บทที่ 4 ตอนที่ 3 (60%)

“ค่ะ เพราะแม่ป่วย และที่บ้านต้องใช้เงิน” ขวัญแก้วตอบ มือที่กุมกันอยู่ข้างหน้าบีบแน่นขึ้นเล็กน้อย

“ทุกคนก็มีเหตุผลเรื่องเงินทั้งนั้น” ปริญพูดขึ้นเรียบ ๆ น้ำเสียงไม่บ่งบอกว่าเห็นใจหรือดูถูก แต่ขวัญแก้วกลับรู้สึกเหมือนเขากำลังผลักเธอไปรวมกับคนบางประเภทในความทรงจำของเขา

“แต่เหตุผลเรื่องเงินไม่ได้แปลว่าทุกคนจะยอมขายศักดิ์ศรีนะคะ” ขวัญแก้วสวนกลับทันที ก่อนจะชะงักเมื่อรู้ตัวว่าพูดกับผู้บริหารสูงสุดของโรงแรมด้วยน้ำเสียงตรงเกินไป

ปริญเงยหน้าขึ้นช้า ๆ ดวงตาคมจับอยู่บนใบหน้าของเธออีกครั้ง ความเงียบในห้องหนักอึ้งขึ้นทันที

“เธอกล้าพูดกับฉันแบบนี้ เพราะคิดว่าฉันเพิ่งช่วยพิสูจน์ว่าเธอไม่ได้ขโมยของใช่ไหม” เขาถามเสียงต่ำ

“ขวัญขอบคุณที่คุณปริญตรวจกล้องและคืนความจริงให้ขวัญค่ะ แต่ขวัญไม่ได้คิดว่าตัวเองมีสิทธิ์พูดจาเสียมารยาท ขวัญเพียงอยากบอกว่าคนที่ไม่มีเงิน ไม่ได้แปลว่าไม่มีเกียรติ” ขวัญแก้วตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนลง เธอก้มศีรษะเล็กน้อย แต่ไม่ได้หลบตาอย่างขลาดกลัว

ประโยคนั้นทำให้บางสิ่งในดวงตาปริญไหววูบ ทว่ามันหายไปเร็วมากจนขวัญแก้วไม่แน่ใจว่าตนเองเห็นจริงหรือคิดไปเอง

“เกียรติเป็นของหรูสำหรับคนที่มีทางเลือก” ปริญพูดเสียงเบาลง แต่ถ้อยคำกลับเย็นเฉียบอย่างน่าประหลาด

“งั้นขวัญคงต้องรักษาของหรูชิ้นเดียวที่ขวัญมีไว้ให้ดีที่สุดค่ะ” เธอตอบอย่างเงียบงัน น้ำเสียงของเธอไม่ประชด แต่หนักแน่นจนปริญนิ่งไปอีกครั้ง

ชั่วขณะหนึ่ง ห้องรับรองเล็ก ๆ เงียบสนิท มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศและเสียงหัวใจของขวัญแก้วที่เต้นแรงจนเธอได้ยินเอง ปริญมองเธอเหมือนกำลังพยายามตัดสินว่าผู้หญิงตรงหน้าโง่หรือกล้ากันแน่ ส่วนขวัญแก้วก็ยืนรับสายตาเขาอย่างคนที่ไม่มีอะไรจะเสียไปมากกว่านี้แล้ว

เสียงเคาะประตูดังขึ้นเบา ๆ ก่อนดวงพรจะเปิดประตูเข้ามาด้วยท่าทีกระวนกระวาย

“ขอโทษค่ะคุณปริญ เอกสารสรุปรายชื่อแขก วีไอพีที่ต้องให้คุณปริญเซ็นก่อนส่งให้ฝ่ายสื่ออยู่ที่นี่ค่ะ แล้วอีกสิบห้านาทีคุณอรณิชาขอพบที่ห้องสวีตชั้นบนค่ะ” ดวงพรพูดเร็ว ๆ พลางวางแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะ

ชื่อ “อรณิชา” ทำให้สีหน้าปริญเย็นลงอย่างเห็นได้ชัด ขวัญแก้วสังเกตเห็นเพียงเล็กน้อยก่อนรีบหลุบตาลง เธอไม่รู้ว่าผู้หญิงคนนั้นคือใคร แต่จากน้ำหนักบรรยากาศที่เปลี่ยนไป เธอเดาว่าคงไม่ใช่คนธรรมดาในชีวิตเขา

“ให้คนเอาเอกสารขึ้นไปที่ห้องผม” ปริญสั่ง สั้น ๆ

“ตอนนี้พนักงานเอกสารติดจัดการเรื่องสื่อด้านล่างค่ะ ส่วนพนักงานจัดเลี้ยงก็ขาดคน ถ้าจะให้เร็ว...” ดวงพรเหลือบมองขวัญแก้วเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ “ให้ขวัญเอาขึ้นไปให้ไหมคะ เธอต้องกลับเข้าพื้นที่งานอยู่แล้ว และเอกสารอยู่ในซองปิดผนึกค่ะ”

ขวัญแก้วเงยหน้าทันที เธอไม่อยากเข้าใกล้ปริญมากไปกว่านี้ ไม่อยากเดินเข้าไปในพื้นที่ส่วนตัวของผู้ชายที่เพียงแค่มองก็ทำให้เธอรู้สึกเหมือนถูกควบคุมลมหายใจ แต่เธอไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธง่าย ๆ

ปริญมองเธอครู่หนึ่ง ก่อนหยิบปากกาเซ็นเอกสารสองสามแผ่นอย่างรวดเร็ว แล้วใส่แฟ้มทั้งหมดลงในซองหนังสีดำ

“เอาขึ้นไปส่งที่ห้องเพนต์เฮาส์ชั้นห้าสิบสอง ให้กับเลขาของฉัน ถ้าไม่เจอเลขา ให้วางไว้บนโต๊ะทำงานด้านนอก ห้ามเปิด ห้ามแวะที่ไหน และครั้งนี้อย่าให้ใครฝากอะไรไว้ในมืออีก” ปริญสั่งเสียงนิ่ง พร้อมยื่นซองเอกสารให้เธอ

ขวัญแก้วรับซองหนังมาถือไว้แน่น ความร้อนผ่าวแล่นขึ้นใบหน้าเมื่อถูกเขาตอกย้ำความผิดพลาดเดิม แต่เธอทำได้เพียงก้มศีรษะรับคำ

“ค่ะ ขวัญจะนำไปส่งเดี๋ยวนี้ค่ะ” เธอตอบอย่างสุภาพ แล้วหมุนตัวเดินออกจากห้องทันที

ปริญมองตามแผ่นหลังบอบบางไปจนประตูปิดลง เขาไม่เข้าใจว่าทำไมผู้หญิงคนนั้นถึงทำให้ความเงียบในอกเขาไม่เหมือนเดิม ดวงตาที่เจ็บแต่ไม่ยอมแพ้ของเธอติดอยู่ในความคิดอย่างน่ารำคาญ เขาเกลียดความรู้สึกแบบนี้ เกลียดทุกอย่างที่ทำให้เขานึกถึงผู้หญิงคนหนึ่งในอดีต ผู้หญิงที่เคยทำให้พ่อของเขาลืมครอบครัว ลืมแม่ และทิ้งรอยแผลไว้ในใจเขาตั้งแต่วัยเยาว์

สำหรับปริญ ผู้หญิงที่ดูอ่อนหวานมักซ่อน ความต้องการไว้เสมอ บางคนต้องการเงิน บางคนต้องการฐานะ บางคนต้องการโอกาส และบางคนก็ฉลาดพอจะทำตัวน่าสงสารจนผู้ชายหลงเชื่อ เขาจึงไม่เคยปล่อยให้ความน่าสงสารของใครมาทำให้ตนเองอ่อนแอ แต่ขวัญแก้วไม่เหมือนผู้หญิงพวกนั้น หรือบางทีเธออาจแค่แสดงเก่งกว่าคนอื่นความคิดนั้นทำให้ปริญยิ้มหยันกับตัวเอง ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมารับสายที่ดังเข้ามาพอดี

“ว่าไงอรณิชา” เขากรอกเสียงลงไปเย็นชา ดวงตาคมมองเงาสะท้อนของตัวเองในกระจกอย่างไร้อารมณ์

“ปริญ คุณปล่อยให้ฉันรอในห้องคุณมาสิบห้านาทีแล้วนะคะ คืนนี้เราเป็นคู่หมั้นกันในสายตาผู้ใหญ่ แต่คุณกลับทำเหมือนฉันเป็นแขกธรรมดาคนหนึ่ง” เสียงหญิงสาวปลายสายดังชัดเจนแม้ปริญไม่ได้เปิดลำโพง น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความไม่พอใจ

“ผมไม่เคยบอกว่าเราเป็นคู่หมั้นกัน ผมบอกแค่ผู้ใหญ่คุยเรื่องผลประโยชน์ทางธุรกิจ” ปริญตอบ เรียบ ๆ ไม่มีความอ่อนโยนแม้เพียงเศษเสี้ยว

“คุณนี่เย็นชาได้เสมอต้นเสมอปลายจริง ๆ นะคะ ระวังเถอะ วันหนึ่งผู้หญิงที่คุณดูถูกนักหนาจะเป็นคนทำให้คุณเจ็บเอง” อรณิชาประชดด้วยน้ำเสียงแข็ง

“ถ้าคุณไม่มีเรื่องสำคัญ ผมจะวาง” ปริญพูดตัดบทอย่างไม่สนใจคำเหน็บแนม

“ขึ้นมาคุยกับฉันเดี๋ยวนี้ค่ะ ไม่อย่างนั้นฉันจะลงไปพูดกับนักข่าวเองว่าโครงการคืนนี้ไม่ได้สวยหรูอย่างที่คุณประกาศ” อรณิชาขู่เสียงต่ำ แฝงความมั่นใจว่าตนเองยังถือไพ่เหนือกว่า

ดวงตาของปริญเข้มขึ้น เขาไม่ชอบถูกขู่ ไม่ว่าจากใครทั้งนั้น

“ผมกำลังขึ้นไป” เขาตอบเพียงเท่านั้น ก่อนกดวางสายด้วยสีหน้าเย็นเยียบ

อีกด้านหนึ่ง ขวัญแก้วก้าวออกจากลิฟต์ชั้นห้าสิบสองอย่างระมัดระวัง พื้นที่ชั้นบนสุดเงียบและหรูหรายิ่งกว่าด้านล่างหลายเท่า ผนังประดับด้วยงานศิลปะราคาแพง พรมหนานุ่มจนเสียงฝีเท้าแทบหายไปในความเงียบ เธอเดินตามป้ายบอกทางไปยังห้องเพนต์เฮาส์ผู้บริหาร มือทั้งสองถือซองหนังแน่นราวกับกลัวมันจะหายไปจากมือแล้วเกิดเรื่องขึ้นอีก

หน้าประตูบานใหญ่มีโต๊ะเลขานุการตั้งอยู่ แต่กลับไม่มีใครนั่ง ขวัญแก้วหยุดยืนลังเล เธอมองซ้ายมองขวาอย่างไม่แน่ใจ ก่อนนึกถึงคำสั่งของปริญว่า ถ้าไม่เจอเลขา ให้วางไว้บนโต๊ะทำงานด้านนอก เธอจึงวางซองหนังลงอย่างระมัดระวัง แล้วเตรียมหันกลับ

แต่เสียงโต้เถียงจากด้านในทำให้เธอชะงัก

“คุณคิดว่าฉันไม่รู้เหรอคะว่าคืนนี้คุณมองพนักงานคนนั้นยังไง” เสียงผู้หญิงดังลอดออกมาจากประตูที่ปิดไม่สนิท น้ำเสียงเต็มไปด้วยความหึงหวงและดูแคลน

ขวัญแก้วตัวแข็ง เธอรู้ทันทีว่าควรถอยออกไป แต่เท้ากลับเหมือนถูกตรึงอยู่กับที่เมื่อได้ยินประโยคต่อมา

“อย่าลากคนไม่เกี่ยวเข้ามาในเกมของคุณ อรณิชา” เสียงปริญตอบกลับเย็นจัดจนขวัญแก้วรู้สึกได้ถึงแรงกดดันแม้ยืนอยู่นอกห้อง

“ไม่เกี่ยวเหรอคะ ผู้หญิงหน้าหวาน ทำท่าทางน่าสงสารแบบนั้นแหละที่ผู้ชายชอบ คุณอาจไม่รู้ตัว แต่สายตาคุณตอนมองเธอไม่เหมือนมองพนักงานคนอื่น” อรณิชาพูดด้วยความไม่พอใจ เสียงส้นรองเท้ากระทบพื้นดังใกล้ประตูขึ้นเรื่อย ๆ

“คุณกำลังพูดเพ้อเจ้อ” ปริญตอบด้วยน้ำเสียงเบื่อหน่าย แต่ความเย็นในคำพูดกลับทำให้ขวัญแก้วใจเต้นแรงอย่างไม่เข้าใจ

“ฉันเพ้อเจ้อ หรือคุณไม่กล้ายอมรับกันแน่ ปริญ คุณไม่เคยรักใคร คุณรักแต่อำนาจของตัวเอง แล้วก็ระวังไว้เถอะ สักวันความเย็นชาของคุณจะทำให้คุณไม่เหลือใครเลย” อรณิชาพูดเสียงสั่น ก่อนประตูด้านในจะถูกเปิดออกอย่างแรง

ขวัญแก้วสะดุ้งและถอยหลังทันที ทว่าไม่ทันแล้ว อรณิชาในชุดราตรีสีแดงเข้มก้าวออกมาเผชิญหน้ากับเธอพอดี ดวงตาคมสวยของอีกฝ่ายตวัดมองซองเอกสารบนโต๊ะ ก่อนเลื่อนมาที่ใบหน้าของขวัญแก้วอย่างเหยียดหยัน

“อ้อ พนักงานคนนี้นี่เอง” อรณิชาพูดช้า ๆ รอยยิ้มเย็นปรากฏบนริมฝีปาก “ขึ้นมาถึงชั้นส่วนตัวของผู้บริหารเร็วดีนะคะ”

“ขวัญนำเอกสารมาส่งตามคำสั่งคุณปริญค่ะ วางไว้บนโต๊ะแล้ว ขวัญขอตัวนะคะ” ขวัญแก้วตอบอย่างสุภาพ เธอก้มศีรษะและพยายามเดินเลี่ยงออกไป

“เดี๋ยว” อรณิชาเรียกเสียงแข็ง พลางก้าวมาขวางทาง “จำไว้นะ ผู้หญิงบางคนอาจใช้ความน่าสงสารเป็นบันไดปีนขึ้นที่สูงได้ แต่ที่สูงแบบนี้ลมแรง ถ้าตกลงไปจะเจ็บกว่าเดิมหลายเท่า”

ขวัญแก้วเงยหน้าขึ้นช้า ๆ ความเหนื่อย ความอับอาย และความเจ็บจากทั้งคืนรวมตัวกันเป็นความนิ่งสงบที่ทำให้เธอไม่อยากก้มหน้าหนีอีก

“ขวัญไม่เคยคิดปีนขึ้นที่สูงของใครค่ะ ขวัญแค่มาทำงาน หาเงินกลับไปดูแลแม่ ถ้าการทำงานของขวัญทำให้คุณเข้าใจผิด ขวัญขอโทษ แต่ขวัญไม่ได้มีเจตนาอย่างที่คุณกล่าวหา” เธอตอบด้วยน้ำเสียงสุภาพ แต่แววตาไม่หลบเลี่ยง

อรณิชาชะงัก เหมือนไม่คาดคิดว่าพนักงานตัวเล็ก ๆ จะกล้าตอบกลับด้วยถ้อยคำหนักแน่นเช่นนี้

“ปากดี” อรณิชาพูดเสียงต่ำ ดวงตาวาวโรจน์

“เธอควรลงไปได้แล้ว” เสียงปริญดังขึ้นจากด้านใน ก่อนเขาจะเดินออกมาหยุดอยู่หลังอรณิชา ใบหน้าคมเคร่งขรึม ดวงตาอ่านไม่ออกว่ามองใครกันแน่

บทก่อนหน้า
บทถัดไป