บทที่ 2 ตอนที่ 2 หลักฐาน
ตอนที่ 2
หลักฐาน
ดวงพรรับกระเป๋าไปเปิดต่อหน้าทุกคน ทันทีที่กล่องกำมะหยี่สีน้ำเงินเล็ก ๆ ถูกหยิบออกมา เสียงฮือฮาก็ดังขึ้นราวกับคลื่น ขวัญแก้วหน้าซีดเมื่อกล่องถูกเปิดออก และสร้อยเพชรเส้นงามที่หายไปนอนอยู่ข้างในอย่างชัดเจน
“ไม่จริงนะคะ ขวัญไม่รู้เรื่อง ขวัญไม่ได้เอาไปจริง ๆ” ขวัญแก้วรีบพูด น้ำเสียงของเธอสั่นพร่า หัวใจเต้นแรงจนเจ็บหน้าอก
“หลักฐานอยู่ในกระเป๋าที่เธอถือ แล้วยังจะบอกว่าไม่รู้อีกเหรอ” ดวงพรถามด้วยเสียงแข็ง ใบหน้าของหัวหน้างานซีดเพราะกลัวความเสียหายจะลามมาถึงตัวเอง
“มีคนฝากกระเป๋าไว้กับขวัญจริง ๆ ค่ะ ขวัญไม่ได้เปิดดู ขวัญไม่รู้ว่าในนั้นมีอะไร” ขวัญแก้วพยายามอธิบาย ดวงตาคลอด้วยน้ำตา แต่เธอฝืนไม่ให้มันไหลลงมา
“คนจนบางคนก็พูดแบบนี้ทุกคนแหละค่ะ ตอนถูกจับได้ก็อ้างว่าไม่รู้เรื่อง” แขกหญิงคนหนึ่งพูดขึ้นเบา ๆ แต่ดังพอให้คนรอบข้างได้ยิน
คำว่า “คนจน” เหมือนเข็มร้อนแทงลงกลางอก ขวัญแก้วเม้มปากแน่น เธออยากตะโกนบอกทุกคนว่าเธอจนก็จริง แต่ไม่เคยคิดขโมยของใคร ทว่ารอบตัวมีแต่สายตาตัดสินก่อนฟังคำอธิบาย ไม่มีใครมองเธอเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่อาจถูกใส่ร้าย ทุกคนมองเธอเป็นเพียงพนักงานชั่วคราวต่ำต้อยที่มีโอกาสแตะต้องของราคาแพงแล้วอาจเกิดความโลภ
“เกิดอะไรขึ้น” เสียงทุ้มต่ำของผู้ชายคนหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง น้ำเสียงนั้นไม่ได้ดังมาก แต่กลับทำให้เสียงซุบซิบทั้งห้องค่อย ๆ เงียบลงอย่างน่าประหลาด
ขวัญแก้วหันไปมองตามทุกคน แล้วลมหายใจของเธอก็สะดุด
ปริญเดินเข้ามากลางวงด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง ดวงตาคมกริบกวาดมองสถานการณ์เพียงชั่วครู่ก็ทำให้คนรอบข้างขยับถอยออกโดยไม่ต้องมีใครสั่ง เขาไม่แสดงความตกใจ ไม่แสดงความโกรธ แต่ความเย็นชาที่แผ่ออกมาจากตัวเขากลับกดดันจนขวัญแก้วแทบหายใจไม่ทั่วท้อง
“คุณปริญคะ สร้อยเพชรของคุณหญิงอาภาหายค่ะ แล้วพบอยู่ในกระเป๋าที่พนักงานคนนี้ถืออยู่” ดวงพรรีบรายงานเสียงสั่น พร้อมก้มศีรษะอย่างหวาดกลัว
“กระเป๋าของใคร” ปริญถามสั้น ๆ สายตาของเขาหยุดอยู่ที่ขวัญแก้วเพียงเสี้ยววินาที ก่อนมองไปยังกล่องกำมะหยี่ในมือดวงพร
“ขวัญไม่ทราบค่ะ มีแขกผู้หญิงฝากไว้กับขวัญ แต่เธอปฏิเสธว่าไม่ได้ฝาก” ขวัญแก้วตอบทันที เธอพยายามรวบรวมความกล้าเพื่อสบตาเขา แม้สายตาของเขาจะเย็นจนทำให้เธอรู้สึกเหมือนถูกมองทะลุถึงความผิดที่เธอไม่ได้ทำ
“ชื่ออะไร” ปริญถามต่อ ดวงตาคมยังคงนิ่งสนิท
“ขวัญแก้วค่ะ” เธอตอบเสียงเบา มือทั้งสองข้างกำเข้าหากันแน่นจนเล็บจิกฝ่ามือ
“ฉันถามชื่อคนที่ฝากกระเป๋า ไม่ได้ถามชื่อเธอ” ปริญพูดเรียบ ๆ แต่ถ้อยคำของเขากลับเหมือนคมมีดบางเฉียบที่กรีดผ่านความอับอายของเธอต่อหน้าคนทั้งห้อง
ใบหน้าของขวัญแก้วร้อนผ่าว เธอกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก ก่อนจะตอบด้วยเสียงที่เบาลงกว่าเดิม
“ขวัญไม่ทราบชื่อค่ะ เธอสวมชุดราตรีสีเงิน ยืนอยู่ตรงนั้นเมื่อครู่” ขวัญแก้วอธิบายพลางมองไปยังหญิงสาวชุดเงินที่ยืนกอดอกอยู่ด้านหลังกลุ่มแขก
“ฉันไม่ได้ฝากค่ะคุณปริญ ฉันไม่รู้จักพนักงานคนนี้ด้วยซ้ำ” หญิงสาวชุดเงินรีบพูดด้วยท่าทีเสียหาย มือข้างหนึ่งยกแตะอกอย่างมีจริต
ปริญหันไปมองหล่อนเพียงครู่เดียว สายตาเย็นชาของเขาทำให้หญิงสาวชุดเงินชะงักไปเล็กน้อย ก่อนที่เขาจะหันกลับมาหาขวัญแก้วอีกครั้ง
“มีพยานไหม” เขาถามเสียงนิ่ง
“ไม่มีค่ะ ตอนนั้นแขกเดินไปมา ขวัญรับกระเป๋าไว้เพราะเธอสั่งให้ถือ ขวัญคิดว่าจะคืนให้ทันที ไม่ได้คิดว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้” ขวัญแก้วตอบตรงไปตรงมา น้ำตาเริ่มเอ่อขึ้นจนภาพตรงหน้าพร่า แต่เธอยังฝืนยืนหลังตรง
“คิด?” ปริญทวนคำด้วยน้ำเสียงต่ำลงเล็กน้อย “งานของพนักงานโรงแรมคือทำตามกฎ ไม่ใช่คิดเองว่าควรรับของส่วนตัวของแขกหรือไม่”
“ขวัญผิดที่รับกระเป๋าค่ะ แต่ขวัญไม่ได้ขโมยสร้อย ขวัญขอยืนยันด้วยชีวิตของขวัญเลยค่ะ” ขวัญแก้วพูดเต็มเสียงขึ้น น้ำตาเม็ดหนึ่งหล่นลงบนแก้ม แต่แววตาของเธอกลับมั่นคงกว่าที่ปริญคาด
ปริญมองเธอนิ่งนาน ผู้หญิงตรงหน้าไม่ได้แต่งตัวหรู ไม่มีเครื่องประดับ ไม่มีอะไรที่ควรทำให้เขาต้องสนใจ แต่ดวงตาที่คลอด้วยน้ำตาคู่นั้นกลับไม่ได้วอนขออย่างคนจนตรอก มันเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและศักดิ์ศรีบางอย่างที่ทำให้เขาหงุดหงิดอย่างไร้เหตุผล
“รักษาความปลอดภัย ปิดทางออกทุกทาง ตรวจกล้องวงจรปิดย้อนหลังตั้งแต่สร้อยหายจนถึงตอนนี้” ปริญสั่งเสียงเรียบโดยไม่ละสายตาจากขวัญแก้ว
“ครับคุณปริญ” เจ้าหน้าที่รับคำอย่างรวดเร็ว ก่อนจะรีบกระจายตัวออกไป
“ระหว่างนี้ให้พนักงานคนนี้อยู่ตรงนี้ ห้ามออกไปไหน” ปริญสั่งต่อ น้ำเสียงของเขายังคงเย็นชาไร้ความรู้สึก
“ค่ะคุณปริญ” ดวงพรรับคำทันที ก่อนหันมามองขวัญแก้วด้วยสายตาตำหนิรุนแรง
ขวัญแก้วรู้สึกเหมือนพื้นใต้เท้ากำลังยุบลงทีละน้อย เธอยืนอยู่กลางห้องบอลรูมที่เคยงดงาม ท่ามกลางสายตาของผู้คนที่มองเธอเหมือนสิ่งสกปรกปนเปื้อนงานหรู เธออยากหายไปจากตรงนี้ อยากกลับบ้านไปหาแม่ อยากร้องไห้ให้หมดแรง แต่ศักดิ์ศรีที่เหลืออยู่บังคับให้เธอยืนตรงและไม่ก้มหน้าหนีความจริง
เวลาผ่านไปไม่ถึงสิบนาที แต่สำหรับขวัญแก้วมันยาวนานราวกับทั้งคืน เธอได้ยินเสียงกระซิบรอบตัวเป็นระยะ บ้างว่าเธอน่าสงสาร บ้างว่าหน้าตาดีไม่น่าทำตัวแบบนี้ บ้างก็หัวเราะเบา ๆ ราวกับเรื่องชีวิตของเธอเป็นละครฉากหนึ่งที่ช่วยเพิ่มรสชาติให้งานเลี้ยงน่าเบื่อน้อยลง
ปริญยืนรอผลอยู่ไม่ไกล เขาคุยกับผู้จัดการโรงแรมสองสามประโยค ก่อนจะรับแท็บเล็ตจากเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ดวงตาคมกวาดดูภาพจากกล้องวงจรปิดอย่างรวดเร็ว สีหน้าของเขาไม่เปลี่ยนแม้แต่น้อย แต่บรรยากาศรอบตัวกลับเย็นลงจนคนใกล้ ๆ ไม่กล้าส่งเสียง
ขวัญแก้วเผลอมองเขาอย่างลุ้นระทึก หัวใจของเธอเต้นแรงขึ้นเมื่อเห็นปลายนิ้วของปริญหยุดที่หน้าจอ เขาดูภาพบางช่วงซ้ำสองครั้ง ก่อนหันไปพูดกับเจ้าหน้าที่เสียงต่ำ
“ขยายภาพตรงมุมซ้าย ใกล้เสา”
เจ้าหน้าที่รีบทำตาม ภาพในจอเผยให้เห็น หญิงสาวชุดเงินเดินเข้ามาหาขวัญแก้วจริง ๆ แม้จะอยู่ในมุมไกล แต่ภาพขณะหล่อนยื่นกระเป๋าให้พนักงานสาวถือไว้ปรากฏอย่างชัดเจน หลังจากนั้นไม่นาน หญิงสาวคนเดียวกันก็เดินอ้อมไปอีกด้านของห้อง แล้วยืนรวมกับกลุ่มเพื่อนราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เสียงฮือฮาดังขึ้นอีกครั้งเมื่อปริญสั่งให้ฉายภาพขึ้นจอเล็กสำหรับทีมงานบางส่วน หญิงสาวชุดเงินหน้าซีดในทันที ก่อนพยายามยิ้มกลบเกลื่อน
“ฉันแค่ฝากกระเป๋าไว้จริงค่ะ แต่ฉันไม่รู้ว่าสร้อยเข้าไปอยู่ในนั้นได้ยังไงนะคะ อาจเป็นพนักงานคนนี้ก็ได้ที่ใส่เข้าไปทีหลัง” หล่อนรีบแก้ตัว น้ำเสียงเริ่มสั่นจนปิดไม่มิด
“กล้องอีกตัวจับภาพตอนคุณเปิดกระเป๋าหลังม่านก่อนนำไปให้พนักงานถือ และสร้อยอยู่ในมือคุณในตอนนั้น” ปริญพูดขึ้นอย่างเย็นเยียบ แต่ละคำชัดเจนจนทุกคนเงียบกริบ
หญิงสาวชุดเงินอ้าปากค้าง สีหน้าซีดขาวราวกับกระดาษ ขวัญแก้วเองก็ชะงักไปเช่นกัน เธอไม่ได้ดีใจทันทีที่ความจริงปรากฏ เพราะความอับอายที่ถูกเหยียบย่ำต่อหน้าคนทั้งห้องยังคงกดอยู่กลางอกหนักอึ้ง
“คุณปริญคะ ฉันอธิบายได้ค่ะ ฉันแค่ล้อเล่น ไม่ได้คิดว่าจะเป็นเรื่องใหญ่” หญิงสาวชุดเงินรีบพูด น้ำเสียงแหลมขึ้นด้วยความตื่นตระหนก
“การใส่ร้ายพนักงานของโรงแรมผมต่อหน้าแขกทั้งงานไม่ใช่เรื่องล้อเล่น” ปริญตอบอย่างไร้อารมณ์ ดวงตาของเขาเย็นจัดจนอีกฝ่ายไม่กล้าขยับ
“แต่เธอเป็นแค่พนักงานชั่วคราวเองนะคะ ฉันไม่ได้ตั้งใจทำให้โรงแรมเสียหาย แค่เห็นเธอทำท่าทางน่าสงสัยก็เลย...” หญิงสาวชุดเงินพยายามพูดต่อ แต่คำว่า “แค่พนักงานชั่วคราว” ทำให้ขวัญแก้วเจ็บลึกกว่าคำกล่าวหาว่าขโมยเสียอีก
“พอ” ปริญตัดบทด้วยเสียงต่ำ ทว่าทรงอำนาจพอให้หญิงสาวคนนั้นหุบปากทันที “เชิญคุณออกจากงาน และฝ่ายกฎหมายของโรงแรมจะติดต่อไปเรื่องความเสียหายทั้งหมด รวมถึงคำขอโทษอย่างเป็นทางการต่อพนักงานของเรา”
ขวัญแก้วเงยหน้ามองเขาอย่างไม่คาดคิด หัวใจที่ถูกบีบแน่นเหมือนมีอากาศไหลเข้ามาเพียงเล็กน้อย เธอไม่คิดว่าคนอย่างปริญจะพูดคำว่า “พนักงานของเรา” ในสถานการณ์ที่เธอถูกทุกคนมองต่ำต้อยเช่นนี้
“คุณปริญคะ อย่าทำถึงขนาดนั้นเลยค่ะ ฉันรู้จักคุณหญิงมาลินีนะคะ” หญิงสาวชุดเงินพยายามยกชื่อผู้ใหญ่ขึ้นมาอ้าง ดวงหน้าสวยเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
“ถ้ารู้จักแม่ผม คุณก็ควรรู้ว่าท่านเกลียดคนทำลายชื่อเสียงโรงแรมมากแค่ไหน” ปริญตอบเสียงเรียบ ก่อนหันไปพยักหน้าให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย
