเล่าให้พวกมึงฟังทุกเรื่องเลย
"โย่งแล้วลุงเลิศว่าไงบ้างวะ" ไอ้คิทถามขึ้นมาท่ามกลางความมืดมิดโดยมีเสียงพัดลมดังเบา ๆ ตามจังหวะการส่าย พวกเราไม่มีใครใช้ของที่อยู่ในห้องนอกจากเตียงเพราะมันไม่มีที่ว่างพอจะนอนได้จริงๆ
"ก็ไม่ว่าไงนอกจากให้กูเอากับข้าวมาถวายไอ้ปอนี่แหละ"
เพียะ! "กูไม่ใช่พระ" ผมซัดฝ่ามือใส่ไอ้เบียร์เสียงดังไอ้คิทก็หัวเราะคิกคักชอบใจใหญ่
"ร้านลุงแกไม่มีลูกค้าเหรอนี่คืนวันศุกร์นะเว้ยคนหายไปไหนกันหมดวะ" ผมบ่นอย่างสงสัยปกติร้านลุงเลิศคนเยอะจะตาย
"เออกูว่าจะเล่าให้ฟังลูกค้าเยอะนะเว้ยเกือบเต็มร้าน กูเห็นนักศึกษากลุ่มใหญ่นั่งกินกันตั้งหลายคน ลุงแกกับพี่เปี๊ยกทำไมบอกไม่ค่อยมีลูกค้าวะพี่เปี๊ยกกะจะเอาทิปคนเดียวปะมึง"
"ไอ้โย่งแล้วมึงรู้ได้ไงว่าเขาเป็นนักศึกษา"
"กูไม่ได้โง่แบบมึงนี่เตี้ยตากูมีมองเข็มขัดยันกระดุมเถอะมหาลัยใกล้ ๆ โรงเรียนเรานี่แหละ" ไอ้คิทถามยอกย้อนมาไอ้เบียร์ก็ตอบถากถางไป ผมตะแคงหันไปหาไอ้เบียร์ว่าจะถามสักหน่อยแต่ไอ้คิทก็ดึงชายเสื้อด้านหลังยึกยือจนผมต้องกลับมานอนหงายเหมือนเดิม
"อ้าวทำไมเป็นแบบนั้นวะนี่เพิ่งห้าทุ่มเองงั้นกูไปช่วยลุงแกก่อน พวกมึงก็พากันนอนอยู่นี่นะ" พอผมตั้งท่าจะลุกแขนทั้งสองแขนก็ถูกไอ้เบียร์กับไอ้คิทดึงไว้ พร้อมคำทักท้วงที่มันสองคนแย่งกันพูดจนจับใจความไม่ได้
"เออ มีคนหนึ่งท่าทางจะรู้จักลุงแกดีเห็นเดินมาสั่งอาหาร แต่ลุงแกถามว่าคืนนี้กูค้างกับมึงเหรอแล้วยื่นถุงกับข้าวให้พอกูตอบว่าใช่เท่านั้นแหละพี่คนนั้นแม่งจ้องกูซะเขม็งเลยนะเว้ยจ้องยังกับจะแดกหัวกู ไอ้สัสถ้าไม่ติดว่าเกรงใจลุงเลิศกูได้ตีฝีปากกับลูกค้าแกไปละสายตากวนตีนฉิบหาย" ลมหายใจผมสะดุดไปนิด ๆ เมื่อคิดถึงคนที่น่าจะเป็นไปได้ พี่โปรดหรือเปล่าวะแต่คงไม่ใช่หรอกมั้งนักศึกษามหาวิทยาลัยใกล้ ๆ ที่เป็นลูกค้าประจำมีเยอะแยะออก ขอให้ไม่ใช่จริง ๆ ด้วยเถอะครับในเมื่อจบกันไปแล้วผมก็อยากให้จบไปอย่าได้เจอพี่โปรดให้ความรู้สึกตัวเองต้องหวั่นไหวมากไปกว่านี้เลย
ปัง!! "ลุง!! "
"เฮ้ย! เหี้ย ๆ ๆ " ผมหัวเราะหน้าดำหน้าแดงจนน้ำตาไหลเมื่อแกล้งลุงเลิศให้ตกใจได้สำเร็จ
"ไอ้เวรปอ! หลวงพ่อไม่เคยสอนมึงรึไงว่าอย่าทำให้คนแก่ตกใจ ถ้ากูหัวใจวายตายเป็นผีนะกูจะมาหักคอมึง" ลุงเลิศตั้งสติหายตกใจได้ก็ด่าผมดังลั่น ดีนะเนี่ยที่เราอยู่กันหลังร้านถึงตอนนี้ร้านจะยังไม่เปิดก็เถอะ แต่ถ้าคนที่เดินผ่านไปมาเห็นลุงเลิศสภาพตกอกตกใจ จนผ้าขาวม้าแทบหลุดคงเป็นที่ฮือฮากันบ้างแหละ
"ก็ลุงหลอกปอก่อนนี่ ไหนเมื่อคืนบอกไม่มีลูกค้าไงไหงไอ้เบียร์บอกลูกค้าเต็มร้านอะโกหกมันบาปนะลุง" ผมกระโดดนั่งทับลังน้ำแข็งกอดอกมองลุงเลิศที่กระแอมกระไอเบา ๆ ก่อนจะเดินผ่านหน้าพร้อมด่าผมเสียงดัง ขนาดลุงแกเดินขึ้นไปข้างบนแล้วเสียงด่ายังแว่วให้ได้ยินอีกพลังเสียงสุดยอดจริง ๆ
"อ้าวไอ้ปอมาเร็วนะมึง"
"จะมาจับคนขี้โกหกสองคนน่ะพี่เปี๊ยกเห็นปะ"
"ใครวะแล้วโกหกเรื่องอะไร? " หน้าตาพี่เปี๊ยกบ่งบอกว่างงสุดฤทธิ์นี่แหละล้วงง่ายดี
"อย่ามาไก๋เลยพี่ผมรู้เรื่องเมื่อคืนหมดแล้วล่ะลุงเลิศเพิ่งเล่าให้ฟัง พี่เปี๊ยกเองก็สารภาพมาซะดี ๆ โทษหนักจะได้กลายเป็นเบา" ผมทำเป็นรู้เรื่องทุกอย่างดักพี่เปี๊ยกไว้พี่แกก็ถอนหายใจยาว ๆ แล้วเดินเข้ามากอดผม อ้าว งงสิไอ้ปอนี่พี่แกอารมณ์ไหนวะ?
"มึงไม่ต้องเสียใจนะเว้ยปอมึงเป็นเด็กดีเป็นเด็กเข้มแข็งเอางานเอาการ ความใฝ่ดีของมึงจะพามึงไปเจอคนที่ดีกว่าเขาเยอะ คนมีตังค์ก็แบบนี้แหละชอบเห็นคนจนอย่างเราเป็นของเล่นราคาถูกโดยไม่สนใจสักนิดว่าของเล่นจะถูกจะแพงแต่มันก็มีหัวใจ ต่อไปสมมุติว่าถ้าเขามาอีกมึงก็ไปล้างจานอยู่หลังร้านเลยนะที่เหลือหน้าร้านเป็นหน้าที่กูเอง" ผมเงียบฟังสิ่งที่พี่เปี๊ยกพร่ำบอกในหัวก็ปะติดปะต่อเรื่องราวทุกอย่างได้ทีละนิด เมื่อคืนคนที่เบียร์พูดถึงคงเป็นพี่โปรดจริง ๆ สินะ ของเล่นราคาถูกคำนี้มันเจ็บ ๆ คัน ๆ ดี แล้วเมื่อคืนพี่โปรดพาคู่นอนคนไหนมาอีกล่ะทำไมไม่ไปร้านอื่นวะ
"ผมไม่เป็นไรหรอกพี่ จะไปโทษไปโกรธพี่โปรดก็ไม่ได้เรื่องที่เกิดขึ้นเพราะผมไปเสนอให้พี่เขาก่อนเอง พี่โปรดกับผมตกลงกันเรียบร้อยแล้วว่าจบกันด้วยดีไม่มีอะไรให้ค้างคา อย่าว่าแต่จบเลยที่ผ่านมาผมกับพี่โปรดไม่เคยคบกันด้วยซ้ำ มันก็แค่อารมณ์ชั่ววูบอยากลองอยากรู้อยากเอาชนะของผมเอง ครั้งนี้ถือซะว่าเป็นประสบการณ์อย่างน้อยผมก็ได้กำไรเป็นบทเรียนว่าก้าวต่อไปจะทำอะไรต้องใช้สติมากกว่าอารมณ์" ผมเปิดใจคุยกับพี่เปี๊ยก เพราะรู้ว่าพี่เขาคงจะเดาเรื่องผมกับพี่โปรดออกเพียงแต่ไม่มั่นใจในสถานะเท่านั้น
การเปิดใจพูดกับพี่เปี๊ยกในครั้งนี้เท่ากับเป็นการยอมรับว่าผมเป็นเด็กใจแตกคนหนึ่งที่ไม่มีความอดทนอดกลั้นต่อสิ่งที่เผชิญอยู่ เป็นแค่เด็กน้อยที่ไม่มีความคิดอะไร นอกจากใช้อารมณ์ตัดสินปัญหา
"มึงคิดได้แบบนั้นก็ดี ไอ้ปอจำบทเรียนครั้งนี้ให้ดี ๆ ล่ะบทเรียนบางบทยังไม่มีให้เรียนรู้ในปริญญาสูง ๆ เลยนะเว้ย ไปเตรียมตัวเปิดร้านกันเถอะตราบใดที่พระจันทร์กับพระอาทิตย์ยังทำงานคนเดินดินกินข้าวแกงอย่างเราก็ต้องทำงานเหมือนกัน" ผมไม่รู้ว่าลุงเลิศทันได้ยินที่ผมพูดตอนไหนบ้าง แต่ตาแดง ๆ เสียงสั่น ๆ ของลุงเลิศก็เป็นเครื่องยืนยันว่าน่าจะได้ยินตั้งแต่แรกด้วยซ้ำ ผมสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เงยหน้ามองพระอาทิตย์ยามบ่ายสามของวันหยุดแบบนี้
นั่นสินะพระอาทิตย์กับพระจันทร์ยิ่งใหญ่แค่ไหนยังต้องทำงานไม่มีวันหยุดเลย ทั้งที่ทั้งคู่อาจเหนื่อยล้าแต่ก็ยังทำหน้าที่ของตัวเองอยู่อย่างสม่ำเสมอแล้วนับประสาอะไรกับมนุษย์ตัวเล็ก ๆ อย่างผม ถึงจะเหนื่อยจะล้าแค่ไหนผมก็ยังต้องทำหน้าที่ของผมเช่นกัน อดทนและมีสติเข้าไว้นั่นคือคำสอนสุดท้ายของคนที่ผมแอบหวังให้เป็นครอบครัวที่มีเพียงคนเดียวในโลกก่อนที่เขาจะเดินหายไปจากชีวิตของผม
ขอบคุณสำหรับคำสั่งสอนและความอบอุ่นความรู้สึกปลอดภัยเหมือนคนในครอบครัวที่ผมไม่เคยได้รับจากใครนอกจากหลวงพ่อ ถึงแม้จะเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ แต่ผมจะไม่มีวันลืมเลยครับ ผมยิ้มให้กับตัวเองเพื่อปลุกกำลังใจที่มีทั้งหมด เอาน่ะ..วันนี้มันก็จะผ่านไปเหมือนเมื่อวานนั่นแหละไอ้ปอรัก...
