บทที่ 1 เมื่อฉันไม่รักคุณอีกต่อไป
"คุณภูมิ... อย่าค่ะ"
สุดารัตน์ยกมือขึ้นดันแผงอกแกร่ง พยายามต้านทานชายหนุ่มที่ทาบทับอยู่เหนือร่าง
เธอไม่คิดเลยว่าหลังจากที่ภูมิหายหน้าไปนานถึงสองเดือนพร้อมข่าวคราวเรื่องผู้หญิงที่มีออกมาแทบไม่เว้นวัน เขาจะกลับมาที่บ้านอย่างกะทันหัน และยิ่งไม่คิดว่าการกลับมาของเขาคือการมาเพื่อทำเรื่องแบบนี้
ภายในห้องนอนมีเพียงแสงไฟสีส้มนวลตาจากโคมไฟหัวเตียงที่เปิดอยู่ แสงเลือนรางนั้นขับเน้นโครงหน้าคมคายของชายหนุ่มให้ยิ่งดูเย็นชาและห่างไกล โดยเฉพาะดวงตาสีดำเข้มที่จ้องมองเธอไม่วางตา ราวกับต้องการกลืนกินเธอทั้งร่าง
ภูมิไม่เอ่ยปากพูดพร่ำทำเพลง มือหนาปลดชุดนอนบางเบาออกจากร่างหญิงสาวอย่างรวดเร็ว ฝ่ามือหนาที่หยาบกร้านลูบไล้ไปทั่วเรือนร่างบอบบาง
สุดารัตน์ถูกเขาปลุกเร้าอารมณ์อย่างรวดเร็ว มือเรียวกำเสื้อของภูมิแน่น นัยน์ตาคู่สวยเริ่มพร่าเลือนด้วยหยาดน้ำใสแห่งความปรารถนา
"คุณ..."
คำปฏิเสธที่ยังเอ่ยไม่ทันจบ ถูกกลืนหายไปในห้วงแห่งตัณหา
ภูมิดึงรั้งเธอให้จมดิ่งลงสู่ห้วงอารมณ์อันเร่าร้อนไปด้วยกัน
สายฝนเริ่มโปรยปรายลงมานอกหน้าต่างตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่มีใครรู้ เสียงสายฝนที่ตกกระทบใบไม้ดังซู่ซ่า ผสานเข้ากับเสียงลมหายใจหอบกระเส่าของชายหนุ่มและเสียงสะอื้นแผ่วเบาของหญิงสาวภายในห้อง กลายเป็นบทเพลงแห่งราตรีที่แสนเศร้าและเร่าร้อน
มื่อทุกอย่างสงบลง สุดารัตน์แทบไม่มีแรงแม้แต่จะขยับปลายนิ้ว ร่างกายปวดระบมราวกับถูกบดขยี้ โดยเฉพาะช่วงล่างที่เจ็บหนึบจนแทบก้าวไม่ไหว
เธอพยายามฝืนกายลุกขึ้น ผิวขาวเนียนละเอียดเต็มไปด้วยรอยจูบสีกุหลาบที่ถูกตีตราจองไปทั่วเรือนร่าง ตั้งแต่แผ่นหลังไล่ลงมาถึงหน้าท้องแบนราบ ล้วนเป็นร่องรอยที่ภูมิทิ้งไว้ คืนนี้เขาแตกต่างจากทุกครั้ง ทั้งหนักหน่วง ลึกซึ้ง และเต็มไปด้วยความต้องการที่เธอไม่คุ้นเคย
สุดารัตน์ตั้งใจจะลุกไปทำความสะอาดร่างกายในห้องน้ำ แต่เท้ายังไม่ทันแตะพื้น ก็ถูกมือหนาของภูมิคว้าเอวบางดึงกลับไปที่เตียงอีกครั้ง
ดูเหมือนไฟปรารถนาของเขาในคืนนี้จะยังไม่จางหาย
ไหล่กว้างของภูมิแบกรับเรียวขาคู่สวยของสุดารัตน์เอาไว้ เขาบดขยี้ริมฝีปากลงมาอย่างหนักหน่วง ก่อนจะพลิกร่างเธอและรุกล้ำเข้ามาอีกครั้ง
ภาพคำพูดของ 'คุณย่าทัศนีย์' เมื่อวาน รวมถึงสายตาของญาติคนอื่นที่จ้องแบ่งชิงผลประโยชน์ของตระกูล ผุดขึ้นมาในหัวของภูมิ
ริมฝีปากบางเฉียบของภูมิจรดลงที่ข้างใบหูของสุดารัตน์ น้ำเสียงทุ้มต่ำที่เจือไปด้วยแรงอารมณ์กระซิบแผ่ว
"มีลูกให้ฉัน... ได้ไหม"
น้ำเสียงของเขาอ่อนโยนลงอย่างหาได้ยาก ราวกับกำลังปรึกษาหารือ
ทว่าประโยคนั้นกลับทำให้ดวงตาของสุดารัตน์สั่นไหวทันที ความขมขื่นแล่นวาบขึ้นกลางอก
แต่งงานกันมาหลายปี คุณย่าทัศนีย์พร่ำบอกเสมอว่าเรื่องทายาทขึ้นอยู่กับเธอ ทว่าภูมิกลับไม่เคยแตะต้องเรื่องนี้มาก่อน แต่วันนี้… เขากลับเป็นฝ่ายเอ่ยปากขอมีลูกกับเธอเอง เพราะอรวรรณกำลังจะกลับมาใช่ไหม?
เธอคิดด้วยความสมเพชตัวเอง
ภูมิคงต้องผิดหวังเสียแล้ว เพราะร่างกายของเธอเป็นคนที่ตั้งครรภ์ยากเหลือเกิน
เหตุการณ์ในวัยสิบแปดปีผุดขึ้นมาในความทรงจำอีกครั้ง ในป่าลึกกลางภาคเหนือท่ามกลางพายุฝนที่โหมกระหน่ำ ความหนาวเหน็บกัดกินลึกถึงกระดูก และลมแรงที่แทบแช่แข็งเลือดในกาย
ในเวลานั้น สิ่งเดียวที่ยึดเหนี่ยวจิตใจให้เธอมีชีวิตรอดมาได้ คือคำสัญญาของภูมิ เขาบอกชัดเจนว่าเมื่อลงจากดอยได้แล้ว เขาจะแต่งงานกับเธอ
แต่สุดท้าย สิ่งที่เธอได้รับกลับเป็นข่าวการหมั้นหมายระหว่างเขากับอรวรรณ
คำสัญญาที่เคยให้ไว้ ปลิวหายไปราวกับไม่เคยมีอยู่จริงและนั่นก็เป็นครั้งที่สองที่ภูมิผิดคำพูด
เธอชินชากับการเป็นฝ่ายทุ่มเทอยู่เพียงลำพังมานานแล้ว
เมื่อเห็นสุดารัตน์เงียบไป ภูมิก็เพิ่มแรงกระแทกหนักขึ้นราวกับลงโทษ ดึงสติของเธอกลับมาจากห้วงความคิดอย่างป่าเถื่อน
"ได้ไหม?"
คำถามเดิม แต่คราวนี้แฝงไปด้วยน้ำเสียงบังคับข่มขู่
สุดารัตน์รวบรวมแรงเฮือกสุดท้าย ข่มความเจ็บปวดในหัวใจ ก่อนตอบเสียงแผ่ว
"ค่ะ"
หลังจากผ่านค่ำคืนอันหนักหน่วงถึงสองครั้ง สุดารัตน์ก้าวลงจากเตียงด้วยขาที่สั่นเทา ก่อนลากร่างอ่อนแรงเข้าไปในห้องน้ำ
เมื่อจัดการธุระส่วนตัวเสร็จเรียบร้อย เธอสวมชุดคลุมอาบน้ำเดินออกมา ก็ได้ยินเสียงทุ้มที่เปี่ยมไปด้วยความอ่อนโยนและอดทนของภูมิ
"ไม่ต้องกลัวนะ รอผมอยู่ที่บ้าน เป็นเด็กดีนะ เดี๋ยวผมจะรีบไปหา"
ภูมิยืนคุยโทรศัพท์อยู่ริมหน้าต่าง แววตาของเขาอ่อนโยนอย่างที่เธอไม่ค่อยได้เห็น
สุดารัตน์ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ความหนาวเย็นแผ่ซ่านไปทั่วร่าง จู่ ๆ ขอบตาก็ร้อนผ่าวราวกับถูกสาดด้วยเม็ดทรายจนแสบพร่า
ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าปลายสายคือใคร
เธอรู้จักภูมิมาตั้งแต่สิบขวบ
แต่ความอ่อนโยนแบบนี้… เขาเก็บไว้ให้อรวรรณเพียงคนเดียว
ฝนด้านนอกเริ่มตกหนักขึ้นเรื่อย ๆ
เสียงฟ้าร้องครืนครางดังสนั่นหวั่นไหวราวกับท้องฟ้าจะถล่มลงมา
เมื่อก่อน... เธอเป็นคนที่กลัวเสียงฟ้าร้องที่สุด
สุดารัตน์กำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ
ภูมิวางสายโทรศัพท์แล้วเพิ่งสังเกตเห็นสุดารัตน์ที่ยืนอยู่หน้าประตูห้องน้ำ ความอ่อนโยนในแววตาเมื่อครู่จางหายไปในพริบตา เหลือเพียงความเย็นชาราวน้ำแข็ง
'ตระกูลชัยพิพัฒน์' มีกฎเหล็กที่เคร่งครัด หลานชายคนโตจะต้องมีทายาทสืบสกุลกับหญิงที่ตระกูลยอมรับเท่านั้น มิฉะนั้นจะไม่มีสิทธิ์รับมรดกทั้งหมด
หากไม่ใช่เพื่อสมบัติของตระกูลชัยพิพัฒน์ เขาคงไม่ขอให้เธอมีลูก
และหากไม่ใช่เพื่อความมั่นคงของตระกูล เขาก็คงไม่บังคับให้เธอตั้งครรภ์
"อย่าลืมกินยา"
ยาที่ว่าไม่ใช่ยาคุมกำเนิด แต่เป็นยาบำรุงสำหรับผู้มีบุตรยาก สายฝนยังคงกระหน่ำไม่หยุด ราวกับเสียงล้อรถที่บดทับลงกลางหัวใจของเธอ
ขอแค่เขาได้สิทธิ์ในการสืบทอดมรดก เมื่อลูกชายคนโตถือกำเนิดขึ้น เขาก็จะสลัดสุดารัตน์ทิ้งได้เสียที
แต่ไม่รู้ทำไม ทุกครั้งที่ได้ใกล้ชิดสุดารัตน์ ร่างกายของเขากลับรู้สึกผ่อนคลายอย่างประหลาด ราวกับจิตใต้สำนึกกำลังเรียกร้องให้เข้าใกล้เธอมากขึ้น
ภูมิสลัดความคิดนั้นทิ้ง ก่อนหยิบเสื้อสูทแล้วเดินออกไปท่ามกลางสายฝนโดยไม่ลังเล
สุดารัตน์เดินไปที่หน้าต่าง มองดูรถมายบัคคันหรูแล่นออกไปจนลับสายตา
แววตาของเธอเต็มไปด้วยความสิ้นหวังและขมขื่น หลายครั้งเธอรู้สึกว่า… ตัวเองไม่เคยรอดชีวิตออกมาจากป่าดิบชื้นในวันนั้นเลย
ความหนาวเหน็บจากวัยสิบแปดปี ยังคงเกาะกินหัวใจของเธอมาจนถึงวันนี้
คืนนั้นสุดารัตน์หลับไปพร้อมความอ่อนล้า แต่ในความฝันกลับเต็มไปด้วยภาพในอดีต
ภูมิในวัยสิบขวบบอกว่า จะปกป้องเธอตลอดไป ภูมิในวัยสิบแปดปีเคยสัญญาว่าจะแต่งงานกับเธอ
แต่ใครจะคาดคิด ในวัยยี่สิบสี่ปี เขาประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์จนเป็นอัมพาตช่วงล่าง ต้องใช้ชีวิตอยู่บนรถเข็นไปตลอดชีวิต
จากชายหนุ่มผู้เพียบพร้อมดุจเทพบุตร ร่วงหล่นลงสู่โคลนตมในชั่วข้ามคืน
เขากลายเป็นคนอารมณ์ร้าย ขับไล่ไสส่งทุกคนออกจากชีวิต ยิ่งเมื่ออรวรรณเลือกทิ้งเขาไปเรียนต่อต่างประเทศ นั่นเปรียบเสมือนมีดกรีดลงกลางใจเขา
ในวันที่ทุกคนสิ้นหวัง มีเพียงสุดารัตน์ที่ยังอยู่เคียงข้างเขา เธอไม่เคยทอดทิ้งเขาตลอดสามปีของการทำกายภาพบำบัด รวมถึงการรักษาลับอีกนับครั้งไม่ถ้วน จนในที่สุดภูมิก็กลับมายืนได้อีกครั้ง
สื่อมวลชนต่างพากันยกย่องว่านี่คือ 'ปาฏิหาริย์ทางการแพทย์'
ทุกอย่างกำลังจะไปได้ดี แต่อรวรรณก็กลับมา
สุดารัตน์เคยคิดว่าความอดทนของเธอจะละลายน้ำแข็งในใจเขาได้ แต่เปล่าเลย เพียงแค่อรวรรณกลับมา เพียงแค่มองเขาแค่ครั้งเดียว ภูมิก็พร้อมทิ้งทุกอย่างแล้วเดินไปหาเธอทันที
แม้จะได้ชื่อว่าเป็นสามีภรรยา แต่ภูมิก็ยังมีข่าวฉาวกับผู้หญิงไม่ซ้ำหน้า
จากเด็กสาวผู้ไร้เดียงสาเติบโตมาจนถึงวันนี้ ความรักทั้งหมดที่เธอมี ถูกมอบให้ภูมิไปจนหมดสิ้นและตอนนี้… เธอเหนื่อยเหลือเกิน
การวิ่งตามใครสักคนที่ไม่เคยหันกลับมามอง
ก็เหมือนการหลงทางอยู่ในม่านหมอกหนาทึบ มองไม่เห็นทางข้างหน้า ไม่รู้แม้แต่ทิศทางของตัวเอง เหนื่อยล้าจนแทบหมดแรง แต่ก็ยังฝืนเดินต่อ เพียงเพราะหวังว่าสักวันอาจได้เห็นแสงสว่างที่ปลายทาง
คืนนั้น สุดารัตน์นอนหลับไม่สนิท เธอกระสับกระส่ายอยู่กับฝันร้ายซ้ำ ๆ ราวกับมีมือที่มองไม่เห็นกำลังบีบรัดลำคอ
เช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อสุดารัตน์เปิดโทรศัพท์ดู ข่าวในหน้าฟีดโซเชียลมีเดียก็เต็มไปด้วยเรื่องราวของ ภูมิ ทายาทมหาเศรษฐีหมื่นล้าน ที่เข้าออกคอนโดของ อรวรรณ ดีไซเนอร์สาวอัจฉริยะกลางดึก
พาดหัวข่าวสีแดงสดเด่นสะดุดตา
ราวกับมีดคมกริบที่คอยกรีดแทงหัวใจเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่า
และในจังหวะนั้นเอง เธอก็ได้รับข้อความจากภูมิ
"คืนนี้รอฉันที่บ้าน ช่วงนี้กินโฟลิกให้ตรงเวลาด้วย"
สุดารัตน์จ้องข้อความนั้นนิ่ง ๆ ราวกับมองเห็นสีหน้าเย็นชาและแววตารำคาญของภูมิผ่านตัวอักษร
สำหรับเขา เรื่องการมีลูกคงเป็นเพียงภารกิจหนึ่งเท่านั้น
แล้วเธอล่ะ…เป็นอะไรสำหรับเขา?
เป็นเพียงแม่ของลูก?
หรือเป็นแค่เครื่องมือที่ช่วยให้เขาทำตามสัญญากับคุณย่าได้สำเร็จ
เพราะเขาเคยรับปากกับคุณย่าเอาไว้ว่าจะมีเหลนให้ท่านอุ้มให้ได้
กลางวันเขาอยู่กับอรวรรณ พอตกกลางคืน ผละจากเตียงของอรวรรณ ก็มาหาเธอ
หรือแท้จริงแล้ว… เธอเป็นเพียงที่ระบายความต้องการของเขาเท่านั้น
หยาดน้ำตาใส ค่อย ๆ ไหลลงมาตามหางตา อาบแก้มอย่างเงียบงัน
