บทที่ 3 ตอนที่ 3 ข่าวลือวันนี้
ปอรัก Part
ตั้งแต่ลงจากรถไอ้แก่มาครบอาทิตย์ไม่รู้ว่ามันเป็นความซวยอะไรของผมกันนักกันหนา ชีวิตผมไม่เคยอยู่อย่างปกติสงบสุขสักวันเพราะอะไรน่ะเหรอ
"ไอ้ปอว่าไงห้าร้อยไปปะกูอยากลองกับผู้ชายสักครั้ง นะ ๆ ไหน ๆ มึงก็ขายตัวอยู่แล้วนี่กูเอาค่าเกมทั้งอาทิตย์มาให้มึงเลยนะเว้ย"
"เฮ้อกูไม่ได้ขายตัว" ผมตอบมาเป็นครั้งที่ยี่สิบกว่าแล้วมั้งของวันนี้ไม่รู้ว่าพวกมันไปเอาข่าวมาจากที่ไหนถึงมีแต่ไอ้พวกจัญไรมาถามแบบนี้
"อ้าวก็กูได้ยินเขาพูดกันว่ามึงขายตัวไม่ใช่เหรอ อย่าอายน่ะขายตัวก็รับ ๆ มาเถอะ หรือห้าร้อยมันน้อยไปกูติดไว้ก่อนได้ปะเดี๋ยวอาทิตย์หน้ากูเอามาให้อีกห้าร้อย"
"ไอ้ชาย! ก็บอกแล้วว่ากูไม่ได้ขาย ๆ อยากมากนักก็ไปถูกับเสาไฟฟ้าหรือเสียบกับรูเสาไฟฟ้าสิไอ้สัส! " ผมตะคอกใส่หน้าไอ้ชายเพื่อนร่วมชั้นเรียนแล้วเดินกระแทกไหล่มันออกมาด้วยความโมโห นี่มันเกิดอะไรกับผมวะวันนี้โดนถามแบบนี้เกือบทั้งวันละ
"อย่าให้กูรู้นะว่าใครมันปล่อยข่าวแบบนี้กูจะเอารองเท้าไปซ่อนแม่งเลย" ผมเดินบ่นพึมพำมาตามระเบียงอาคารเรียน ก็พอจะรู้ตัวอยู่หรอกว่าหลายวันมานี้มีสายตาหลายคู่มองผมด้วยความดูถูกดูแคลนบางคนมีพูดลอย ๆ ออกมาว่าเมื่อก่อนก็เกาะพระกินเดี๋ยวนี้พอไร้ที่พึ่งก็ขายตูดกิน ได้ยินแล้วก็อดเคืองแค้นคนพวกนี้ไม่ได้ผมไปทำอะไรให้พวกเขา ทำไมถึงต้องว่ากันขนาดนี้
ถ้าเป็นเรื่องจริงผมจะไม่โกรธหรือจะไม่เถียงไม่แก้ตัวเลยสักคำแต่นี่ผมไม่ได้ทำอะ แล้วทำไมแม้แต่สายตาของอาจารย์บางคนยังต้องมองผมด้วยสายตาแปลกไปจากเดิมล่ะ ผมผิดตรงไหน? ทำไมถึงมองผมแบบนี้? เกิดคำถามที่ดังขึ้นมาในใจแต่ไร้ซึ่งคำตอบทุกทาง
"ไอ้ปอไปแดกข้าวกันเถอะ" ไอ้คิทวิ่งมากอดไหล่ผม มันยังเป็นเพื่อนคนเดียวที่ทำตัวเหมือนเดิมโดยไม่ถามถึงข่าวลือพวกนั้นเลยสักคำ
"มึงไปกินคนเดียวเหอะกูไม่หิวว่ะ" และก็เป็นอีกครั้งที่ผมพยายามปลีกตัวออกห่างจากมันเพราะไม่อยากให้มันเป็นเป้าหมายหรือถูกมองด้วยสายตาแปลก ๆ ไปด้วย
"ไอ้ปอกูถามมึงจริง ๆ เลยนะมึงคิดว่ากูเป็นเพื่อนของมึงมั้ย" ไอ้คิทรั้งไหล่ผมไว้แล้วเอ่ยถามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่จริงจังมากกว่าทุกครั้ง
"อืม" ผมเองก็ไม่รู้จะตอบมันยังไงเหมือนกัน ถึงจะไม่ได้สนิทใจไว้วางใจมันเต็มร้อยแต่ไอ้คิทก็ถือว่าเป็นเพื่อนที่สนิทที่สุดในโรงเรียนและในชีวิตของผมตอนนี้ก็ว่าได้
"ถ้ามึงคิดว่ากูเป็นเพื่อนของมึงแล้วทำไมมึงต้องพยายามหลบเลี่ยงกูด้วยวะ มึงคิดว่ากูโง่ไม่รู้รึไงหลายวันมานี้มึงพยายามหลบกูตลอด"
"ไอ้คิทมึงก็รู้ว่าตอนนี้คนอื่นเขามองกูพูดถึงกูยังไง เดินไปไหนมาไหนก็มีแต่คนว่ากูเป็นเด็กขายกูไม่อยากให้มึงมาเดินหรือคลุกคลีกับกูหรอกนะคิท เพราะกูคิดว่ามึงเป็นเพื่อนกูถึงต้องรักษามึงให้ดีที่สุด" ผมเองก็ตอบไอ้คิทกลับไปอย่างจริงจังเช่นกัน
"กูก็คิดว่ามึงเป็นเพื่อนของกูเหมือนกันนะปอฉะนั้นหน้าที่เพื่อนอย่างเล่นเกมคือต้องปกป้องและเคียงข้างเพื่อนอย่างมึงไม่งั้นเราจะมีเพื่อนไว้ทำไมวะ ใครมันจะมองจะว่ามึงยังไงกูไม่สนใจหรอกกูเป็นเพื่อนมึงกูรู้จักเพื่อนของกูดีพอคนอื่นก็ช่างหัวมันดิวะ ถ้ามึงโกรธพวกมันก็ด่าแม่งไปเลยเดี๋ยวกูจะช่วยมึงด่าพวกมันด้วยไม่เห็นต้องไปอดทนอะไรในเมื่อมึงถูกคุกคามแบบนี้
"ไอ้ปอกูรู้นะว่ามึงไม่ใช่คนยอมคนแต่กูไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมพักหลัง ๆ เล่นเกมถึงต้องยอมให้เขาว่าให้เขาถากถาง ยิ่งมึงปล่อยให้พวกมันว่าเพลินปากแบบนี้พวกมันจะยิ่งได้ใจ เป็นตัวของตัวเองไปเหอะใครไม่ชอบใครไม่พอใจก็ช่างแม่ง เราไม่มีทางที่จะทำให้คนทั้งโลกมารักมาชอบเราได้หรอกขนาดพระพุทธเจ้าท่านยังโดนติฉินนินทา แล้วนับประสาอะไรกับพวกบาปหนาอย่างเราจะไม่โดนไอ้พวกหมาขี้เรื้อนมันเห่าหอนใส่วะ" ผมคิดตามที่ไอ้คิทมันพูดก็ถูกนะโดยนิสัยแล้วผมไม่ค่อยยอมให้ใครมาเอาเปรียบมาระรานหรือมาดูถูกกันได้ง่าย ๆ
ถึงแม้ว่าผมจะเป็นเด็กที่พ่อแม่ไม่ต้องการเลยทิ้งให้ผมเป็นภาระของหลวงพ่อท่านเก็บมาเลี้ยงก็เถอะ แต่ทุกคนต่างก็มีคุณค่าและมีศักดิ์ศรีของตัวเองทั้งนั้น แล้วทำไมผมถึงต้องยอมให้ศักดิ์ศรีของผมที่ถูกฟูมฟักโดยหลวงพ่อต้องมาถูกเหยียบย่ำเพราะพวกคนไร้ค่ากันล่ะ
"อืม งั้นไปกินข้าวกันเถอะกูชักจะหิวละ" ผมกอดคอไอ้คิทเดินผ่านสายตาผู้คนหลากหลายไปที่โรงอาหารโดยเมินต่อความเคลือบแคลงสงสัยจากผู้คนรอบข้างเหล่านั้น ไอ้คิทมันคงจะเข้ามาทำให้ความหวาดกลัวหวาดระแวงในเรื่องมิตรภาพจอมปลอมเมื่อครั้งเนิ่นนานที่ผมฝังใจให้มันเจือจางลงบ้างล่ะน่า..
ผมเริ่มคิดถึงประโยคที่ว่า ชีวิตหนึ่งของคนเราไม่จำเป็นต้องมีเพื่อนมากมายหรอก เพราะคำว่าเพื่อนนับกันที่คุณภาพไม่ใช่ปริมาณ อืม..มันคงจะเป็นแบบนั้นจริง ๆ ด้วยสินะ
"ไอ้ปอคืนนี้มึงมีคิวว่างมั้ย ได้ข่าวว่ามึงคิวทองเลยนี่กูอยากลองสักหน่อยดูซิว่าจะซี้ดเหมือนที่เขาร่ำลือกันมั้ย" ผมกำลังอ้าปากตักข้าวใส่กระเพาะก็ต้องวางช้อนลงอย่างเอือมระอาปนรำคาญ
"นั่นสิปอเขาว่านายขายตัวจริง ๆ เหรอ เราไม่อยากจะเชื่อหรอกนะแต่มีคนเห็นนายขึ้นรถไปกับลูกค้าด้วยแหละ"
"แล้วไอ้คนที่เขาว่ากับไอ้คนที่เห็นไอ้ปอขึ้นรถน่ะมันเป็นใครเหรอฟ้าใส ไหนลองบอกให้เป็นบุญหูหน่อยซิเราจะได้เอารางวัลไปให้มันในฐานะพวกชอบเสือกเรื่องชาวบ้าน ปั้นน้ำเป็นตัวนั่งเทียนเขียนข่าวดีเด่น" ไอ้คิทพูดสวนฟ้าใสออกมาอย่างรวดเร็วและมันก็เป็นประโยคที่ผมกำลังจะอ้าปากถามอยู่เหมือนกัน ใครวะที่เห็นผมไปขึ้นรถกับคนนั้นคนนี้น่ะ แล้วผมเคยไปขึ้นรถใครชีวิตนี้ของไอ้ปออย่างผมขนาดแท็กซี่ก็ยังไม่ค่อยได้ใช้บริการเลยครับนอกจากจะไปกับหลวงพ่อ อย่างดีที่สุดก็ขึ้นรถกระบะของลุงทิศลูกศิษย์อีกคนที่เคารพหลวงพ่อมาก
"เอ่อ คือเราก็ได้ฟังจากคนอื่นเขาเล่ามาอีกทีอะคิท"
"แล้วคนอื่นที่เล่าน่ะใครเหรอครับฟ้าใสเราก็อยากรู้เหมือนกันว่าใครเห็นเราขึ้นรถไปกับใคร" ผมเอ่ยถามฟ้าใสนิ่ง ๆ ฟ้าใสเป็นเพื่อนในห้องเรียนอีกคนหนึ่ง ปกติก็ไม่ได้คุยกันบ่อยเท่าไหร่แต่ก็ไม่ได้มีความสัมพันธ์เลวร้ายอะไรกับผม
"งั้นเราขอนั่งด้วยคนได้มั้ย? "
"อืม นั่งสิครับ" ผมเอ่ยอนุญาตกับฟ้าใสโดยที่ไม่หันไปมองเพื่อนชั้นเดียวกันแต่เรียนคนละห้องอีกสี่ห้าคนที่เดินเข้ามาก่อกวนเมื่อกี้ ที่ผมไม่ได้โต้ตอบพวกมันไม่ใช่เพราะกลัวแต่ผมคิดว่าที่นี่คือโรงอาหารและที่นี่ก็ยังมีคนรอดูละครฉากนี้อีกเยอะแยะ เวลาเราถูกใครทำพฤติกรรมแย่ ๆ ใส่ขอให้ลองยืนฟังเขาเฉย ๆ ยังไม่ต้องไปโต้ตอบอะไร บางครั้งเราอาจจะรู้สึกหน้าชาบ้าง รู้สึกเจ็บใจเคืองแค้นบ้างแต่ถ้าหากคนยิ่งอยู่เยอะสังคมจะตัดสินให้เองว่าใครมีวุฒิภาวะมากกว่ากัน
และถ้าสังคมจะตัดสินผมจากคำครหาไร้ซึ่งที่มาที่ไปและความจริงใด ๆ ทั้งที่สังคมตรงนี้หลายคนก็เคยเห็นผมอยู่ในสายตามาตั้งแต่เด็ก ๆ ต่างก็รับรู้ความเป็นมาเป็นไปหลายคนก็น่าจะพอรู้จักนิสัยผมบ้าง แล้วถ้าพวกเขาจะตัดสินว่าผมเป็นไปตามข้อกล่าวหาข่าวลือพวกนั้นผมก็คงไม่อาจไปบังคับให้ใครมาเชื่อผมได้ เพราะขนาดสิ่งที่เขาเห็นสิ่งที่เขารู้จักมาตลอดเขายังไม่เชื่อเลยแล้วเราจะอธิบายไปเพื่ออะไร
"แล้วพวกมึงอะไม่ไปแดกข้าวกันรึไง! " ไอ้คิทหันไปแว้ดใส่คนพวกนั้นเสียงดัง ผมกวาดตามองไปรอบ ๆ โรงอาหารสายตาเกือบทุกคู่จับจ้องมาทางโต๊ะที่ผมนั่งอย่างสนใจใคร่รู้บางคนบางกลุ่มก็พูดเสียงดังเยาะเย้ยเจตนาให้ได้ยินกันจะ ๆ
อืม...บางทีสิ่งที่ผมคิดว่าจะยืนฟังเฉย ๆ ไม่โต้ตอบอะไรก็คงเป็นความคิดที่ผิดสินะขนาดมีอาจารย์นั่งอยู่ด้วยสองสามท่าน คนพวกนี้ก็ยังปฏิบัติตัวดูหมิ่นดูแคลนต่อผมซึ่งเป็นพี่ เป็นเพื่อนเป็นน้องร่วมสถาบันเดียวกันต่อหน้าคณะครูอาจารย์ และก็ไม่มีคำกล่าวตักเตือนใด ๆ ออกมาจากคนที่ผมคิดว่าน่าจะควบคุมดูแลความประพฤตินักเรียนในปกครองของตัวท่านเอง
"ขอรบกวนเวลาทุกคนด้วยนะ ผมไม่รู้หรอกว่าพวกคุณไปได้ยินหรือได้รับข่าวสารข้อมูลผิด ๆ จากไหนมา ที่ผมพูดว่าข้อมูลผิด ๆ นั่นก็คือสิ่งที่พวกคุณได้รับรู้มาทั้งหมดไม่มีความจริงเลยสักนิด อะไรคือเรื่องที่ผมขายตัว? อะไรคือเรื่องที่ผมขึ้นรถไปกับคนนั้นคนนี้? และอะไรคือเรื่องที่ผมยอมมีอะไรกับคนที่เอาเงินมาให้แค่ห้าร้อยบาท
"ผมไม่ได้ดูถูกเงินนะแต่อย่างที่ทุกคนก็รู้ว่าผมเป็นแค่เด็กวัดคนหนึ่งเงินห้าร้อยสำหรับผมมันเป็นเงินจำนวนมาก อย่าว่าแต่ห้าร้อยเลยแม้แต่เงินห้าบาทสำหรับผมมันก็มีคุณค่ามากอยู่ดี แต่ไม่ว่ามันจะมีคุณค่ามากเท่าไหร่ก็ตามแล้วอะไรทำให้พวกคุณคิดว่าผมต้องยอมขายตัวเพื่อให้ได้มันล่ะ หลาย ๆ คนที่นี่ก็รู้ว่าผมใช้ชีวิตยังไงผมเป็นเด็กล้างจานกับเด็กเสิร์ฟร้านลาบลุงเลิศได้ค่าจ้างเดือนละแปดพันบาท ผมเช่าห้องแถวอยู่เดือนละหนึ่งพันห้าร้อยผมใช้เงินมาโรงเรียนวันละห้าสิบบาท นั่นเท่ากับว่าเดือน ๆ หนึ่งค่าใช้จ่ายจริง ๆ ก็คือสามพันบาท
"ผมไม่มีภาระต้องจ่ายค่าโทรศัพท์เพราะผมไม่ได้ใช้โทรศัพท์ ผมไม่ต้องเสียเงินไปกับการเล่นเกมเพราะเรื่องเล่นเกมมันไม่มีความจำเป็นอะไรกับชีวิต ผมไม่มีค่าใช้จ่ายในเรื่องซื้อเสื้อผ้ากระเป๋ารองเท้าใหม่ทุกเดือนผมไม่ได้ต้องการของพวกนั้น นอกจากชุดนักเรียนที่ใส่มาเรียนและอุปกรณ์สำหรับการเรียน ซึ่งที่เหลือเดือนละห้าพันมันก็เพียงพอแล้วทำไมผมต้องไปดิ้นรนขายตัวล่ะ ที่เล่าที่ลือว่าผมขายตัวน่ะมีหลักฐานกันบ้างมั้ย? สมัยนี้จะกล่าวหาอะไรมันต้องมีหลักฐานเป็นเครื่องยืนยัน" ผมลุกขึ้นยืนบนเก้าอี้พูดเสียงดังฟังชัดเอาให้ได้ยินไปถึงหูครูบาอาจารย์ที่นั่งกันอยู่ ประโยคสุดท้ายยืมของไอ้แก่มันมาใช้มันคงไม่รู้หรอกเนอะ
"แต่กูได้ยินมาจริง ๆ นะเว้ยว่ามึงขึ้นรถไปกับผู้ชายข้างโรงเรียนวันก่อนอะ" ไอ้ต้นที่เรียนอยู่ห้องข้าง ๆ มันตะโกนออกมาและคำพูดของมันชักทำให้ผมตงิด ๆ ขึ้นมาละ ผมไปขึ้นรถใครเมื่อไหร่วะ?
"มึงได้ยินมาจากไหนวะไอ้ต้น! กูจะได้ไปลากตัวมันมาถามต่อหน้าจะ ๆ ไปเลย แล้วกูถามหน่อยเถอะถ้าสมมุติว่าไอ้ปอมันขึ้นรถคนอื่นจริง ๆ พวกมึงเอาอะไรเป็นบรรทัดฐานว่ามันขึ้นรถไปขายตัววะ การที่เราจะขึ้นรถใครซักคนนึงมันจำเป็นต้องไปขายตัวตลอดเลยเหรอตรรกะอะไรของพวกมึงโคตรอ่อนสัส ๆ งั้นต่อไปพวกมึงไม่ต้องขึ้นรถเพื่อนฝูงคนรู้จักหรือขึ้นรถใครเลยนะ ถ้าพวกมึงขึ้นรถคนอื่นนอกจากพ่อแม่มึงกูจะถือว่ามึงไปขายตัว! " ไอ้คิทลุกขึ้นยืนหันหน้าไปตะโกนใส่ไอ้ต้นอย่างไม่ยอมความเหมือนกัน
"สุดแล้วแต่ว่าใครจะคิดยังไงนะครับเพราะไม่ว่าพวกคุณทุกคนที่นี่จะคิดบวกหรือลบมันก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตของผมดีขึ้นมาเลย แต่อย่าเอาบรรทัดฐานของตัวเองไปดูถูกคนอื่นเขาความคิดแบบนี้มันจะแย่กับตัวคุณเอง ฟ้าใสเราขอโทษนะวันนี้เราไม่สะดวกคุยน่ะวันหลังถ้าฟ้าใสมีอะไรติดใจสงสัยมาถามเราได้เรายินดีตอบขอตัวก่อนครับ ไปเถอะคิทกูอิ่มจนจุกละ" พูดจบผมก็กวาดตามองไปจนทั่วมองแม้กระทั่งโต๊ะที่อาจารย์นั่งอยู่ ก่อนจะก้าวลงจากเก้าอี้เอ่ยขอตัวกับฟ้าใสแล้วชวนไอ้คิทออกจากสถานการณ์แบบนี้ก่อนที่ตัวเองจะควบคุมอารมณ์ไม่อยู่แล้วเรื่องจะบานปลายขึ้นไปอีก
เฮ้อ ชีวิตของไอ้ปอรักทำไมมันมีแต่สีสันนักวะ
"หน้าหงิกหน้างอเป็นอะไรของมึงหรือว่าเจอไอ้แก่แต่รวยนั่นอีกวะ เอาไปของโต๊ะสอง"
"เปล่าหรอกลุงแต่มันก็แย่ไม่น้อยไปกว่าการเจอกับไอ้แก่นั่นหรอก โต๊ะหนึ่งเพิ่มไส้เป็ดทอดกับต้มแซ่บกระดูกหมูอ่อนรสจัดด้วยนะลุง" ผมตอบคำถามลุงเลิศอย่างเซ็ง ๆ กับเหตุการณ์วันนี้ ก่อนจะรับจานลาบไปเสิร์ฟให้ลูกค้าแล้วก้มหน้าก้มตาเก็บโต๊ะที่เพิ่งลุกไปเมื่อกี้ต่อ
"เวลาลูกค้าเข้าร้านมึงต้อนรับลูกค้าแบบไม่มองหน้ารึไงไอ้เด็กสิบแปดมงกุฎ วันนี้เจอกูแน่ หึหึ" เสียงพญามารมีแต่ความจองหองดูถูกดูแคลนคนอื่นแบบนี้มันไอ้แก่ชัด ๆ
โอ๊ย! วันนี้มันวันโลกาวินาศอะไรของผมวะ ปวดกะโหลกจากเรื่องที่โรงเรียนนี่ยังจะมีไอ้แก่ศัตรูคู่อาฆาตแต่ชาติปางก่อนตามมาระรานถึงที่ร้านอีกเหรอ ทำไมมันไม่หายไปแล้วหายสาบสูญไปเลย แล้วที่มันขู่ตอนเดินผ่านไปเมื่อกี้หมายความว่าไงผมต้องเผชิญกับเวรกรรมอะไรอีกเนี่ย!
"น้อง ๆ จานนี้กูไม่ได้สั่ง"
"อะไรอีกวะไอ้พี่ก็เมื่อกี้ไอ้พี่เป็นคนสั่งเองอะ" ผมเดินมาที่โต๊ะมันเป็นรอบที่สิบสองครบโหลพอดีภายในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงที่ไอ้แก่มันเข้ามานั่ง เรียกไอ้แก่เฉย ๆ เดี๋ยวมันจะดีดหน้าผากผมอีกนึกแล้วยังจี๊ดไม่หายคนอะไรมือหนักชะมัด
"ก็กูบอกว่าเมื่อกี้กูสั่งลาบเป็ดไม่ได้สั่งลาบหมูมึงเคยแคะขี้หูบ้างปะ เอาไปเปลี่ยนให้เลยนะกูไม่กินหมู" ผมล่ะอยากจะยกจานลาบหมูมาสาดหน้าไอ้แก่มันจริง ๆ เลยช่างกล้าพูดออกมาได้ว่าไม่กินหมูทั้งที่บนโต๊ะมันเต็มไปด้วย น้ำตกหมู คอหมูย่าง ยำคอหมูย่าง ต้มแซ่บกระดูกอ่อนหมู ฮึ่ย ไอ้แก่พ่อหมูเอ๊ย!
"เอา ๆ ยังจะยืนจ้องหน้าอีกรีบเอาไปเปลี่ยนให้กูดิวะ"
"ไม่เปลี่ยนก็เมื่อกี้พี่สั่งจริง ๆ นี่พี่ ๆ เป็นพยานให้ผมหน่อยสิว่าเมื่อกี้เพื่อนพี่สั่งแบบนี้" ผมหันไปขอความร่วมมือจากพยานบุคคลที่กำลังนั่งจิ้มโทรศัพท์อย่างไม่สนใจโลก
"หึหึ ไหนชอบเรียกกูว่าไอ้แก่ไงวะแต่ไอ้เหี้ยที่มีเมียเป็นโทรศัพท์น่ะมันรุ่นน้องกูเว้ย" ไอ้แก่มันยักคิ้วใส่ผมอย่างสะใจเหมือนดั่งว่ามันชนะเกมงูกินหาง เอ่อมันเป็นเกมในโทรศัพท์โนเกีย 3310 ที่ตกรุ่นไปนานละ เมื่อก่อนตอนผมเป็นเด็กผมเคยเห็นหลวงพี่รูปหนึ่งมาจำพรรษาที่วัดท่านเล่นอยู่บ่อย ๆ
"เฮ้อ เออ ๆ เอาไปเปลี่ยนให้ก็ได้เมื่อไหร่ไอ้แก่มันจะรีบกินรีบกลับสักทีวะ" ผมเดินถือจานลาบหมูกลับมาหาลุงเลิศที่ยืนทำอาหารอยู่หน้าร้านอย่างเซ็งๆ
"ลุง ไอ้แก่นั่นมันบอกว่ามันไม่ได้สั่งลาบหมูอะ"
"ไอ้แก่โต๊ะไหนวะ? "
"ก็ไอ้แก่สองคนที่เพิ่งเข้ามาเมื่อกี้ไงไอ้คนที่ใส่เสื้อกล้ามสีดำไว้ทุกข์ให้ตัวเองอะ เป็นคนเดียวกับไอ้รวยของลุงนั่นแหละ ฮึ่ม! ปออยากสาดมันด้วยน้ำจิ้มไส้เป็ดจริง ๆ "
"ไหน ๆ กูดูหน้าหน่อยซิจะได้ดักเอาไม้ตีหัวถูกตัว ฮ่า ๆ ๆ" ลุงเลิศพูดอย่างขำ ๆ แล้วทำเนียนเดินผ่านโต๊ะไอ้แก่ไปหยิบของในร้าน
"หล่อนี่หว่า" ไม่ถึงสองนาทีก็เดินกลับมาในมือถือน้ำปลากันเขินมาด้วยขวดหนึ่ง
"เบ้าหน้าแบบนี้หาดูได้เยอะแยะ อ้อไอ้แก่มันจะกินลาบเป็ดลุงทำแล้วไปเสิร์ฟให้มันได้มั้ยอะ เดี๋ยวปอดูเนื้อย่างให้เองขืนปอไปเสิร์ฟมันก็หาว่าไม่ได้สั่งอีก"
"น้อง ๆ โซดาขวดหนึ่ง"
"ฮ่า ๆ ๆ ไป ๆ ไอ้แก่แต่หล่อเนื้อคู่มึงเรียกหาแล้ว" ยังไม่ทันที่ลุงเลิศจะตอบรับหรือปฏิเสธไอ้แก่นั่นมันก็ตะโกนมาจองเวรผมอีกละ ใจคอจะดื่มแต่โซดารึไงนี่มันสั่งโซดาทีละขวดมาห้าหกรอบได้แล้วมั้ง สาธุขอให้โซดากัดกระเพาะมันทีเถอะ
นับจากขวดโซดาตอนนั้นสองทุ่มจนนี่เวลาก็ล่วงเลยมาตีหนึ่งจะปิดร้านอยู่แล้วไอ้แก่ก็ไม่ยอมเช็กบิลกลับสักที จนลุงเลิศกับผมต้องช่วยกันเก็บร้านไล่มันทางอ้อมแต่มันก็ยังหน้าด้านหน้ามึนนั่งกินไม่ยอมไปแถมกินจนจะอาบได้แล้วมั้ง สองคนเหล้าสองกลมผมล่ะยอมใจไอ้แก่จริง ๆ เลยกินได้อย่างไม่เกรงใจตับสักนิด และไม่ต้องสงสัยว่าตั้งแต่สองทุ่มจนถึงตอนนี้ผมต้องเดินเทียวไปเทียวมาที่โต๊ะมันกี่รอบคือนับกันไม่หวาดไม่ไหวจนขาแทบจะลากอะ
"ไอ้เด็กสิบแปดมงกุฎอยากได้ทิปปะ" อะไรของไอ้แก่มันอีกวะอยู่ ๆ ก็เดินตามมาก่อกวนผมถึงหน้าห้องน้ำ เอ๊ะ..หรือว่าไอ้แก่มันจะไปหาอะไรกินในห้องน้ำนะ ฮ่า ๆ ๆ
"ไม่อยากได้อะพี่ พี่ก็รีบ ๆ เช็กบิลกลับไปได้แล้วคนเขารอเก็บร้านจะปิดร้านแล้วเว้ย กลับได้แล้วรีบไปเลย เอ๊ะ! อะไรของพี่มึงวะ" ผมหลุดคำเรียกที่ไม่น่ารักออกไปด้วยความตกใจเมื่อไอ้แก่มันดันตัวผมจนติดประตูห้องน้ำ
"ปากดีนักนะมึง" เสียงพึมพำดังชิดเข้ามาก่อนที่มันจะแนบปากมาประกบกับปากผมแล้วสอดลิ้นเข้ามาอย่างที่ผมเองก็ไม่ทันได้ตั้งตัว
"อื้ออ อ่อยย" จ๊วบบ ผมพยายามหันหน้าหนีครางประท้วงในลำคอแต่ก็ไม่พ้น เมื่อไอ้แก่มันใช้สองมือล็อกหน้าผมแน่นปากกับลิ้นมันก็ทำงานไม่หยุด ผมซึ่งไม่เคยมีประสบการณ์เรื่องแบบนี้มาก่อนในชีวิตก็ถึงกับทั้งกลัวทั้งสั่น แต่มันกลับมีความวาบหวิวเคลิบเคลิ้มปนอยู่ในนั้นอย่างที่ผมเองก็ไม่สามารถห้ามความรู้สึกตัวเองได้
"อื้ออ"
"อืมม" หูผมได้ยินเสียงครางเบา ๆ ในลำคอของตัวเองกับไอ้แก่ดังเข้ามาแว่ว ๆ สองมืออ่อนแรงเกินกว่าจะผลักไสร่างควาย ๆ นั้นให้ออกห่าง ในความสับสนนั้นผมรู้สึกถึงมือที่ล้วงเข้ามาในเสื้อด้านหลังแล้วลูบไล้อย่างจาบจ้วง
"อะ อื้ออ ยะ อย่า" ผมพยายามทักท้วงแต่ลิ้นร้อนชื้นนั้นก็ยังรุกล้ำไม่ยอมหยุดแถมยังทั้งบดเบียดตัวควาย ๆ ดันผมจนติดแทบจะสิงเข้าไปกับประตูห้องน้ำ ปากก็บดขยี้จนผมรู้เลยว่ามันต้องบวมเจ่อแน่ ๆ
จ๊วบบ แรงดูดดึงสุดท้ายก่อนที่ไอ้แก่นั่นมันจะยอมปล่อยตัวผม พอหลุดมาได้ผมก็รีบเดินจ้ำอ้าวออกไปหาลุงเลิศที่หน้าร้านอย่างสั่น ๆ
"เก็บตังค์ด้วย" สักพักไอ้แก่มันก็ตะโกนบอกผมต้องกลั้นใจเดินเอาบิลไปยื่นให้มันอย่างเสียไม่ได้
"ก้มหน้าหาเศษเหรียญรึไง" ไอ้แก่พูดขึ้นนิ่ง ๆ โดยไม่แสดงความรู้สึกผิดหรือเก้อเขินกับเรื่องเมื่อกี้สักนิดเดียว ทำได้ไงวะไอ้หน้าด้าน!
"ไม่ต้องทอนถือว่าเป็นค่า...หึหึ" ผมรีบเดินก้มหน้าเอาเงินไปให้ลุงเลิศโดยไม่หันไปมองว่าไอ้แก่มันจะทำสีหน้าท่าทางยังไง วันนี้อยากกลับห้องแล้วมันเหนื่อยเกินไปที่จะต่อปากต่อคำกับใครอีก วันนี้พอได้แล้วมั้งสำหรับความเลวร้ายในชีวิตแค่นี้ก็พอเถอะไอ้ปอรักแทบจะยืนไม่ไหวอยู่แล้วครับ
ปี๊น ๆ ผมไม่ได้หันไปตามเสียงแตรรถหรอกในชีวิตผมมีคนกวนตีนทำอย่างนี้อยู่แค่คนเดียวเท่านั้นแหละ ผมเดินผ่านรถไอ้แก่ที่มาส่งพี่เปาเป็นวันที่สามนับตั้งแต่วันที่มันจูบผมวันนั้น พี่เปานี่ทำเวรทำกรรมอะไรมาวะมีแฟนทั้งทีแฟนก็นอกใจไปจูบคนอื่นเฉยเลย
"อะ กูเอามาฝาก" ผมเกือบหงายหลังกับแรงดึงกระเป๋านักเรียนจากทางด้านหลัง ไอ้อดีตเพื่อนรักปัจจุบันเพื่อนแค้นนี่ก็อีกคนหนึ่ง ตั้งแต่มีข่าวลือว่าผมขายตัวมันก็พยายามเอาตัวเองเข้ามาวนเวียนอยู่ใกล้ ๆ ไม่ยอมไปผุดไปเกิดสักที ชีวิตมึงนี่มันอะไรกันนักกันหนาวะไอ้ปอ
"กูไม่กินมึงเก็บไว้กินเองเหอะ แล้วปล่อยกระเป๋ากูได้แล้ว" บอกมันอย่างเซ็ง ๆ กับชีวิตช่วงนี้ของตัวเองโดยไม่ได้หันไปดูว่ามันจะทำหน้ายังไง อยากจะเข้าไปในโรงเรียนสักที อยู่ตรงนี้เกิดไอ้แก่มันเกิดเฮี้ยนขึ้นมาจะขับรถเฉี่ยวผมอีก
"รับไปเถอะมึงชอบกินนี่" ผมเงียบไม่ตอบไอ้เบียร์สักคำ ขาก็ก้าวเดินต่อไปโดยมีไอ้เบียร์เอามือจับกระเป๋าด้านหลังเป็นเห็บเกาะตามมาด้วย ไม่รู้ว่ามันเป็นบ้าเป็นบออะไรไม่ได้พูดกันตั้งหลายปีอยู่ดี ๆ อยากมาทำตัวสนิทสนมเอาตอนนี้
ปี๊นนน ผมรีบจ้ำอ้าวเดินเข้ามาในโรงเรียนทันทีที่ได้ยินเสียงแตรรถดังออกมายาว ๆ ไอ้แก่ก็อีกคน เมื่อไหร่มันจะไปผุดไปเกิดทำให้ผมนอนผวาอยู่ได้ตั้งหลายวันยังไม่พอทุกเช้าต้องมาทนเห็นพี่เปาเทวดาของผมกับมันให้ช้ำอกช้ำใจเล่นอีก
"วิ่งหนีอะไรวะ"
"โอ๊ยไอ้เบียร์! มึงจะอะไรกันแน่เนี่ยกูรำคาญมึงจะเอายังไงพูดมาเลยดีกว่ามาตามติดกูอย่างนี้กูไม่ชินนะเว้ย! ไม่ชอบด้วย! " เดินมาถึงหน้าห้องเก็บอุปกรณ์กีฬาผมก็อดไม่ไหวหันไปถามมันอย่างจริงจัง เคลียร์ทีเดียวให้มันจบ ๆ ไป
"ก็ไม่เอาอะไร ตอนนี้มึงอาจจะยังไม่ชินแต่กูจะพยายามทำให้มึงชินไง" แววตาของมันทำให้ผมรู้สึกว่ามันแปลกไปจากเดิมนิดหนึ่ง แต่ก็ไม่รู้ว่าแปลกไปยังไงช่างหัวมันเถอะอย่ามายุ่งวุ่นวายกับผมก็พอ แค่นี้เรื่องของผมมันก็ยุ่งเหยิงไปหมดแล้วมีแต่เรื่องเข้ามาไม่ให้ได้หยุดหายใจเลยสิน่า
"กูขอร้องนะเบียร์ถึงมึงจะไม่เห็นกูเป็นเพื่อนหรือมึงจะเห็นกูเป็นแค่เบ๊เป็นเด็กวัดเป็นหมูหมากาไก่อะไรก็ได้กูจะไม่ว่าไม่ปฏิเสธเลยมึงจะคิดยังไงก็ตามสบาย แต่อย่ามายุ่งวุ่นวายอะไรกับกูเถอะกูขอล่ะแค่นี้ก็มีแต่เรื่องเข้ามาเยอะพอแล้วขอให้กูได้มีพื้นที่หายใจบ้างเถอะ" ไม่รู้ว่าผมทำหน้าตายังไงออกไปและไม่รู้ว่าตอนนี้มันมีสีหน้ายังไงเพราะผมมองไม่เห็นอะไร นอกจากเสื้อนักเรียนสีขาวของไอ้เบียร์ที่มันดึงผมเข้าห้องเก็บอุปกรณ์กีฬาแล้วออกแรงกอดรัดจนใบหน้าผมแนบสนิทไปกับไหล่ของมัน ผมเองก็ยืนอึ้งงงอยู่เลยไม่ได้สะบัดตัวออกมา มันเป็นอะไรอีกวะ
"ปอกูขอโทษเรื่องป.หกนะตอนนั้นกูแค่อายไอ้พวกนั้นที่มันแซวว่ากูจะจีบมึงเป็นแฟนกูเลยพูดไปอย่างนั้นที่จริงกูไม่คิดดูถูกอะไรมึงเลย กูขอโทษนะปอเรากลับมาคุยกันเหมือนตอนป.หกได้มั้ย" ผมดิ้นออกมาจากอ้อมกอดของมันแล้วยืนจ้องหน้าไอ้เบียร์อย่างเอาเป็นเอาตาย
"โอเคเอาเป็นว่ากูรับรู้แล้วว่ามึงอายพอใจรึยัง จากนี้ก็ต่างคนต่างอยู่เหมือนที่ผ่านมาเหอะว่ะกูก็จะได้สบายใจมึงเองก็จะได้ไม่ต้องอายอีก"
"มันไม่ใช่แบบนั้นนะเว้ยปอที่กูอายไม่ใช่อายในแบบที่มึงคิด แต่กูอายเพราะกูเขินที่พวกมันจับได้ว่ากูจะจีบมึงจริง ๆ "
"หาา!! " ผมร้องออกมาดัง ๆ ขายังแข็งยืนอึ้งฟังคำสารภาพของไอ้เบียร์
"กูชอบมึงนะปอชอบมาตั้งแต่ป.หกแล้ว ตอนนี้ก็ยังชอบอยู่และไม่เคยคิดจะเลิกชอบด้วย"
"หยุด! พอไอ้เบียร์มึงยังไม่ต้องพูดอะไรกูขอเรียบเรียงก่อน มึงบอกว่ามึงชอบกูมาตั้งแต่ป.หกจนถึงตอนนี้ งั้นกูเดาได้มั้ยว่าชอบของมึงคือในแบบเพื่อนใช่มั้ยวะ? " ผมพยายามทำใจก่อนจะเอ่ยถามกับมัน คือไม่คิดไม่ฝันว่าจะโดนอดีตเพื่อนรักมาสารภาพแบบนี้ ส่วนเรื่องที่มันเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายนั้นไม่สำคัญผมไม่ได้ตั้งสเปคไว้ว่าคนที่ผมรักต้องเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย มันอาจเป็นเพราะว่าผมเกิดมาจากหญิงชายคู่หนึ่งแต่ก็ไม่เห็นว่าพวกเขาจะมีความรับผิดชอบในผลผลิตความรักหรือความใคร่ของพวกเขาเลยนี่
เพราะฉะนั้นสำหรับผมแล้วความรักไม่ว่าจะเกิดขึ้นกับเพศไหนวัยไหน ขอแค่คนนั้นรักในสิ่งที่ผมเป็นขอแค่คนนั้นไม่ละทิ้งความเป็นเราสองคน ไม่ทิ้งให้ผมต้องโดดเดี่ยวไม่ทำร้ายกันอย่างไม่มีเหตุผลก็เพียงพอแล้ว ที่ผ่านมาผมอยู่แต่กับหลวงพ่อจนมาถึงวันนี้ก็อยู่ตัวคนเดียว สักวันหนึ่งถ้าผมโชคดีเหมือนนามสกุลก็ขอให้ผมโชคดีมีอีกคนมาอยู่เป็นครอบครัวคนเดียวที่ผมจะมีไปตลอดชีวิตสักคนเถอะครับ
