บทที่ 9 เถ้าถ่านของความสูญเสีย
เธอยังคงเฝ้ารอวันที่ลูกน้อยจะได้ลืมตาดูโลก
วาดฝันว่าจะได้โอบอุ้ม ฟูมฟัก และเฝ้ามองเขาเติบโตขึ้นทีละนิด…
เด็กคนนั้นคือความหวังเดียวที่คอยหล่อเลี้ยงชีวิตอันมืดมนของเธอเอาไว้
หัวใจของสุดารัตน์สั่นสะท้านรุนแรง ข้อมือที่ค้ำยันอยู่กับเตียงอ่อนแรงลงจนแทบประคองร่างไม่ไหว หยาดน้ำตาเม็ดโตค่อย ๆ ร่วงหล่นลงบนผ้าปูที่นอน ทิ้งคราบเปียกชื้นเป็นวงกว้าง
แต่เพียงไม่นาน สุดารัตน์ก็พยายามรวบรวมสติ กอบกู้เศษซากความรู้สึกของตัวเองขึ้นมาใหม่
สายตาเหลือบไปเห็นโทรศัพท์มือถือวางอยู่บนโต๊ะหัวเตียง
สุดารัตน์คว้ามันขึ้นมา แล้วกดโทรหาแอนนาทันที
รอเพียงไม่กี่วินาที ปลายสายก็กดรับ
"สุดา! ตอนนี้แกอยู่ที่ไหน?"
น้ำเสียงร้อนรนของแอนนาดังลอดออกมาจากโทรศัพท์
สุดารัตน์ไม่มีอารมณ์อธิบายอะไรยืดยาว เธอเอ่ยตัดเข้าประเด็นทันที “ฉันมีเรื่องให้แกช่วย… ช่วยสืบคนคนหนึ่งให้หน่อยได้ไหม?”
"ใคร?"
“ปองภพ… หัวหน้าแผนกสูตินรีเวช ส่งคนไปสะกดรอยตามมันให้ที”
แอนนานิ่งไปชั่วครู่ ก่อนถามกลับอย่างงุนงง “เดี๋ยวนะ… มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
"ลูกของฉัน... ไม่อยู่แล้ว"
ปลายสายเงียบกริบไปในทันที
สุดารัตน์ได้ยินเพียงเสียงสัญญาณไฟฟ้าซูซ่าเบา ๆ
เธอกัดฟันพูดด้วยความเคียดแค้น "ไอ้พวกสารเลวนั่นมันรังแกกันเกินไปแล้ว… ตอนนี้ฉันยังขยับตัวลำบาก ฉันไว้ใจได้แค่แกคนเดียว แอนนา… ช่วยฉันหน่อยได้ไหม?”
“เรื่องแค่นี้ฉันจัดการให้เอง! ไอ้พวกชาติชั่วที่กล้ามาเหยียบย่ำหัวใจเพื่อนรักของฉัน คอยดูเถอะ… ฉันจะไม่ปล่อยมันไว้แน่!”
แอนนาสบถคำหยาบออกมาด้วยความเดือดดาล
อย่างน้อยที่สุด… ในช่วงเวลาที่ทุกอย่างพังทลาย เธอก็ยังไม่ได้โดดเดี่ยวเพียงลำพัง
......
ตลอดหลายวันที่พักฟื้นอยู่ในโรงพยาบาล ข่าวเหตุเพลิงไหม้กลางงานเลี้ยงหรูกลายเป็นประเด็นร้อนที่ถูกพูดถึงไปทั่วโลกออนไลน์
มีรายงานว่าแขกคนหนึ่งในงานหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ตำรวจกำลังเร่งค้นหาอย่างหนัก
สุดารัตน์นั่งพิงหัวเตียงในห้องพักฟื้นวีไอพี พลางมองข่าวบนหน้าจอด้วยรอยยิ้มเย็นชา
ต้องขอบคุณงานเลี้ยงหรูคืนนั้น…ที่ทำให้เธอกลายเป็นคนดังชั่วข้ามคืน
เธอเลือกปิดกั้นข่าวสารจากภายนอก เพราะการสูญเสียลูกไปทำให้สภาพจิตใจของเธอบอบช้ำเกินกว่าจะรับอะไรไหวอีก ทุกวันผ่านไปพร้อมกับความโศกเศร้าและเจ็บปวด
ขณะที่กำลังจะกดออกจากแอปพลิเคชันไอจี นิ้วของเธอก็เลื่อนไปเจอคอมเมนต์ของรุ่นพี่ที่เคยมาแสดงความยินดีใต้โพสต์ประกาศแต่งงานของเธอ
"อยู่ที่ไทยสบายดีไหม?"
สุดารัตน์ชะงักไปเล็กน้อย เธอไม่คิดเลยว่ารุ่นพี่คนนั้นจะยังคอยติดตามความเป็นไปของเธออยู่
ที่ผ่านมา เธอเข้าใจมาตลอดว่าอีกฝ่ายคงเกลียดเธอเข้ากระดูกดำแล้ว
เพราะเรื่องในอดีตคราวนั้น...
ทันใดนั้น หน้าจอโทรศัพท์ก็เด้งข้อความแจ้งเตือนจากแอนนา
“นักสืบที่ฉันจ้างตามมันมาสองวัน วันนี้มันเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว แล้วก็จับได้คาหนังคาเขาจริง ๆ”
"ว่าแต่... ตาหมอนั่นเป็นหัวหน้าแผนกสูติฯ ไม่ใช่เหรอ? แล้วไปสนิทกับแม่บ้านของแกได้ยังไง?"
สุดารัตน์กวาดสายตาอ่านข้อความ แล้วเลื่อนลงไปดูรูปถ่ายด้านล่างสุด
เมื่อกดขยายภาพดู ก็เห็นชัดเจนว่าเป็นหมอปองภพกำลังนั่งคุยกับสาวใช้คนสนิทในบ้านของเธอที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่ง ท่าทางดูมีลับลมคมใน
สุดารัตน์บันทึกรูปภาพนั้นเก็บไว้ แล้วพิมพ์ตอบกลับไป
"นอกจากรูปพวกนี้ มีอะไรอีกไหม?"
แอนนาตอบกลับมาอย่างรวดเร็ว
"วันนี้บัญชีของมันมีเงินโอนเข้าห้าล้าน! เงินเยอะขนาดนี้ไม่มีทางได้จากเงินเดือนหมอแน่ นักสืบเลยลองเช็กเส้นทางการเงินดู สรุปว่าต้นทางมาจากบัญชีแม่บ้านของแก”
"ถามจริง บ้านแกจ่ายเงินเดือนแม่บ้านหรือเลี้ยงมหาเศรษฐีกันแน่? ถึงมีปัญญาโอนเงินก้อนโตขนาดนี้ได้? หรือแกจะใจดีจ้างฉันไปเป็นคนใช้บ้างสิ!"
สุดารัตน์ไม่มีอารมณ์จะมาต่อล้อต่อเถียงเล่นมุกด้วย เธอหลุบตาลง วิเคราะห์สถานการณ์อย่างใจเย็น
เธอกับแม่บ้านคนนี้ไม่เคยมีปัญหาต่อกัน ถ้าอีกฝ่ายคิดทำร้ายเธอ…นั่นแปลว่า ผู้หญิงคนนั้นถูกส่งมาเป็นหนอนบ่อนไส้ตั้งแต่แรก
และเบื้องหลังทั้งหมด ต้องมีใครบางคนคอยบงการอยู่แน่นอน
ดูเหมือนว่าตัวการใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังยังคงลอยนวล
เธอทอดสายตาลงต่ำ นิ่งคิดอยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะพิมพ์ข้อความส่งไป
"ช่วยส่งหลักฐานการโอนเงินมาให้ฉันหน่อยได้ไหม?"
"จัดไป"
ได้เวลาตัดไหมพอดี
สุดารัตน์นั่งอยู่บนเตียงคนไข้ มองดูพยาบาลสาวที่กำลังบรรจงตัดไหมและแกะผ้าพันแผลที่ขาของเธอออกอย่างเบามือ
"หัวหน้าปองภพไม่เคยมีประวัติรับสินบนสินะคะ?"
มือของพยาบาลชะงักค้างทันที ใบหน้าของอีกฝ่ายซีดเผือดก่อนเงยขึ้นมามองเธอด้วยแววตาตื่นตระหนก
เธอเริ่มพูดหว่านล้อมต่อ "ในฐานะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสูตินารีเวช เขาคงทำเรื่องสกปรกไว้ไม่น้อย คุณทำงานใต้บังคับบัญชาเขา… คงอึดอัดน่าดูเลยใช่ไหม?”
"คุณสุดารัตน์คะ อย่ากดดันหนูเลย... หนูเป็นแค่พยาบาลตัวเล็ก ๆ หนู..."
สุดารัตน์เอื้อมมือไปจับมือพยาบาลไว้แน่น ดวงตาคลอหน่วยด้วยหยาดน้ำตา จ้องมองอีกฝ่ายด้วยความจริงจัง "ในเมื่อเราต่างก็เป็นผู้หญิงเหมือนกัน ต่างก็เคยถูกกระทำอย่างไม่ยุติธรรม เราจะปล่อยให้คนชั่วลอยนวลต่อไปจริง ๆ เหรอ?”
"คุณสุดารัตน์ หนูไม่รู้อะไรจริง ๆ ค่ะ หนู..."
พยาบาลส่ายหน้าปฏิเสธรัว ๆ ไม่กล้าแม้แต่จะสบตาเธอ
สุดารัตน์พยุงกายลุกขึ้น ยืนมองแผลตกสะเก็ดที่ขาของตนเอง เธอเกาะแขนพยาบาลพยุงตัวเดินเซไปก้าวหนึ่ง
"ฉันมีหลักฐานอยู่ในมือแล้ว"
พยาบาลยืนตัวแข็งทื่อ
สุดารัตน์ตบไหล่เธอเบา ๆ "เขาใช้อำนาจหน้าที่ในทางมิชอบ ลวนลามพยาบาลกับนักศึกษาฝึกงาน แล้วยังร่วมมือกับคลินิกเถื่อนทำธุรกิจอุ้มบุญผิดกฎหมาย … เรื่องเลวทรามพวกนี้ คุณยังจะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นอีกเหรอ?”
พยาบาลไม่กล้าเอ่ยปาก มือไม้สั่นเทา น้ำตาไหลพรากหยดลงบนพื้นห้อง
"ฉันต้องสูญเสียลูกไปคนหนึ่ง แล้วยังมีเด็กสาวอีกนับพันที่ต้องตกเป็นเครื่องมือผลิตลูก บางทีพวกเธออาจจะไม่มีโอกาสได้เป็นแม่อีกเลยตลอดชีวิต"
เมื่อนึกถึงลูกน้อยในครรภ์ น้ำตาของสุดารัตน์ก็ไหลพรากลงมาอย่างห้ามไม่อยู่ ความเจ็บปวดเหมือนมีมีดกรีดแทงหัวใจ เธอสวมกอดพยาบาลสาวไว้ "ฉันวางหลักฐานทั้งหมดไว้ในลิ้นชักหัวเตียง จะเปิดโปงมันหรือไม่… ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคุณ ส่วนฉัน… ยังมีเรื่องสำคัญกว่าที่ต้องไปสะสาง"
พูดจบ สุดารัตน์ก็ผละออกจากพยาบาล เธอกัดฟันยกขาที่หนักอึ้งก้าวเดิน ความเจ็บปวดร้าวลึกแล่นพล่านจากกระดูกขึ้นมาทิ่มแทงประสาทสัมผัสจนเส้นเลือดปูดโปน เธอขบริมฝีปากซีดเซียวจนแทบห้อเลือด มุ่งหน้าเดินออกจากห้องไปอย่างแน่วแน่
สุดารัตน์ออกจากโรงพยาบาล ก่อนเรียกแท็กซี่ตรงกลับคฤหาสน์ทันที
เมื่อมาถึงคฤหาสน์หรู เธอเดินตรงเข้าไปในห้องรับแขก เห็นสาวใช้กำลังก้มหน้าก้มตาถูพื้นอยู่
สุดารัตน์พุ่งเข้าไปกระชากข้อมือสาวใช้คนนั้นอย่างแรง
"คุณสุดารัตน์! มาได้ยังไงคะ?"
สาวใช้สะดุ้งเฮือก ใบหน้าซีดเผือดด้วยความตกใจ แต่เพียงไม่นาน แววตาของนางก็เริ่มสั่นไหวอย่างมีพิรุธ ก่อนฝืนยิ้มออกมาอย่างยากลำบาก "คุณ... คุณกลับมาแล้วเหรอคะ?"
"ทำไม? ผิดหวังเหรอที่ไม่เห็นศพฉัน"
"คุณผู้หญิงพูดเรื่องอะไรคะ ป้าไม่เห็นจะรู้เรื่องเลย"
สุดารัตน์มองท่าทีเสแสร้งแกล้งทำเป็นใจดีสู้เสือของอีกฝ่าย แววตาของเธอค่อย ๆ เย็นชาลงจนน่ากลัว "แกไปรู้จักกับหัวหน้าปองภพได้ยังไง?"
"ป้า... หัวหน้าปองภพอะไรกันคะ ป้าไม่รู้จัก..."
นางหลบสายตาเลิ่กลั่ก คำว่า 'มีพิรุธ' แทบจะแปะหราอยู่บนหน้าผาก
สุดารัตน์แค่นหัวเราะในลำคอ บิดข้อมือของสาวใช้จนกระดูกลั่นเสียงดังกร๊อบ มือหยาบกร้านถูกบิดจนผิดรูป
สาวใช้ร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด "โอ๊ย! คุณภูมิคะ! ช่วยด้วย คุณผู้หญิงเป็นบ้าไปแล้ว! คุณผู้หญิง... เธอจะฆ่าป้า!"
ภูมิที่อยู่ในห้องทำงานรีบวิ่งออกมาดูเหตุการณ์ เมื่อเห็นสุดารัตน์ แววตาของเขาฉายประกายความยินดีวูบหนึ่ง แต่เพียงเสี้ยววินาทีก็ถูกแทนที่ด้วยความเย็นชาดุจน้ำแข็ง
ภาพที่เห็นคือสุดารัตน์กำลังบิดข้อมือป้าน้ำอย่างเกรี้ยวกราด จนแม่บ้านเก่าแก่ร้องไห้โอดโอย
เขาก้าวยาว ๆ ลงมาจากบันไดแล้วตะคอกเสียงดัง "สุดารัตน์! กลับมาก็อาละวาดเลยเหรอ ปล่อยป้าน้ำเดี๋ยวนี้!"
"อ้อ… ที่แท้คุณก็รู้ด้วยเหรอว่าฉันหายไปตั้งครึ่งเดือน!" สุดารัตน์มองชายตรงหน้าด้วยสายตาเหยียดหยาม ผู้ชายที่ทิ้งเธอไปในนาทีวิกฤต และไม่แม้แต่จะออกตามหาตอนที่เธอหายตัวไป
ก็ใช่สิ ขนาดความตายของเธอเขายังไม่สน แล้วจะมาตามหาทำไม!
บางที…หากเธอตายอยู่ในกองเพลิงวันนั้นจริง ๆ เขาอาจจะโล่งใจเสียด้วยซ้ำ
เขาจะได้เปิดทางให้ตัวเองไปเสวยสุขกับอรวรรณได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายเสียที จริงไหม?
ภูมิทำท่าจะอ้าปากอธิบาย แต่ป้าน้ำรีบชิงพูดแทรกขึ้นมาเพื่อราดน้ำมันเข้ากองไฟ “คุณภูมิคะ! คุณผู้หญิงกลับมาก็พาลใส่ป้า ป้ายังไม่รู้เลยว่าทำอะไรผิด…”
"คุณภูมิคะ คุณภูมิต้องให้ความเป็นธรรมกับป้านะคะ ป้ารับใช้ตระกูลไชยพาพิมพ์มาสิบปี ซื่อสัตย์มาตลอด ไม่คิดเลยว่าคุณผู้หญิงจะมาใส่ร้ายป้าแบบนี้…”
พูดจบ นางก็ทิ้งตัวลงไปนั่งกับพื้นแล้วร้องไห้ฟูมฟายเสียงดังลั่น
สุดารัตน์เห็นละครน้ำเน่าแบบนี้มานับครั้งไม่ถ้วน แต่ต้องยอมรับจริง ๆ ว่า ป้าน้อยเล่นบทผู้บริสุทธิ์ได้แนบเนียนเสียจนคนไม่รู้เรื่องคงหลงเชื่อหมดใจ ลงไปนั่งตบพื้นร้องห่มร้องไห้ได้อย่างไม่อายฟ้าดิน
นี่ไปร่ำเรียนวิชาการแสดงมาจากอรวรรณเหรอ?
ภูมิมองภรรยาด้วยสายตาตำหนิ ไม่เข้าใจว่าเธอกำลังอาละวาดเรื่องอะไร
“หงุดหงิดอะไรมาก็มาลงกับคนแก่ สุดารัตน์… คุณมีปัญญาทำได้แค่นี้เองเหรอ?”
