บทที่ 5 ตอนที่ 3 (80%)

ขวัญแก้วก้มศีรษะให้เขาทันที

“ค่ะ ขวัญขอตัวค่ะ” เธอกล่าวแล้วรีบหมุนตัวเดินไปทางลิฟต์ หัวใจเต้นเร็วราวกับเพิ่งวิ่งหนีบางสิ่งที่มองไม่เห็น

“ปกป้องเธอเหรอคะ” อรณิชาถามเสียงเย็นทันทีที่ขวัญแก้วเดินห่างออกไป

“ผมไม่ได้ปกป้องใคร ผมแค่ไม่ชอบให้คนสร้างเรื่องไร้สาระในพื้นที่ของผม” ปริญตอบเสียงเรียบ แต่สายตาของเขากลับมองตามแผ่นหลังของขวัญแก้วไปจนเธอก้าวเข้าลิฟต์

ขวัญแก้วกดปุ่มชั้นล่าง มือของเธอสั่นน้อย ๆ เมื่อประตูลิฟต์ค่อย ๆ ปิดลง ภาพสุดท้ายที่เธอเห็นคือปริญยืนอยู่หน้าห้องเพนต์เฮาส์ ท่ามกลางแสงไฟสลัว ดวงตาคมของเขาจับอยู่ที่เธอเหมือนมีคำถามบางอย่างที่ยังไม่ได้เอ่ยออกมา

ลิฟต์เคลื่อนลงอย่างเงียบเชียบ แต่หัวใจของขวัญแก้วยังคงเต้นแรงไม่หยุด เธอบอกตัวเอง            ซ้ำ ๆ ว่าผู้ชายคนนั้นอันตรายเกินไป อันตรายทั้งด้วยสายตา คำพูด และความเย็นชาที่เหมือนจะผลักคนออกไป แต่กลับดึงดูดให้คนเผลออยากรู้ว่าภายใต้เกราะน้ำแข็งนั้นมีบาดแผลอะไรซ่อนอยู่

เมื่อกลับมาถึงชั้นจัดเลี้ยง ขวัญแก้วยังไม่ทันได้ก้าวเข้าไปในห้องบอลรูม ดวงพรก็รีบเดินเข้ามาหาเธอพร้อมสีหน้าตึงเครียด

“ขวัญ คุณปริญสั่งให้เธอขึ้นไปใหม่” ดวงพรบอกเร็ว ๆ พลางยื่นแฟ้มอีกชุดให้เธอ

“ขึ้นไปใหม่เหรอคะ” ขวัญแก้วถามอย่างตกใจ หัวใจที่เพิ่งเริ่มสงบกลับเต้นแรงอีกครั้ง

“ใช่ เอกสารชุดนี้ต้องให้เขาเซ็นเพิ่ม เลขาเขายังลงมารับแขกด้านล่างอยู่ เธอเพิ่งขึ้นไปเมื่อกี้ ทางคงจำได้ รีบไป อย่าให้คุณปริญรอนาน” ดวงพรพูดเหมือนไม่เปิดโอกาสให้ปฏิเสธ

“แต่พี่ดวงคะ ขวัญ...” เธอเริ่มจะค้าน แต่เมื่อเห็นสีหน้าเข้มงวดของหัวหน้า คำพูดก็จางหายไปในลำคอ

“ไม่มีแต่ งานคืนนี้วุ่นมากพอแล้ว อย่าทำให้ฉันต้องโดนตำหนิเพิ่ม” ดวงพรตัดบททันที

ขวัญแก้วรับแฟ้มเอกสารมาแนบอก เธอสูดลมหายใจลึกแล้วเดินกลับไปที่ลิฟต์อีกครั้ง ความรู้สึกเหมือนกำลังย้อนกลับไปสู่พายุที่เพิ่งหนีออกมาได้ไม่นานทำให้ปลายนิ้วเย็นเฉียบ แต่เธอไม่มีทางเลือก เธอต้องทำงานให้จบ ต้องรับค่าจ้างคืนนี้ และต้องกลับบ้านไปพร้อมเงินค่ายาของแม่

เมื่อประตูลิฟต์เปิดที่ชั้นห้าสิบสองอีกครั้ง ทางเดินเงียบสนิทจนได้ยินเสียงลมหายใจของตัวเอง ขวัญแก้วเดินไปยังหน้าห้องเพนต์เฮาส์ ทว่าโต๊ะเลขานุการยังว่างเปล่า เธอเคาะประตูเบา ๆ แต่ไม่มีเสียงตอบ เธอจึงลองเคาะอีกครั้ง

“เข้ามา” เสียงปริญดังจากด้านใน

ขวัญแก้วชะงัก เธอไม่อยากเข้าไป แต่คำสั่งนั้นชัดเจนเกินกว่าจะทำเป็นไม่ได้ยิน เธอผลักประตูเข้าไปอย่างระมัดระวัง และพบว่าปริญยืนอยู่ริมหน้าต่างกระจกบานใหญ่เพียงลำพัง สูทตัวนอกถูกถอดออก เหลือเพียงเสื้อเชิ้ตสีขาวที่ปลดกระดุมคอหนึ่งเม็ด เงาของแสงเมืองด้านนอกทำให้ใบหน้าคมดูเหนื่อยล้าและโดดเดี่ยวกว่าตอนอยู่ท่ามกลางผู้คน

“เอกสารที่ต้องเซ็นเพิ่มค่ะ” ขวัญแก้วพูดพร้อมวางแฟ้มบนโต๊ะใกล้ประตู เธอไม่กล้าเดินลึกเข้าไปมากนัก

“เอามานี่” ปริญสั่งโดยไม่หันกลับมา

ขวัญแก้วเม้มปาก ก่อนหยิบแฟ้มขึ้นมาแล้วเดินเข้าไปใกล้โต๊ะทำงานด้านใน เธอวางแฟ้มลงอย่างเบามือ แล้วถอยหลังเตรียมออกไปทันที

“รีบหนีอะไรนักหนา” ปริญถามขึ้น น้ำเสียงของเขาเรียบนิ่ง แต่กลับทำให้เธอหยุดนิ่งกลางห้อง

“ขวัญไม่ได้หนีค่ะ ขวัญแค่กลัวรบกวนเวลาคุณปริญ” เธอตอบอย่างสุภาพ ดวงตาก้มลงที่พื้นพรม

“หรือกลัวฉัน” เขาถามต่อ คราวนี้เขาหันกลับมามองเธอเต็มตา

ขวัญแก้วเงยหน้าขึ้นอย่างจำยอม ปริญยืนห่างออกไปไม่กี่ก้าว ดวงตาคมลึกของเขามีความเหนื่อยบางอย่างซ่อนอยู่ใต้ความเย็นชา กลิ่นแอลกอฮอล์ จาง ๆ ลอยมาปะทะจมูก เธอเดาว่าเขาคงดื่มไปไม่น้อย แต่ท่าทางยังคงมั่นคงจนแทบดูไม่ออก

“ขวัญไม่มีเหตุผลต้องกลัวคุณค่ะ” เธอตอบ แม้ความจริงหัวใจจะเต้นแรงจนแทบทรยศคำพูดของตัวเอง

“ผู้หญิงที่พูดว่าไม่กลัว มักเป็นคนที่กลัวที่สุด” ปริญกล่าว พลางเดินเข้ามาใกล้เธอทีละก้าว

ขวัญแก้วถอยหลังโดยไม่รู้ตัว กระทั่งแผ่นหลังเกือบชนขอบโต๊ะทำงาน เธอรีบยืนนิ่ง ไม่อยากให้เขาเห็นว่าตนเองเสียหลักเพราะสายตาของเขา

“ถ้าคุณปริญไม่มีอะไรแล้ว ขวัญขอตัวกลับไปทำงานด้านล่างนะคะ” เธอพูดด้วยน้ำเสียงที่พยายามให้มั่นคงที่สุด

“คืนนี้เธอโดนกล่าวหาว่าขโมยของ ถูกมองเหมือนคนไร้ค่า แต่ยังกลับไปทำงานต่อได้เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น” ปริญพูดช้า ๆ เขาหยุดยืนตรงหน้าเธอ ดวงตาคมจับทุกความเคลื่อนไหวบนใบหน้าหวาน “เธอเข้มแข็ง หรือแค่ชินกับการถูกเหยียบ”

คำถามนั้นกระแทกใจขวัญแก้วอย่างแรง เธอรู้สึกเหมือนเขามองทะลุเกราะบาง ๆ ที่เธอพยายามสร้างขึ้นมาตลอดคืน น้ำตาร้อนผ่าวเอ่อขึ้นอีกครั้ง แต่เธอกะพริบตาถี่ ๆ เพื่อไล่มันกลับไป

“ขวัญไม่ได้ชินกับการถูกเหยียบค่ะ ไม่มีใครควรชินกับเรื่องแบบนั้น” เธอตอบเสียงสั่นเล็กน้อย ก่อนสูดลมหายใจลึก “แต่ขวัญมีชีวิตที่ต้องรับผิดชอบ ถ้าขวัญล้มทุกครั้งที่มีคนดูถูก ขวัญคงลุกไปทำมาหากินต่อไม่ได้”

ปริญนิ่งไป ดวงตาคมที่เคยเย็นจัดเหมือนมีเงาบางอย่างพาดผ่าน เขาไม่ควรรู้สึกอะไรกับคำตอบนั้น ไม่ควรสนใจว่าผู้หญิงคนหนึ่งต้องผ่านอะไรมาบ้างเพื่อยืนอยู่ตรงหน้าเขา แต่ประโยคของเธอกลับแตะบางจุดในใจที่เขาฝังกลบไว้นาน

“ชีวิตเธอลำบากมากงั้นสิ” เขาถาม น้ำเสียงฟังดูคล้ายเยาะ แต่แผ่วกว่าครั้งก่อน

“ลำบากค่ะ แต่ขวัญไม่ได้เอาความลำบากมาแลกความสงสารจากใคร” ขวัญแก้วตอบ ดวงตาของเธอสั่นไหวแต่ไม่หลบเขา

“แล้วถ้ามีคนยื่นเงินให้เพื่อให้ชีวิตง่ายขึ้นล่ะ เธอจะรับไหม” ปริญถามเสียงต่ำ เขาก้าวเข้ามาใกล้อีกนิด ราวกับต้องการทดสอบคำตอบของเธอ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป