บทที่ 6 ขอโทษนะ ฉันตั้งใจ

"ข...ขอโทษนะ" อรวรรณถอยกรูดไปด้านหลังราวกับหวาดกลัวสุดขีด ใบหน้าซีดเผือดฉายแววตื่นตระหนก

แต่สุดารัตน์ลืมไม่ลง... สายตาเย้ยหยันที่ฉายขึ้นมาบนใบหน้าของอีกฝ่ายเมื่อครู่นี้ เธอรู้ดีว่าอรวรรณกำลัง 'เล่นละคร' การกระทำของอรรรณทำให้สายตาของผู้คนรอบข้างพุ่งตรงมาที่พวกเธอเป็นจุดเดียว เสียงซุบซิบเริ่มดังระงมไปทั่วบริเวณ

"ผู้หญิงคนนั้นเป็นใครกัน?"

"เมื่อกี้เห็นเดินออกมาพร้อมกับคุณภูมิ อย่าบอกนะว่าจะมาจับคุณภูมิน่ะ?"

"น่าจะสาดไวน์แดงใส่ให้รู้แล้วรู้รอด ดัดนิสัยพวกหน้าด้านไร้ยางอายแบบนี้ซะบ้าง"

"คุณอรวรรณเธอใจดีเกินไปแล้ว ทำไมต้องลดตัวไปขอโทษคนพรรค์นั้นด้วย?"

"..."

สุดารัตน์ยืนฟังถ้อยคำเสียดสีที่กระทบกระเทียบเปรียบเปรย ถ้อยคำด่าทอหยาบคายต่าง ๆ นานาถาโถมเข้าใส่เธอราวกับพายุ

ทั้งที่ความจริงแล้ว... อรวรรณต่างหากที่เป็นคนสาดไวน์แดงใส่เธอ

แต่กลับไม่มีใครโทษหล่อนเลยแม้แต่คนเดียว

ความโกรธแล่นพล่านอยู่ในอก สุดารัตน์ก้มลงมองชุดราตรีสีทองระยับที่บัดนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบไวน์แดงดวงใหญ่ดูขัดตา ยังไม่ทันที่เธอจะได้เอ่ยปากโต้ตอบ อีกฝ่ายก็ชิงลงมือก่อน

อรวรรณแสร้งทำท่าทางน่าสงสารราวกับเป็นผู้ถูกกระทำ "พี่ภูมิคะ... พี่ภูมิช่วยอธิบายให้สุดาเข้าใจหน่อยสิคะ ว่าอรไม่ได้ตั้งใจจริง ๆ อรกลัวสุดาจะโกรธ..."

พูดจบอรวรรณก็ขยับเข้าไปยืนเคียงข้างภูมิ ร่างบางระหงทำท่าโอนเอนราวกับจะล้มพับลงไปซบต้นแขนของชายหนุ่ม แล้วช้อนตามองมาที่เธออย่างหวาดหวั่น

ภูมิขยับริมฝีปาก เอ่ยเสียงเย็นชา "อรวรรณไม่ได้ตั้งใจ คุณอย่าพาลใส่เธอ"

เธอไปพาลใส่อรวรรณตอนไหน?

ทำไมจู่ ๆ เธอกลายเป็นนางมารร้ายในสายตาของทุกคนไปได้?

ตั้งแต่เกิดเรื่อง เธอได้พูดอะไรออกมาสักคำหรือยัง?

สุดารัตน์เหลืออด ความอดทนขาดผึงลงในวินาทีนั้น "ถ้าฉันตาไม่ฝาด ระยะห่างขนาดนั้น แต่ไวน์ของคุณกลับสาดมาโดนฉันได้แม่นยำขนาดนี้"

"สุดา... นี่เธอหมายความว่าฉันจงใจสาดไวน์ใส่เธอเหรอ? ทำไมเธอถึงมองฉันในแง่ร้ายแบบนั้นล่ะ ฉัน..."

พอสิ้นคำพูดนั้น น้ำตาของอรวรรณก็ร่วงเผาะลงมาทันที ราวกับสั่งได้

ราวกับนางเอกละครหลังข่าวเจ้าน้ำตาเข้าสิงร่าง

หล่อนยกมือขึ้นปิดหน้าสะอื้นไห้เบา ๆ เหมือนได้รับความอยุติธรรมอย่างใหญ่หลวง ใครไม่รู้คงนึกว่าคนที่โดนสาดไวน์ใส่คือหล่อน ไม่ใช่เธอ

เมื่อเห็นน้ำตาของหญิงสาวข้างกาย คิ้วเข้มของภูมิก็ขมวดมุ่น เขาตวาดเสียงแข็งด้วยความรำคาญใจ "สุดารัตน์! คุณจะหยุดบ้าได้หรือยัง?"

วินาทีที่เห็นสามีของตัวเองยืนอยู่ข้างอรวรรณ สุดารัตน์รู้สึกราวกับถูกคนทั้งโลกหักหลัง

ความน้อยเนื้อต่ำใจถาโถมเข้ามาเหมือนคลื่นยักษ์ที่ซัดสาดจนจมดิ่ง ดวงตาคู่สวยรวดร้าว น้ำตาเอ่อคลอเบ้าตาแต่เธอกัดริมฝีปากแน่นอย่างดื้อรั้น ไม่ยอมให้มันไหลออกมา มีเพียงแววตาแห่งความผิดหวังเท่านั้นที่จ้องมองทั้งคู่กลับไปอย่างเย็นชา

ภูมิเม้มริมฝีปากบางเฉียบเป็นเส้นตรง สีหน้าเคร่งขรึม "สุดารัตน์... เลิกทำท่าทางเหมือนตัวเองเป็นผู้ถูกกระทำสักที ที่นี่ไม่มีใครติดค้างอะไรคุณทั้งนั้น!"

ใจของเขา... เอนเอียงไปทางอรวรรณเสมอ

พอเธอไม่ยอมทน เธอก็กลายเป็นคนงี่เง่า เป็นคนเรื่องมากในสายตาเขา

สุดารัตน์กำชายกระโปรงแน่น เล็บจิกเข้าไปในฝ่ามือจนเจ็บ เธอเค้นเสียงด้วยความโกรธจัด "จ่ายค่าเสียหายมา! ไม่ว่าคุณจะตั้งใจหรือไม่ได้ตั้งใจ แต่คุณต้องชดใช้ค่าชุดนี้คืนให้ฉัน!"

เสียงโห่ฮาจากคนรอบข้างดังขึ้นทันที

"แค่ชุดกระจอก ๆ ตัวเดียว ยังกล้ามาเรียกร้องค่าเสียหายอีกเหรอ?"

"ดูทรงแล้วน่าจะเป็นงานก๊อปเกรดเอจากประตูน้ำ เผลอ ๆ ราคาถูกกว่าไวน์แก้วนั้นซะอีก"

"คุณอรวรรณนี่โชคร้ายจริงๆ ที่ต้องมาเจอคนแบบนี้ตอแย"

"ได้คืบจะเอาศอก คุณอรวรรณอุตส่าห์ขอโทษแล้วยังไม่จบไม่สิ้น"

"เกินไปจริงๆ ทำไมต้องมาเกาะแกะคุณอรวรรณไม่เลิก..."

บรรดาไทยมุงที่ไม่รู้ความจริง ต่างพากันวิจารณ์ไปต่างๆ นานา เพราะชุดราตรีรุ่นนี้เป็นคอลเลกชันเก่าที่หาดูยาก พวกเขาจึงเหมาเอาเองว่าเธอใส่ของปลอม ทั้งที่ความจริงแล้ว ชุดนี้คือผลงานระดับมาสเตอร์พีซของจอห์น กัลลิอาโน ดีไซเนอร์ระดับโลกที่เคยสร้างความฮือฮาในแฟชั่นโชว์ของดิออร์ และเป็นงานสั่งตัดพิเศษ

และเมื่อสองปีก่อน... ภูมิเป็นคนทุ่มเงินมหาศาลซื้อชุดนี้ให้เธอเป็นของขวัญ

ที่สุดารัตน์หวงแหนชุดนี้มากขนาดนี้ ก็เพราะมันเป็นของขวัญชิ้นแรกที่เขาให้เธอในวันเกิดที่เขาอยู่ฉลองด้วยกัน

เธอเคยคิดเข้าข้างตัวเองว่า อย่างน้อยชุดนี้ก็เป็นเครื่องยืนยันว่าภูมิอาจจะมีความรักให้เธอบ้าง... สักนิดก็ยังดี

แต่สิ่งที่ได้รับกลับมา กลับเป็นคำตำหนิที่สาดซัดใส่หน้า

"สุดารัตน์ คุณอย่าให้มันมากเกินไปนัก"

สีหน้าของเขาเคร่งเครียด แววตาคมกริบไร้ซึ่งความปรานี

ดูเหมือนเขาจะจำไม่ได้ด้วยซ้ำ ว่าชุดนี้คือของขวัญที่เขามอบให้เธอเองกับมือ

หัวใจของเธอดิ่งวูบลงสู่ก้นเหว ประกายความหวังริบหรี่ในดวงตาดับวูบลงจนมืดสนิท

ทันใดนั้น เสียงหนึ่งก็แทรกขึ้นมา

"คุณสุดารัตน์! บังเอิญจริง ๆ ที่เจอคุณที่นี่"

สุดารัตน์ตั้งท่าจะเดินหนีออกจากตรงนั้นอยู่แล้ว แต่กลับต้องชะงักเมื่อพบกับเพื่อนเก่าของคุณตา

เดิมทีเธอคือทายาทตัวจริง แต่โชคชะตาเล่นตลกให้พลัดพรากตอนสามขวบ ถูกคุณปู่ที่วางมือไปอยู่ต่างจังหวัดเก็บไปเลี้ยงดู แม่ของเธอตามหาลูกจนตรอมใจตาย

พ่อแท้ ๆ ของเธอจึงฉวยโอกาสฮุบสมบัติของแม่ พาเมียน้อยและลูกติดอย่างอรวรรณที่แก่กว่าเธอสองปี เข้ามาเสวยสุขในบ้านอย่างหน้าชื่นตาบาน เชิดหน้าชูตาในฐานะคุณนายและคุณหนูของบ้าน

คุณยายของเธอตรอมใจจนเส้นเลือดในสมองแตก ล้มป่วยติดเตียงตั้งแต่นั้นมา

กว่าคุณตาจะตามหาเธอเจอและรับกลับมาเลี้ยงดู เธอก็อายุสิบขวบแล้ว

ใครจะไปคาดคิดว่า อรวรรณจะเติบโตขึ้นมาอย่างเฉิดฉาย กลายเป็นดีไซเนอร์อัจฉริยะ เป็นคุณหนูแห่งตระกูลบุญศิริที่ใคร ๆ ต่างยกย่องเชิดชู ส่วนเธอ... สุดารัตน์ กลับกลายเป็นคนไร้ตัวตน

ซ้ำร้าย สามีของเธอยังไปสนิทสนมกลมเกลียวกับพี่สาวต่างแม่คนนี้ ราวกับเป็นกิ่งทองใบหยก

เธอไม่เคยป่าวประกาศชาติกำเนิดของตัวเองให้ใครรู้

และเพราะเหตุนี้เอง ใครต่อใครถึงได้กล้าเหยียบย่ำเธอ

สุดารัตน์เพียงพยักหน้ารับทักทายตามมารยาท โดยไม่เอ่ยอะไร

"คุณลุงพุฒิพงศ์! คุณกิตติศักดิ์! ได้ยินคุณตาพูดถึงพวกคุณอยู่บ่อย ๆ ไม่นึกเลยว่าจะได้เจอที่งานเลี้ยงนี้นะคะ..." อรวรรณรีบฉีกยิ้มหวาน เข้าไปทักทายอย่างสนิทสนม

ชายสูงวัยทั้งสองมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ก่อนจะพยักหน้ารับตามมารยาทสังคม

ลุงพุฒิพงศ์ คือเจ้าของบริษัทร็อคสโตน

ส่วนคุณกิตติศักดิ์ คือนักลงทุนและผู้ร่วมวิจัยในโครงการอัลฟ่า

ทั้งสองท่านคือบุคคลระดับมหาอำนาจในวงการการลงทุนและงานวิจัย

สมัยที่อรวรรณยังถูกพ่อพาออกงานสังคม เธอเคยเจอหน้าลุงพุฒิพงศ์ผ่าน ๆ แค่ครั้งเดียว พอให้คุ้นหน้าคุ้นตา ส่วนคุณกิตติศักดิ์นั้นเธอเพิ่งเคยเจอตัวจริง แต่ได้ยินกิตติศัพท์มานานและอยากจะผูกสัมพันธ์ด้วยใจจะขาด

การได้พูดคุยกับผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสอง นอกจากจะช่วยยกระดับตัวเองแล้ว ยังเป็นโอกาสดีที่จะได้เหยียบย่ำสุดารัตน์ให้จมดินไปพร้อมกัน

ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว

สุดารัตน์ชินชากับพฤติกรรมของอรวรรณที่คอยเปรียบเทียบแข่งดีแข่งเด่นกับเธอมาตั้งแต่เด็ก

ต่อหน้าผู้คนทำเป็นพี่สาวแสนดี แต่ลับหลังคอยกลั่นแกล้งให้เธอขายหน้า เพื่อให้ตัวเองดูสูงส่งและได้รับคำชมจากทุกคน

ในสายตาของอรวรรณ เธอเป็นแค่เครื่องมือที่ใช้ขับเน้นความโดดเด่นของหล่อนเท่านั้น

"คุณพุฒิพงศ์? นั่นใช่คุณพุฒิพงศ์เจ้าของร็อคสโตนหรือเปล่า?"

"ได้ยินว่าเขากับคุณกิตติศักดิ์กำลังร่วมมือกันทำโครงการอัลฟ่า แถมยังมีเงินทุนของคุณปู่ทรัพย์ทวีหนุนหลังด้วย มิน่าล่ะคุณอรวรรณถึงดูสนิทสนมกับพวกเขาจัง"

"น่าอิจฉาจังเลยนะ คุณอรวรรณมีคุณตาที่รักและสนับสนุนหลานขนาดนี้"

"..."

อรวรรณเหยียดยิ้มมุมปาก เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย แล้วปรายตามองสุดารัตน์อย่างผู้ชนะ

สุดารัตน์แค่นหัวเราะในใจ

ตั้งแต่อรวรรณบรรลุนิติภาวะ หล่อนไม่เคยโผล่หัวไปเยี่ยมคุณตาสักครั้ง แม้แต่ตอนที่คุณยายป่วยหนัก หล่อนก็ไม่เคยไปดูแลหรือไว้ทุกข์ให้ แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นหลานสาวสุดที่รักของคุณตาไปเสียอย่างนั้น

เมื่อเห็นธาตุแท้ของอรวรรณชัดเจน สุดารัตน์จึงเอ่ยขึ้นเรียบ ๆ "คุณลุงพุฒิพงศ์ คุณกิตติศักดิ์คะ ที่พวกคุณมาหาหนู เพราะเรื่องโครงการอัลฟ่าใช่ไหมคะ?"

คุณพุฒิพงศ์ปรายตามองอรวรรณแวบหนึ่ง ก่อนจะหันมายิ้มให้สุดารัตน์อย่างนอบน้อม "ใช่ครับ คุณตาของคุณท่านสุขภาพไม่ค่อยดี เลยคุยรายละเอียดไม่ได้ ท่านกังวลว่าโครงการจะสะดุด เลยอยากให้หนูช่วยดูต่อ"

สุดารัตน์เสนอตัวทันที "หนูติดตามโครงการอัลฟ่ามาตลอดค่ะ ข้อมูลวิจัยที่เกี่ยวข้องหนูก็เตรียมไว้พอสมควร ถ้าคุณลุงทั้งสองไว้ใจ หนูขอลองดูนะคะ"

"โครงการอัลฟ่ามันเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์นะสุดา เธออย่าไปสร้างความวุ่นวายให้คุณลุงพุฒิพงศ์เลยดีกว่า" อรวรรณรีบพูดแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงร้อนรน

เสียงนกเสียงกาจากรอบข้างเริ่มดังขึ้นอีกครั้ง

"ไม่มีความเจียมตัวเลยหรือไง? ไม่เห็นเหรอว่าคุณหนูแห่งตระกูลบุญศิริตัวจริงเขายืนหัวโด่อยู่ตรงนี้"

"อย่าคิดว่าแค่นามสกุลเหมือนกัน แล้วจะมาตีเนียนนับญาติกับตระกูลบุญศิริได้นะ"

"นั่นสิ คนบางคนก็ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง คิดว่าคุณพุฒิพงศ์เขาพูดดีด้วยหน่อย ก็จะมาเกาะแกะตระกูลบุญศิริซะแล้ว"

"..."

สุดารัตน์แค่นเสียงหัวเราะในลำคอ ปรายตามองอรวรรณอย่างสมเพช

อรวรรณรีบรับลูกต่อทันที เชิดหน้าขึ้นข่ม "สุดา... เธอกับคุณลุงพุฒิพงศ์ก็ไม่ได้สนิทกันขนาดนั้น ให้ฉันคุย..."

"แม่หนู... ลุงจำได้ว่าตระกูลบุญศิริมีหลานสาวชื่อ 'สุดารัตน์' เพียงคนเดียวนะ ไม่ยักจำได้ว่ามีคนชื่ออรวรรณด้วย?" คุณพุฒิพงศ์ตัดบทเสียงเรียบ ไม่ไว้หน้าใครทั้งสิ้น

สายตาของชายสูงวัยเลื่อนลงไปมองที่ชุดราตรีเปื้อนคราบไวน์ของสุดารัตน์

"เสียดายจริง ๆ... ชุดนี้เป็นงานลิมิเต็ดเอดิชั่นของ จอห์น กัลลิอาโน แท้ ๆ กลับต้องมาเลอะเทอะแบบนี้"

ใบหน้าของอรวรรณซีดเผือดลงทันตา

อะไรนะ? จอห์น กัลลิอาโน ลิมิเต็ดเอดิชั่น?

บทก่อนหน้า
บทถัดไป