บทที่ 5 เลิกยุ่งกับพี่ภูมิได้แล้ว
ชุดเดรสที่อุตส่าห์พิถีพิถันเลือกมาอย่างดี บัดนี้กลับหมองลงจนกลายเป็นเพียงไม้ประดับ เมื่อเทียบกับรัศมีของอีกฝ่าย
ร่างระหงในชุดราตรีทรงหางปลาสีม่วงอ่อนขับผิวขาวเนียนให้ยิ่งโดดเด่น เอวคอดรับกับสัดส่วนสูงสง่า ชายกระโปรงพลิ้วไหวสะท้อนแสงระยิบระยับราวเกล็ดปลาต้องไฟ ทุกองค์ประกอบบนเรือนร่างของเธอล้วนเป็นความงามที่ไร้ที่ติ
เธอเปรียบเสมือนดาวเด่นเพียงหนึ่งเดียวในงานราตรีนี้
สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่ อรวรรณ
อาจเป็นเพราะข้างกายของเธอมีภูมิยืนเคียงคู่
แววตาของผู้คนเต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้ในความสัมพันธ์ของทั้งสอง
สุดารัตน์ไม่มีท่าทีหวั่นไหวแม้แต่น้อย เธอเพียงยกยิ้มมุมปากอย่างเย็นชาและดูแคลน
ที่ภูมิชวนเธอมางานนี้ด้วย ก็เพื่อจะให้มาดูเขาพลอดรักโชว์ความหวานกับอรวรรณอย่างนั้นหรือ?
มิน่าล่ะ เขาถึงได้ทำทีเป็นห่วงเป็นใยเธอขึ้นมา
เธอแค่นหัวเราะในใจ หยุดฝีเท้าลงและคิดจะถอยฉากออกไปอย่างเงียบ ๆ
"เหมาะสมกันจังเลยนะ คุณภูมิกับคุณอรวรรณเนี่ย วันก่อนก็เพิ่งเห็นข่าวขึ้นเทรนด์ทวิตเตอร์ด้วยกัน ไม่ใช่ว่าแอบคบกันแล้วเหรอ?"
"จิ้นคู่นี้มาก ได้ยินว่าตอนที่คุณภูมิประสบอุบัติเหตุจนเดินไม่ได้ คุณอรวรรณต้องไปต่างประเทศ แต่คุณภูมิก็ยังรอรักแรกคนนี้มาตลอด พอผ่านอุปสรรคมาได้ ในที่สุดก็ได้คู่กันสักที"
"โห เส้นทางความรักของพวกเขาดราม่าขนาดนี้เลยเหรอ?"
"ใช่สิ ในเน็ตเขาลือกันให้แซ่ดว่าเรื่องราวความรักของทั้งคู่เนี่ย ยิ่งกว่านิยายรักน้ำเน่าซะอีก"
"อยากให้เป็นนิยายเรื่องยาวจัง จะได้ตามอ่านทุกตอนเลย!"
"อิจฉาคุณอรวรรณจังเลยนะ ผู้ชายดี ๆ อย่างคุณภูมิเนี่ย ไม่ได้หาได้ง่าย ๆ"
"ก็แหม คุณอรวรรณเขาก็เป็นถึงดีไซเนอร์ตัวท็อปของวงการ บางคนไม่ดูสารรูปตัวเองบ้างเลยว่าจะเทียบเขาติดไหม แม้แต่ปลายเส้นผมยังห่างชั้น"
"..."
สุดารัตน์ ยืนฟังเสียงซุบซิบนินทาของพวกขาเม้าท์ในงาน ความรู้สึกในใจเริ่มสั่นไหว
คนนอกต่างรับรู้เพียงภาพลักษณ์ชายหนุ่มผู้มั่นคงในรักกับหญิงสาวผู้แสนดี แต่หารู้ไม่ว่าตลอดสามปีที่ผ่านมา ใครกันแน่ที่คอยเช็ดตัว ป้อนข้าว ดูแลภูมิจนเขากลับมายืนได้อีกครั้ง
สุดท้ายเธอก็เป็นได้แค่สะพานเชื่อมให้พวกเขากลับมารักกัน ช่างน่าสมเพชสิ้นดี
เธอพยายามละสายตาจากภาพบาดตา เตรียมจะหันหลังเดินออกจากห้องจัดเลี้ยง แต่กลับมีเสียงหวานหยดย้อยดังขึ้นจากด้านหลัง
"สุดา บังเอิญจังเลยนะที่เจอเธอที่นี่"
สุดารัตน์ชะงักไปทันที แผ่นหลังเหยียดตึง ความรู้สึกคลื่นไส้ตีขึ้นมาจนเธอต้องเม้มริมฝีปากแน่น
น้ำเสียงนั้นใสราวกับนกการเวก อ่อนหวานนุ่มนวลชวนให้ผู้คนเอ็นดู
แต่สำหรับเธอ มันฟังดูเลี่ยนเอียนเหมือนขนมหวานที่ใส่น้ำตาลมากเกินไป
คำแรกอาจรู้สึกอร่อยล้ำ แต่คำที่สองกลับเลี่ยนจนอยากอาเจียน
สุดารัตน์หันกลับมา ปั้นหน้ายิ้มรับตามมารยาท พยักหน้ารับเบา ๆ
"พี่ภูมิเพิ่งไปเข้าห้องน้ำเมื่อกี้นี้เอง เธอรู้ไหม มีตั้งหลายคนทักผิดคิดว่าฉันเป็นคุณนายของงาน เข้ามาอวยพรให้เรามีข่าวดีเร็ว ๆ ด้วยนะ!"
สุดารัตน์นิ่งอึ้งไปชั่วขณะ
เมื่อก่อนเธอเคยรู้สึกน้อยใจที่ไม่มีใครมาร่วมยินดีในงานแต่งงานของเธอกับภูมิ
แต่ไม่นึกเลยว่า ทั้งที่เธอยังไม่ได้หย่าขาดจากเขา อรวรรณกลับได้ลิ้มรสคำอวยพรเหล่านั้นไปก่อนแล้ว
ความแตกต่างระหว่างคนที่มีใจ กับคนที่ไม่มีใจ มันช่างชัดเจนเหลือเกิน
เธอได้แต่ยิ้มขมขื่นอยู่ในอก
"สุดา ขอโทษทีนะ! ฉันไม่รู้ว่าทำไมคนพวกนี้ถึงได้ชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านนัก ถ้าเธอรู้สึกไม่ดี... เดี๋ยวฉันจะไปอธิบายให้พวกเขาเข้าใจเอง"
อรวรรณเดินนวยนาดเข้ามาหา พลางเอื้อมมือมาจับมือเธอไว้อย่างถือวิสาสะ
สุดารัตน์จ้องการกระทำที่ดูสนิทสนมเกินเหตุนั้น แล้วดึงมือกลับโดยสัญชาตญาณพลางถอยหลังไปก้าวหนึ่ง "ดูเหมือนเราจะไม่ได้สนิทกันขนาดนั้นนะคะ"
เมื่อเห็นท่าทีระแวดระวังตัวของอีกฝ่าย อรวรรณก็หรี่ตามองด้วยความจองหอง ก่อนพูดเหยียดหยาม "ครองตำแหน่งคุณนายมาตั้งนาน อย่าหลงคิดไปเองสิว่าตัวเองเป็นเมียที่พี่ภูมิยกย่องออกหน้าออกตาจริง ๆ"
"เธอเองก็น่าจะรู้ดีที่สุดว่าใช้วิธีสกปรกอะไรถึงได้มาอยู่ข้างกายพี่ภูมิ ถ้าไม่อยากขายหน้าก็อยู่เงียบ ๆ ซะ อย่ามาตามตอแยพี่ภูมิอีกเลย"
อรวรรณวาดตามองไปรอบ ๆ ก่อนจะโน้มตัวลงกระซิบข้างหูเธอด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน
สุดารัตน์หลุบตาลงต่ำ ในใจเธออดเถียงกลับไม่ได้ว่า ก็อรวรรณเป็นฝ่ายหนีไปต่างประเทศเอง แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเธอด้วย?
ใบหน้าที่ดูไร้เดียงสานี้ช่างซ่อนความร้ายกาจไว้ได้อย่างแนบเนียน
เมื่อครู่ยังแสร้งทำเป็นพี่สาวแสนดี
พอเห็นว่าเธอไม่หลงกล ก็เผยธาตุแท้ออกมาเพื่อยั่วยุ
สุดารัตน์ไม่อยากลดตัวลงไปต่อล้อต่อเถียงกับคนประเภทนี้ ก็แค่ตัวตลกที่พยายามเรียกร้องความสนใจ
ไหน ๆ ก็จะหย่ากันอยู่แล้ว เธอไม่อยากจะเสวนาด้วย จึงตัดสินใจเดินเลี่ยงผ่านอรวรรณ เพื่อไปตามหาภูมิ
จริง ๆ แล้วสุดารัตน์ ไม่คิดจะไปถามหาความจริงจากภูมิหรอก
แต่พฤติกรรมเมื่อครู่ของอรวรรณมันจุดไฟโทสะในใจเธอให้ลุกโชนขึ้นมาแล้ว
ระหว่างทางไปห้องน้ำ สุดารัตน์เห็นภูมิยืนสูบบุหรี่อยู่ลำพังตรงระเบียงทางเดิน
บริเวณนั้นว่างเปล่าไร้ผู้คน ร่างสูงโปร่งยืนพิงขอบหน้าต่างนิ่ง ๆ ด้วยท่าทางสง่างาม
เบื้องนอกกระจกคือตึกระฟ้าที่ประดับประดาด้วยแสงไฟนีออนหลากสี รถราวิ่งขวักไขว่ท่ามกลางแสงสีศิวิไลซ์ ดูราวกับว่าเขาแปลกแยกออกจากโลกใบนี้
นิ้วเรียวยาวคีบบุหรี่ ควันสีเทาจาง ๆ ลอยอ้อยอิ่งออกมาจากจมูกโด่งเป็นสัน ใบหน้าหล่อเหลาที่ดูเย็นชาอยู่แล้ว ยิ่งดูมีเสน่ห์ลึกลับขึ้นไปอีกเมื่อต้องแสงไฟสลัวจากปลายมวนบุหรี่
นี่เป็นครั้งแรกที่เธอเห็นภูมิสูบบุหรี่
ภาพนั้นทำให้เธอหวนนึกถึงเรื่องราวในอดีต
ตอนอายุยี่สิบห้าภูมิที่ต้องนั่งรถเข็นกลายเป็นคนเก็บตัวและอารมณ์ร้าย
ทุกครั้งที่สุดารัตน์พยายามจะเข้าใกล้ เขามักจะไล่ตะเพิดเธอด้วยถ้อยคำที่เจ็บแสบ
แต่เธอไม่เคยเก็บมาใส่ใจ เพราะเต็มใจที่จะให้เวลาภูมิได้ก้าวผ่านความมืดมนนั้น
วันนั้นก็เช่นกัน หลังจากที่พวกเขาทะเลาะกันอย่างหนัก สุดารัตน์ ได้กลิ่นบุหรี่จาง ๆ ติดอยู่บนเสื้อสูทของเขา
เธอคิดว่าคงเป็นกลิ่นที่ติดมาจากงานเลี้ยงรับรองลูกค้า จึงไม่ได้ซักไซ้ไล่เลียง
มารู้ทีหลังว่ามีหุ้นส่วนคนหนึ่งไม่พอใจเรื่องผลประโยชน์ จึงด่าทอภูมิกลางวงเหล้า ชี้หน้าด่าว่าเขาเป็นไอ้เป๋ไม่มีน้ำยา
ถ้อยคำหยาบคายสารพัดถูกพ่นออกมา
ตอนนั้นเธอโกรธจนเลือดขึ้นหน้า บุกไปถึงบริษัทของหุ้นส่วนคนนั้น แล้วลงไม้ลงมือจนเรื่องถึงโรงพัก
ตอนนั้นรักมากเท่าไหร่ ตอนนี้พอนึกย้อนกลับไป มันช่างน่าขำสิ้นดี
เสียงหัวเราะเยาะตัวเองของสุดารัตน์ทำให้ภูมิที่ยืนหันหลังอยู่รู้สึกตัว
แววตาของเขาฉายความประหลาดใจวูบหนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ ขยี้บุหรี่ลงกับที่เขี่ยบุหรี่อย่างใจเย็น แล้วหันมาทัก "มาแล้วเหรอ"
"อรวรรณ มาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?"
สุดารัตน์ถามเสียงแข็ง
ภูมิมีสีหน้าเรียบเฉย ราวกับกำลังพูดเรื่องดินฟ้าอากาศ "เขาตามมาเอง ผมลืมบอกคุณ"
ท่าทางของเขาเหมือนกำลังบอกว่า ต่อให้ไม่อธิบายอะไรต่อ เขาก็ไม่ผิด
แค่ปฏิเสธไปคำสองคำ มันยากนักหรือไงสำหรับเขา?
อรวรรณตามมา ภูมิก็ปล่อยให้ตามมา
แล้วเธอล่ะ?
เธออุตส่าห์ดั้นด้นมาไกลขนาดนี้ เพื่อมาให้อรวรรณฉีกหน้าเล่นอย่างนั้นเหรอ?
สุดารัตน์รู้สึกราวกับตัวเองเป็นแค่คนโง่ ที่เขาจะเรียกมาก็ได้ หรือผลักไสเมื่อไหร่ก็ได้ตามใจ
น้ำตาเอ่อคลอเต็มดวงตา ความอัดอั้นในอกถาโถมราวคลื่นทะเลที่ซัดเข้าหาฝั่งไม่หยุด สุดารัตน์ผิดหวังในตัวเขาจนไม่เหลืออะไรอีกแล้ว
ที่แท้การที่เธอออกโรงปกป้องเขาในวันนั้น มันก็ไม่ได้ทำให้เขาเห็นค่าของเธอเลย มันก็แค่การหลอกตัวเองไปวัน ๆ
โดยไม่พูดอะไรต่อ สุดารัตน์หันหลังเดินจากไปทันที
เธอเดินกลับเข้าไปในห้องจัดเลี้ยงเตรียมจะกลับบ้าน
ภูมิรีบก้าวยาว ๆ ตามออกมา หมายจะคว้าแขนสุดารัตน์ไว้
ประจวบเหมาะกับที่อรวรรณ ซึ่งถือแก้วไวน์แดงอยู่พอดีเห็นเหตุการณ์ แววตาของเธอฉายแววอำมหิตขึ้นวูบหนึ่ง ก่อนจะกำก้านแก้วแน่นแล้วเดินตรงเข้าไปหาทั้งคู่
"คุณจะงี่เง่าไปถึงไหน?"
ภูมิไม่คิดว่าตัวเองทำอะไรผิด จ้องมองเธอด้วยสายตาดุดันและกดดัน
สุดารัตน์สะบัดแขนออกจากการเกาะกุม พยายามข่มอารมณ์ไม่ให้ระเบิดออกมา "ในเมื่อคุณมีคู่ควงแล้ว ฉันจะอยู่เป็นก้างขวางคอทำไม!"
"สุดารัตน์ อย่ามาหาเรื่องน่า"
เธอจะไปเพื่อเปิดทางให้อรวรรณก็ยังไม่พอใจอีกเหรอ
เขาต้องการอะไรกันแน่?
หัวใจของสุดารัตน์เย็นชาวาบไปทั้งดวง เธอไม่อยากอธิบายอะไรอีกแล้ว จึงหันหลังเตรียมเดินจากไป แต่กลับชนเข้ากับอรวรรณที่เดินสวนมาพอดี
ไวน์แดงในแก้วสาดกระจายเลอะเต็มชุดของสุดารัตน์
เธอขมวดคิ้วแน่น เมื่อเห็นอรวรรณแสร้งทำเป็นตกใจ เอามือทาบอกแล้วร้องอุทาน "คุณสุดา... อุ๊ย ตายแล้ว ฉันไม่ได้ตั้งใจนะคะ"
แต่เมื่อครู่เธอเห็นเต็มตาว่าอรวรรณยืนห่างออกไปพอสมควร แต่จังหวะที่สาดไวน์มานั้น...
เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายตั้งใจ
