บทที่ 8
ชายหนุ่มก้าวเท้าเดินตรงเข้ามาอย่างมั่นคง
ประกายความยินดีพาดผ่านนัยน์ตาของอรวรรณ หญิงสาวโถมตัวเข้าใส่อ้อมกอดของร่างสูงนั้นทันทีโดยไม่รีรอ
ชายหนุ่มกางแขนออกรับร่างของเธอไว้อย่างมั่นคง
"พี่ภูมิคะ รีบหนีออกไปจากที่นี่กันเถอะ!"
วินาทีต่อมา เธอก็คว้าข้อมือของภูมิ พยายามฉุดรั้งให้เขารีบออกไปจากตรงนั้น
"พี่ภูมิ!"
สุดารัตน์เอามือป้องจมูก ควันไฟหนาทึบทำให้เธอสำลักจนน้ำตาไหลพราก เธอส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือปนเสียงสะอื้น
ภูมิหันขวับไปตามเสียงเรียก
ทว่าอรวรรณกลับขยับตัวบดบังสายตาที่กำลังค้นหาของเขาไว้ แล้วแสร้งทำเป็นหมดสติซบลงในอ้อมอกของเขาอย่างแนบเนียน
คิ้วเข้มของชายหนุ่มขมวดเข้าหากัน เขาตัดสินใจช้อนตัวอุ้มอรวรรณขึ้นทันทีโดยไม่ลังเล แล้วมุ่งหน้าไปยังทางออกของห้องจัดเลี้ยง
กลุ่มควันสีขาวโพลนปกคลุมร่างของสุดารัตน์จนมิดชิด เขาชะงักฝีเท้าจ้องมองไปยังมุมมืดนั้นครู่หนึ่ง
ประจวบเหมาะกับจังหวะที่โคมไฟระย้าคริสตัลขนาดใหญ่บนเพดานร่วงหล่นลงมา
โคมไฟกระแทกพื้นเสียงดังสนั่น เศษแก้วแตกกระจายกระเด็นมาบาดท่อนแขนของเขาจนได้เลือด
เขาทำได้เพียงมองดูบริเวณนั้นถูกซากโคมไฟระย้าถล่มทับจนมิด
ภูมิคิดว่าคงจะได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือ
แต่ทว่า... ตรงจุดนั้นกลับไร้ซึ่งสุ้มเสียงใดๆ
เงียบสงัดจนน่าขนลุก
คิ้วของภูมิขมวดแน่นขึ้น หรือว่าเขาจะหูแว่วไปเอง?
เสียงหอบหายใจของอรวรรณในอ้อมแขนดังขึ้น มือเล็กๆ ของเธอกำสาบเสื้อเขาไว้แน่นด้วยความหวาดกลัว เขาจึงสลัดความคิดสงสัยทิ้งไป แล้วรีบพาเธอผละออกจากห้องจัดเลี้ยง
สุดารัตน์มองผ่านม่านควันสีขาวที่หนาทึบ เห็นแผ่นหลังกว้างในชุดสูทสีดำนั้นพาหญิงอื่นหนีรอดออกไปได้อย่างปลอดภัย
เธอมั่นใจแล้วว่า... ภูมิจะไม่ย้อนกลับมาอีก
เขาทิ้งเธอแล้วจริงๆ
เศษแก้วจากโคมไฟระย้ากระเด็นมาปักที่เรียวขา บาดลึกเข้าไปในเนื้อสดๆ ทะลุผ่านชุดราตรีสีทองอร่าม ชายกระโปรงถูกย้อมจนกลายเป็นสีแดงฉานด้วยเลือดสดๆ
ความเจ็บปวดแล่นพล่านไปทั่วเส้นประสาท แต่หัวใจของเธอกลับด้านชาจนแทบไม่รับรู้ความรู้สึกใดๆ อีก
ท่ามกลางทะเลเพลิงที่ไร้ขอบเขต เธอเปรียบเสมือนเรือลำน้อยที่ถูกทิ้งให้เคว้งคว้างกลางมหาสมุทร
ในขณะที่สติสัมปชัญญะเริ่มเลือนราง สุดารัตน์พร่ำเพ้อออกมาซ้ำๆ "ช่วยด้วย... ช่วยลูกในท้องของฉันด้วย..."
ในห้วงนิทราอันมืดมิด เธอฝันเห็นภาพอันแปลกประหลาด
ในความมืดมิดที่มองไม่เห็นแม้แต่นิ้วมือตัวเอง
พื้นที่ว่างเปล่านั้นแตกออกเป็นเสี่ยงๆ เหมือนกระจกที่ร้าวราน
เศษเสี้ยวความทรงจำแต่ละชิ้นฉายภาพชีวิตแต่งงานอันแสนสั้นตลอดสี่ปีระหว่างเธอกับภูมิ
มีทั้งรอยยิ้ม มีทั้งภาพที่เธอนั่งเฝ้ารออาหารเย็นจนเย็นชืดอยู่คนเดียวในห้องรับแขก และภาพที่ภูมิร่วมรักกับเธออย่างรุนแรงทุกค่ำคืนเพียงเพื่อต้องการทายาท...
สุดารัตน์มองภาพเหล่านั้นด้วยความสิ้นหวัง หัวใจเหมือนถูกคว้านจนเป็นรูโหว่ สายลมกรรโชกพัดผ่านบาดแผลในใจ เธอขยับตัวไม่ได้ ทำได้เพียงปล่อยให้ความโศกเศร้ากลืนกิน
เมื่อลืมตาตื่นขึ้นอีกครั้ง เธอคิดว่าตัวเองคงอยู่บนสวรรค์แล้ว
ภาพเพดานห้องผ่าตัดปรากฏขึ้น เธอรู้สึกเหมือนร่างกายท่อนล่างถูกฉีกกระชาก ช่องท้องว่างเปล่าโหวงเหวง อยากจะเอ่ยปากพูดแต่ก็ไร้เรี่ยวแรง
ทำได้เพียงมองแสงไฟดวงใหญ่เหนือศีรษะที่สาดส่องเข้ามาในดวงตาจนแสบพร่า
ไร้ซึ่งความเจ็บปวด จนกระทั่งน้ำตาไหลรินจากหางตา แล้วเธอก็ผล็อยหลับไปอีกครั้ง
"ลูกแม่... ไม่นะ!"
สุดารัตน์สะดุ้งตื่นขึ้นมาพร้อมตะโกนลั่น มือรีบกุมหน้าท้องของตนเอง
กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้ออันคุ้นเคยเตะจมูก สุดารัตน์เหมือนรับรู้ถึงความผิดปกติบางอย่าง เธอกวาดสายตามองไปรอบๆ ก่อนจะคว้าแขนพยาบาลที่กำลังฉีดยาให้เธอแล้วถามเสียงสั่น "ที่นี่ที่ไหน!"
"โรงพยาบาลค่ะ"
พยาบาลตกใจกับท่าทีตื่นตระหนกของเธอ รีบดึงมือกลับแล้วตอบด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด
เธอกำลังฝันไปใช่ไหม...
ดวงตาของสุดารัตน์เอ่อล้นด้วยน้ำตา เธอส่ายหน้าไปมาอย่างบ้าคลั่ง มือขย้ำผ้าปูที่นอนแน่น "ลูกของฉันล่ะ... ลูกของฉันปลอดภัยดีใช่ไหม!"
"คนไข้ใจเย็นๆ ก่อนนะคะ เมื่อสักครู่เพิ่งผ่าตัดเสร็จ คุณบาดเจ็บสาหัสมาก... เด็ก... เอาไว้ไม่อยู่นะคะ"
พยาบาลเห็นอารมณ์ที่พุ่งพล่านของคนไข้ จึงรีบกดปุ่มเรียกแพทย์เจ้าของไข้ทันที
ข่าวร้ายเปรียบเสมือนสายฟ้าฟาดลงกลางใจ สุดารัตน์รับความจริงไม่ได้ ร่างกายสั่นเทาอย่างควบคุมไม่อยู่
มันไม่ใช่ความฝัน
ลูกน้อยที่สุดารัตน์เฝ้ารอคอยมาอย่างยากลำบาก... จากไปแล้ว
เธอไม่เชื่อ คนพวกนี้ต้องโกหกแน่ๆ
สุดารัตน์ตลบผ้าห่มออก แต่กลับพบว่าขาของเธอขยับไม่ได้เลย ภายใต้ผ้าห่มนั้นมีผ้าพันแผลพันทบกันหนาเตอะถึงสามชั้น
"ขาของฉันเป็นอะไร!"
สุดารัตน์คว้าตัวพยาบาลมาคาดคั้น
พยาบาลสะบัดมือเธอออกด้วยความตกใจจนถอยกรูดไปไกลกว่าหนึ่งเมตร
"คุณบาดเจ็บหนักมากค่ะ สูดดมควันไฟเข้าไปจำนวนมากจนปอดติดเชื้อ แถมขาทั้งสองข้างยังมีบาดแผลฉีกขาดหลายแห่ง... ตอนนั้นท่อนล่างของคุณเสียเลือดมาก... คุณหมอเจ้าของไข้เลยต้องใช้วิธีรักษาแบบประคับประคองเพื่อป้องกันเส้นประสาทเสียหายจนเป็นอัมพาต โดยต้องผ่าเอาเศษแก้วออกก่อนแล้วค่อยห้ามเลือด..."
สุดารัตน์กรีดร้อง "ฉันไม่ได้ถามเรื่องนั้น!"
"คุณคะ อย่าเพิ่งใส่อารมณ์ค่ะ เดี๋ยวคุณหมอที่ผ่าตัดให้คุณก็จะมาแล้ว มีอะไรสงสัยถามคุณหมอได้เลยค่ะ..."
พยาบาลอธิบายด้วยความลำบากใจและปวดหัวกับสถานการณ์ตรงหน้า
เล็บมือของสุดารัตน์จิกเข้าไปในฝ่ามือแน่น สายตาแข็งกร้าวเอ่ยถาม "ลูกของฉันจะกลับมาได้ไหม?"
"พวกคุณโกหกฉันใช่ไหม!"
เธอทิ้งศีรษะลงอย่างหมดแรง ไหล่บางสั่นสะท้าน อยู่ในภาวะที่จิตใจกำลังจะแตกสลาย
"เสียใจด้วยนะคะ เราพยายามช่วยลูกของคุณอย่างสุดความสามารถแล้ว"
พยาบาลพยายามพูดปลอบใจ
สุดารัตน์สติขาดผึง ร้องไห้โฮออกมาอย่างหนัก ใบหน้าเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา
เป็นไปไม่ได้
ลูกของเธอควรจะได้ลืมตาดูโลกอย่างปลอดภัยสิ
แค่ขาเจ็บ ไม่ได้กระทบกระเทือนถึงลูกในท้องสักหน่อย
ทำไมถึงรักษาเด็กไว้ไม่ได้?
สุดารัตน์รับไม่ได้กับผลลัพธ์ที่พยาบาลบอก
เธอจำได้แม่น... ในภวังค์กึ่งหลับกึ่งตื่น หมอคนนั้นล้วงเอาก้อนเนื้อที่ยังไม่ทันเป็นรูปเป็นร่างออกมาจากท้องของเธอ แล้วโยนทิ้งลงถังขยะอย่างไม่ไยดี
"คุณสุดารัตน์ ฟื้นแล้วเหรอครับ!"
สุดารัตน์เงยหน้าขวับ มองไปทางต้นเสียง เห็นหมอหนุ่มเดินดุ่มๆ เข้ามาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
"ผมหมอปองภพครับ เป็นหัวหน้าแผนกสูตินารีเวชที่รับผิดชอบการผ่าตัดเคสนี้"
เขากำลังยิ้ม
ผู้ชายคนนี้... เมื่อกี้ยังเป็นคนพรากลูกไปจากท้องของเธอแท้ๆ
แต่ตอนนี้กลับมายืนยิ้มระรื่นราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
สุดารัตน์แค่นหัวเราะเย็นชา ไอ้ฆาตกรคนนี้ยังกล้ายิ้มออกมาได้อีกหรือ
"คุณอย่าเพิ่งโวยวายเลยครับ อาการของคุณตอนนั้นวิกฤตมาก เสียเลือดมากบวกกับร่างกายอ่อนแออยู่แล้ว เราจำเป็นต้องเลือกช่วยชีวิตแม่ไว้ก่อน นี่เป็นทางเลือกที่เราจำใจต้องทำครับ"
เขาทำสีหน้าสำนึกผิด ถอนหายใจอย่างน่าเห็นใจ
ทุกคำพูดเหมือนจงใจเหยียบย่ำหัวใจของเธอ
เธอส่งเสียงหัวเราะในลำคออย่างดูแคลน "นี่คือคำตอบที่พวกคุณให้ฉันเหรอ? คุณยังมีจรรยาบรรณความเป็นหมออยู่หรือเปล่า?"
"คุณสุดารัตน์ครับ คำพูดของคุณรุนแรงเกินไปแล้วนะครับ เราเองก็ไม่อยากให้คุณต้องสูญเสียความเป็นแม่ไป แต่นี่เป็นเพราะเราต้องรักษาชีวิตของคุณ..."
ปองภพยืนกรานด้วยท่าทีของผู้มีคุณธรรมสูงส่ง
"แล้วฉันมาโผล่ที่โรงพยาบาลได้ยังไง? ใครเป็นคนเซ็นอนุมัติการผ่าตัด แล้วก็... ตอนที่ฉันรู้สึกตัวตื่นขึ้นมากลางคัน ฉันเห็นคุณโยนลูกของฉันลงถังขยะ! พวกคุณตั้งใจช่วยชีวิตฉันจริงๆ หรือจงใจทำให้เกิดความผิดพลาดในการผ่าตัดครั้งนี้กันแน่!"
สุดารัตน์ไล่ต้อนด้วยเหตุผล
ปองภพได้ยินดังนั้น สีหน้าก็เปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมทันที
"ผมเป็นหมอ ไม่ใช่ฆาตกร ความผิดพลาดทางการแพทย์ทุกอย่างผมรับผิดชอบได้ แต่คุณกำลังดูหมิ่นเกียรติวิชาชีพของผมอยู่นะครับ?"
สุดารัตน์เห็นเขาไม่ยอมอธิบายให้กระจ่าง จึงเชิดหน้าขึ้นทั้งที่ริมฝีปากซีดเผือด เอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่าแต่หนักแน่น "คุณยังไม่ตอบคำถามของฉันสักข้อ"
"คุณสุดารัตน์ครับ ถ้าคุณมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการผ่าตัดครั้งนี้ คุณสามารถไปร้องเรียนแพทยสภาหรือแจ้งความจับผมได้เลย ผมพร้อมเสมอ" เขาเลี่ยงที่จะตอบคำถาม แล้วหันหลังเดินหนีไปดื้อๆ
พยาบาลที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ไม่กล้าปริปากพูด ได้แต่มองเธอด้วยสายตาหวาดๆ เหมือนมีอะไรปิดบัง แล้วรีบเดินตามหมอออกไป
สุดารัตน์นิ่งอึ้ง
นี่เขาร้อนตัวใช่ไหม?
สุดารัตน์มั่นใจแล้วว่าอีกฝ่ายกำลังโกหก
ต้องมีขั้นตอนไหนสักอย่างที่ผิดปกติ
หรือไม่... เรื่องราวทั้งหมดนี้อาจจะเป็นแผนการที่ถูกวางไว้ตั้งแต่ต้น
สุดารัตน์หลับตาลง เธอจะปล่อยให้ลูกน้อยต้องจากไปฟรีๆ ไม่ได้
นั่นคือลูกคนแรกของเธอ...
