บทที่ 1 ตอนที่ 1 คืนแรกที่เขาเหยียบย่ำศักดิ์ศรีเธอ
ตอนที่ 1
คืนแรกที่เขาเหยียบย่ำศักดิ์ศรีเธอ
แสงไฟระย้ากลางห้องบอลรูมชั้นสูงสุดของโรงแรม “ปรินธารา แกรนด์” สาดประกายลงบนพื้นหินอ่อนสีขาวนวลจนทั้งห้องดูราวกับถูกเคลือบไว้ด้วยแสงทอง เสียงดนตรีคลาสสิกบรรเลงแผ่วหวานคลอไปกับเสียงแก้วไวน์กระทบกันเบา ๆ กลิ่นน้ำหอมราคาแพงลอยปะปนกับกลิ่นดอกลิลลี่ขาวที่ถูกจัดวางไว้ตามมุมต่าง ๆ ของงาน ทุกอย่างงดงาม ประณีต และหรูหราจนเหมือนโลกอีกใบที่ไม่เคยมีพื้นที่ให้คนธรรมดาอย่างขวัญแก้วได้ยืนอยู่ตรงนั้น
หญิงสาวในชุดพนักงานสีดำเข้ารูปเรียบร้อยยืนถือถาดเครื่องดื่มอยู่ริมเสาใหญ่ เธอก้มหน้าลงเล็กน้อยตามมารยาท ดวงหน้าหวานสะอาดแต่งแต้มเพียงแป้งบาง ๆ กับลิปสติกสีอ่อน ผมยาวถูกรวบเป็นมวยต่ำเพื่อไม่ให้เกะกะการทำงาน แม้ร่างบอบบางจะดูเหนื่อยล้าจากการยืนติดต่อกันหลายชั่วโมง แต่แววตาของเธอยังคงตั้งใจและระมัดระวังทุกการเคลื่อนไหว
คืนนี้เป็นงานเปิดตัวโครงการรีสอร์ตหรูแห่งใหม่ของตระกูล “ธาราปรินทร์” งานสำคัญที่แขกผู้มีเกียรติ นักธุรกิจ สื่อมวลชน และบุคคลในแวดวงสังคมชั้นสูงต่างมารวมตัวกันอย่างคับคั่ง ขวัญแก้วเป็นเพียงพนักงานชั่วคราวที่ถูกเรียกมาช่วยเสริมกำลังในคืนพิเศษเช่นนี้ เธอรู้ดีว่าหากทำพลาดแม้เพียงนิดเดียว ไม่ใช่แค่ถูกตำหนิ แต่อาจหมายถึงการเสียรายได้ก้อนสำคัญที่เธอต้องนำไปจ่ายค่ายาของแม่ในสัปดาห์หน้า
“ขวัญ ระวังแขกโต๊ะวีไอพีให้ดีนะ อย่าเดินช้า อย่าทำอะไรตก แล้วก็อย่าเงอะงะเด็ดขาด คืนนี้ผู้บริหารใหญ่ลงมาดูงานเอง ถ้ามีปัญหา หัวหน้าเอาเธอตายแน่” เสียงของดวงพร หัวหน้าพนักงานจัดเลี้ยงดังขึ้นอย่างเข้มงวด ก่อนอีกฝ่ายจะปรายตามองขวัญแก้วตั้งแต่หัวจรดเท้าเหมือนยังไม่ไว้ใจ
“ค่ะพี่ดวง ขวัญจะระวังให้มากที่สุดค่ะ” ขวัญแก้วตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล เธอก้มศีรษะรับคำอย่างอ่อนน้อม ทั้งที่ในอกเต้นแรงด้วยความกดดัน
“ดี อย่าให้ฉันต้องเสียหน้า เพราะเธอเพิ่งเข้ามาทำงานที่นี่ได้ไม่กี่วัน คนอื่นเขาฝึกกันเป็นเดือน เธอได้เข้ามาช่วยงานคืนนี้เพราะคนขาด ไม่ใช่เพราะเก่งกว่าใคร เข้าใจไหม” ดวงพรพูดซ้ำด้วยน้ำเสียงกึ่งเตือนกึ่งดูแคลน ก่อนจะหันไปสั่งพนักงานอีกคนอย่างรวดเร็ว
“เข้าใจค่ะ” ขวัญแก้วรับคำเบา ๆ เธอกดความน้อยใจไว้ใต้รอยยิ้มบาง แล้วสูดลมหายใจลึกเพื่อบอกตัวเองว่าเธอมาที่นี่เพื่อทำงาน ไม่ใช่เพื่อให้ใครเห็นค่า
เธอเคยชินกับคำพูดแบบนี้มานานแล้ว ชีวิตของขวัญแก้วไม่เคยง่าย หลังพ่อจากไปตั้งแต่เธอยังเล็ก แม่ก็ล้มป่วยเรื้อรัง เธอต้องออกจากมหาวิทยาลัยกลางคันเพื่อทำงานหาเงินส่งน้องชายเรียนและประคองบ้านเล็ก ๆ ที่เหลืออยู่ให้ผ่านแต่ละเดือนไปได้ งานพนักงานชั่วคราวในโรงแรมหรูจึงไม่ใช่สิ่งที่เธอเลือกเพราะอยากเข้าใกล้ชีวิตคนรวย หากแต่เป็นเพราะค่าจ้างคืนนี้สูงพอจะทำให้เธอซื้อยาชุดใหม่ให้แม่ได้โดยไม่ต้องยืมใคร
เสียงปรบมือดังขึ้นจากเวทีกลางห้อง ขวัญแก้วเงยหน้าตามสัญชาตญาณ ก่อนสายตาจะหยุดนิ่งที่ร่างสูงสง่าของผู้ชายคนหนึ่งซึ่งก้าวขึ้นไปยืนใต้แสงไฟกลางเวที เขาคือปริญ ธาราปรินทร์ ทายาทหนุ่มเจ้าของโรงแรมหรูแห่งนี้ ผู้ชายที่ชื่อของเขาถูกพูดถึงทั้งในหน้าธุรกิจและหน้าสังคม รูปร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสีดำตัดเย็บประณีต ใบหน้าคมเข้ม หล่อเหลาจนแทบไร้ที่ติ ดวงตาคมลึกมีประกายเย็นเยียบเหมือนคนที่ไม่เคยปล่อยให้สิ่งใดแตะต้องหัวใจได้ง่าย ๆ ริมฝีปากได้รูปเรียบนิ่ง ไม่ยิ้ม ไม่อ่อนโยน แต่กลับดึงสายตาของทุกคนในห้องให้หันไปมองได้โดยไม่ต้องพยายาม
ขวัญแก้วมองเขาเพียงชั่วครู่แล้วรีบหลุบตาลง เธอรู้ว่าผู้ชายแบบนั้นอยู่ไกลจากชีวิตเธอมากเกินไป ไกลเหมือนแสงไฟบนเพดานที่แม้จะสว่างงดงามเพียงใด คนอย่างเธอก็มีหน้าที่เพียงยืนอยู่ใต้แสงนั้นอย่างเงียบ ๆ แล้วคอยเก็บเศษแก้วหลังงานเลิกเท่านั้น
“ขอขอบคุณแขกผู้มีเกียรติทุกท่านที่ให้เกียรติมาร่วมงานเปิดตัวโครงการใหม่ของปรินธาราในคืนนี้ครับ” ปริญกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ สุภาพ แต่เย็นจัดจนขวัญแก้วรู้สึกได้ถึงระยะห่างที่เขาขีดไว้ระหว่างตัวเองกับคนทั้งโลก
เสียงปรบมือดังขึ้นอีกครั้ง หลายคนมองเขาด้วยความชื่นชม หลายคนมองด้วยความหวังผลประโยชน์ และหลายคนมองด้วยความหลงใหล โดยเฉพาะกลุ่มหญิงสาวในชุดราตรีหรูที่ยืนอยู่ใกล้เวที ทว่าปริญกลับไม่หันไปให้ความสนใจใครเป็นพิเศษ เขาพูดเรื่องโครงการด้วยความมั่นใจ จบทุกประโยคด้วยน้ำหนักที่ทำให้คนฟังเชื่อว่าเขาไม่เคยพ่ายแพ้ต่อสิ่งใด
ขวัญแก้วถอนสายตาออกจากเวที เธอเดินนำเครื่องดื่มไปบริการแขกตามโต๊ะอย่างระมัดระวัง เสียงหัวเราะ เสียงสนทนาเรื่องหุ้น อสังหาริมทรัพย์ และเครื่องประดับราคาแพงไหลผ่านหูเธอเหมือนภาษาอีกโลก เธอไม่เข้าใจและไม่จำเป็นต้องเข้าใจ สิ่งเดียวที่ต้องทำคือยิ้ม สุภาพ และไม่ทำถาดในมือสั่น
“น้องคะ ขอแชมเปญแก้วหนึ่งค่ะ” หญิงสาวในชุดราตรีสีเงินเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงหวานจัด ข้อมือของหล่อนประดับกำไลเพชรเส้นเล็กที่สะท้อนแสงวูบวาบ
“ได้ค่ะ” ขวัญแก้วตอบพร้อมยื่นแก้วแชมเปญให้อย่างสุภาพ ดวงตาไม่กล้ามองตรง ๆ นานเกินไปเพราะกลัวถูกมองว่าเสียมารยาท
หญิงสาวชุดเงินรับแก้วไป แต่สายตากลับหยุดอยู่ที่ใบหน้าของขวัญแก้วอย่างประเมิน รอยยิ้มบางเฉียบคลี่ขึ้นบนริมฝีปากแดงสด ก่อนจะปรายตามองไปยังเวทีที่ปริญกำลังก้าวลงมาท่ามกลางกลุ่มนักธุรกิจ
“เพิ่งมาทำงานที่นี่เหรอ หน้าไม่คุ้นเลย” หล่อนถามด้วยน้ำเสียงเหมือนชวนคุย แต่แฝงความจับผิดไว้ชัดเจน
“ค่ะ ขวัญเป็นพนักงานชั่วคราว มาช่วยงานคืนนี้ค่ะ” ขวัญแก้วตอบอย่างระมัดระวัง เธอยังคงถือถาดนิ่ง แม้จะเริ่มรู้สึกถึงสายตาไม่เป็นมิตร
“ชื่อขวัญเหรอ ชื่อหวานดีนะ หน้าเธอก็หวาน ดูไม่เหมือนพนักงานจัดเลี้ยงเท่าไร” หญิงสาวคนนั้นเอ่ยช้า ๆ พลางยกแชมเปญขึ้นจิบ แต่ดวงตายังคงกวาดมองขวัญแก้วไม่วาง
“ขอบคุณค่ะ ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ขวัญขอตัวไปดูแลแขกโต๊ะอื่นก่อนนะคะ” ขวัญแก้วกล่าวอย่างสุภาพ เธอก้มศีรษะเล็กน้อยแล้วเตรียมถอยออกไป
“เดี๋ยวสิ” หญิงสาวชุดเงินเรียกไว้ พร้อมกับยื่นกระเป๋าคลัตช์ใบเล็กให้เธอ “ช่วยถือให้ฉันแป๊บหนึ่งได้ไหม ฉันจะถ่ายรูปกับเพื่อนตรงนั้น แค่แป๊บเดียว อย่าทำหายล่ะ ของข้างในแพงกว่าค่าแรงเธอทั้งเดือนอีกมั้ง”
ขวัญแก้วชะงักไปเล็กน้อย เธอมองกระเป๋าใบนั้นอย่างลังเล เพราะตามกฎพนักงานไม่ควรรับฝากของส่วนตัวของแขก แต่เมื่อเห็นสายตากดดันของ อีกฝ่ายและกลุ่มเพื่อนที่หันมามอง เธอก็กลืนคำปฏิเสธลงคอ
“ถ้าแค่ครู่เดียว ขวัญจะวางไว้ตรงโต๊ะรับรองใกล้ ๆ ให้นะคะ จะได้ปลอดภัยค่ะ” ขวัญแก้วตอบด้วยความรอบคอบ เธอไม่กล้าถือของแขกติดตัวไปมา
“ไม่ต้องเรื่องมาก ฉันให้ถือก็ถือสิ หรือพนักงานที่นี่เลือกงานได้แล้ว” หญิงสาวคนนั้นพูดเสียงดังขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มบนใบหน้าจางลงจนเหลือเพียงความเหยียดหยัน
“ค่ะ” ขวัญแก้วจำต้องรับกระเป๋ามาไว้ในมือ เธอกดความอึดอัดไว้ แล้วขยับไปยืนริมเสาเพื่อรอเจ้าของกลับมารับ
เธอไม่รู้เลยว่าเพียงไม่กี่นาทีหลังจากนั้น ชีวิตของเธอในค่ำคืนนี้จะถูกลากลงสู่ความอับอายอย่างไม่ทันตั้งตัว
เสียงกรีดร้องดังขึ้นจากบริเวณกลางห้องก่อนเสียงดนตรีจะหยุดลงกะทันหัน แขกหลายคนหันไปมองเป็นตาเดียว ขวัญแก้วสะดุ้ง เธอยังคงถือกระเป๋าใบนั้นไว้แน่นโดยไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร
“สร้อยเพชรของฉันหาย!” หญิงวัยกลางคนแต่งกายหรูหราประกาศเสียงสั่น มือข้างหนึ่งจับลำคอที่ว่างเปล่า ใบหน้าซีดเผือดด้วยความตกใจ
ความวุ่นวายเกิดขึ้นทันที พนักงานรักษาความปลอดภัยรีบเข้ามา แขกหลายคนเริ่มซุบซิบ บางคนถอยห่างจากกันเหมือนกลัวความผิดจะกระเด็นมาถูกตัว ดวงพรรีบวิ่งเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก ก่อนจะกวาดสายตามองพนักงานทุกคนอย่างหวาดหวั่น
“ทุกคนอย่าขยับไปไหนนะคะ ทางโรงแรมจะตรวจสอบให้เร็วที่สุดค่ะ” ดวงพรพยายามควบคุมสถานการณ์ แต่เสียงของเธอสั่นจนเห็นได้ชัด
ขวัญแก้วยืนตัวแข็งอยู่ริมเสา กระเป๋าคลัตช์ใบเล็กในมือกลายเป็นของร้อนขึ้นมาทันที เธอพยายามมองหาหญิงสาวชุดเงินเพื่อคืนของ แต่กลับไม่เห็นอีกฝ่ายอยู่ตรงจุดเดิมแล้ว
“น้องพนักงานคนนั้นถือกระเป๋าใครอยู่คะ” เสียงหนึ่งดังขึ้นจากกลุ่มแขก ทำให้สายตาหลายสิบคู่หันมาที่ขวัญแก้วพร้อมกัน
หัวใจของหญิงสาวหล่นวูบ เธอก้มมองกระเป๋าในมือ ก่อนเงยหน้าขึ้นอย่างสับสน
“กระเป๋าของแขกท่านหนึ่งค่ะ เธอฝากขวัญไว้ครู่เดียว” ขวัญแก้วตอบเสียงเบา แต่ในความเงียบที่กดดัน คำพูดของเธอกลับดังพอให้คนใกล้ ๆ ได้ยิน
“แขกคนไหนล่ะ” ดวงพรถามเสียงเข้ม พลางเดินเข้ามาหาเธออย่างรวดเร็ว
“ผู้หญิงชุดราตรีสีเงินค่ะ เธอยืนอยู่ตรงนั้นเมื่อสักครู่” ขวัญแก้วตอบพร้อมชี้ไปยังจุดที่อีกฝ่ายเคยยืน ทว่าตรงนั้นมีเพียงแขกแปลกหน้าไม่กี่คนที่มองเธอด้วยสายตาไม่ไว้วางใจ
“ฉันอยู่ตรงนี้ตลอดนะคะ ไม่เห็นมีใครฝากกระเป๋ากับพนักงานคนนี้เลยค่ะ” หญิงสาวชุดเงินเดินออกมาจากอีกด้านพร้อมน้ำเสียงประหลาดใจ ดวงหน้าสวยแสร้งทำเป็นตกใจได้แนบเนียนจนขวัญแก้วเย็นวาบไปทั้งตัว
“คุณเป็นคนให้ขวัญถือกระเป๋าใบนี้เองนะคะ” ขวัญแก้วพูดออกไปทันที ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจที่อีกฝ่ายปฏิเสธอย่างหน้าตาเฉย
“ฉันเหรอคะ ฉันจะให้พนักงานแปลกหน้าถือกระเป๋าของตัวเองทำไม ในกระเป๋าฉันมีทั้งบัตร ทั้งเงินสด ทั้งเครื่องประดับ ฉันไม่ได้ประมาทขนาดนั้นหรอกค่ะ” หญิงสาวชุดเงินตอบเสียงเรียบ ก่อนจะหันไปมองแขกคนอื่นเหมือนตนเองคือฝ่ายถูกกล่าวหา
เสียงซุบซิบดังขึ้นรอบตัวขวัญแก้ว ความเย็นจากเครื่องปรับอากาศไม่อาจสู้ความหนาวที่แล่นขึ้นมาตามกระดูกสันหลัง เธอกอดกระเป๋าใบนั้นแน่นขึ้นอย่างลืมตัว ก่อนพนักงานรักษาความปลอดภัยคนหนึ่งจะขยับเข้ามา
“ขออนุญาตตรวจดูกระเป๋าใบนั้นได้ไหมครับ” เจ้าหน้าที่เอ่ยด้วยน้ำเสียงสุภาพ แต่สายตากลับมองเธอราวกับเธอเป็นผู้ต้องสงสัยไปแล้ว
“ได้ค่ะ แต่กระเป๋าใบนี้ไม่ใช่ของขวัญนะคะ” ขวัญแก้วตอบเสียงสั่น เธอยื่นกระเป๋าออกไปด้วยมือที่เย็นเฉียบ
