บทที่ 6 ตอนที่ 3 (100%)

“ถ้าเป็นค่าจ้างจากงานที่ขวัญทำ ขวัญรับค่ะ แต่ถ้าเป็นเงินที่ต้องแลกกับศักดิ์ศรี ขวัญไม่รับ” เธอตอบทันทีโดยไม่ลังเล

ปริญมองเธอนิ่ง ความเงียบระหว่างทั้งคู่ก่อตัวหนักขึ้นอย่างประหลาด เขาควรหัวเราะให้กับความซื่อที่ดูไร้เดียงสาของเธอ ควรบอกว่าคนจนที่พูดเรื่องศักดิ์ศรีมักพูดได้จนกว่าความหิวจะบีบคอ แต่เขากลับพูดไม่ออก เพราะในน้ำเสียงของขวัญแก้วไม่มีความโอ้อวด มีเพียงความจริงที่ผ่านการอดทนมาจนช้ำ

เสียงโทรศัพท์ของปริญสั่นบนโต๊ะ เขาเหลือบมองชื่อสายเรียกเข้า แล้วสีหน้าก็แข็งขึ้นทันที ขวัญแก้วเห็นเพียงชื่อ “อรณิชา” สว่างวาบบนหน้าจอก่อนเขาจะคว่ำโทรศัพท์ลงโดยไม่รับสาย

“คุณควรรับสายนะคะ เผื่อเป็นเรื่องสำคัญ” ขวัญแก้วพูดเบา ๆ เพราะไม่อยากยืนอยู่ในห้องกับเขานานเกินไป

“เธออยากออกไปจากห้องนี้มากขนาดนั้น?” ปริญถามทันที ดวงตาคมหันกลับมาจับเธออย่างไม่ปล่อย

“ค่ะ” ขวัญแก้วตอบตามตรง ก่อนจะรีบเสริมอย่างสุภาพ “ขวัญหมายถึง ขวัญควรกลับไปทำงานค่ะ”

“ตรงดี” เขาพูดเสียงเบา ริมฝีปากได้รูปคล้ายจะยิ้มแต่ไม่ใช่รอยยิ้มที่อบอุ่น “หรือแค่ยังแสดงบทผู้หญิงมีศักดิ์ศรีได้ดีอยู่”คำพูดนั้นทำให้ขวัญแก้วเจ็บแปลบ เธอมองเขาด้วยแววตาผิดหวังทั้งที่ไม่รู้ว่าตัวเองมีสิทธิ์ผิดหวังอะไรในตัวผู้ชายที่เพิ่งรู้จักกันไม่ถึงคืน

“ถ้าคุณปริญคิดว่าทุกอย่างที่ขวัญพูดเป็นการแสดง ขวัญก็คงไม่มีอะไรต้องอธิบายแล้วค่ะ” เธอกล่าวอย่างสุภาพ แต่เสียงแผ่วลงด้วยความเหนื่อยล้า

เธอก้าวถอยหลังและหันไปทางประตู ตั้งใจจะออกจากห้องให้เร็วที่สุด ก่อนที่สายตาและคำพูดของผู้ชายคนนี้จะทำให้เธอเจ็บไปมากกว่านี้ แต่เพียงไม่กี่ก้าว เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ก็ตามมาจากด้านหลัง

“ขวัญแก้ว” ปริญเรียกชื่อเธอเต็ม ๆ เป็นครั้งแรก น้ำเสียงของเขาต่ำและเข้มกว่าทุกครั้ง

หญิงสาวหยุดโดยไม่หันกลับมา มือเล็กกำสายกระโปรงแน่น ความรู้สึกบางอย่างบอกให้เธอรีบออกไป แต่ชื่อของเธอที่ออกจากปากเขากลับดึงเธอไว้เหมือนเชือกที่มองไม่เห็น

“คะ” เธอขานรับเบา ๆ ก่อนค่อย ๆ หันกลับไป

ปริญก้าวเข้ามาใกล้เร็วเกินกว่าที่เธอจะตั้งตัวทัน มือใหญ่คว้าข้อมือของเธอไว้ ไม่แรงถึงขั้นเจ็บ แต่แน่นพอให้ลมหายใจของเธอสะดุด ความร้อนจากฝ่ามือเขาซึมผ่านผิวจนหัวใจขวัญแก้วเต้นผิดจังหวะ เธอเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างตกใจ

“อย่ามองฉันด้วยสายตาแบบนั้น” ปริญพูดเสียงต่ำ ดวงตาคมจับอยู่บนใบหน้าเธอใกล้จนเธอมองเห็นเงาของตัวเองในแววตาเขา

“สายตาแบบไหนคะ” ขวัญแก้วถามเสียงแผ่ว เธอพยายามดึงข้อมือกลับ แต่เขายังไม่ปล่อย

“เหมือนฉันเป็นคนเลวที่เพิ่งทำร้ายเธอ” เขาตอบ น้ำเสียงของเขายากจะอ่านว่าโกรธหรือเจ็บ

ขวัญแก้วมองเขานิ่ง หัวใจเต้นแรงจนเสียงแทบดังออกมา เธอไม่เข้าใจผู้ชายตรงหน้าเลย เขาเย็นชา ดูถูก ผลักไส แต่กลับไม่ยอมให้เธอมองเขาเหมือนคนใจร้าย ทั้งที่ถ้อยคำของเขาทำให้เธอเจ็บซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอดคืน

“คุณปริญไม่ได้ทำร้ายขวัญหรอกค่ะ” เธอพูดช้า ๆ น้ำเสียงสั่นน้อย ๆ “คุณแค่พูดในสิ่งที่คุณคิด และขวัญก็แค่จำไว้ว่าคนอย่างขวัญควรยืนอยู่ตรงไหน”

ปลายนิ้วของปริญกระตุกเบา ๆ บนข้อมือเธอ ประโยคนั้นไม่ได้ด่าทอ ไม่ได้ประชดรุนแรง แต่มันกลับทำให้เขารู้สึกเหมือนถูกผลักออกไป ทั้งที่เขาเป็นฝ่ายจับเธอไว้

“เธอคิดว่าตัวเองอยู่ต่ำกว่าฉัน?” เขาถามเสียงพร่าเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว

“ขวัญไม่ได้คิดค่ะ แต่โลกของคุณปริญกับโลกของขวัญต่างกันมากจนไม่จำเป็นต้องคิดเลย” เธอตอบ ดวงตาหวานมีน้ำใสคลออยู่ แต่เธอยังไม่ปล่อยให้มันไหล

ความเงียบถาโถมลงมาระหว่างทั้งคู่ ปริญมองเธอราวกับกำลังต่อสู้กับบางสิ่งในตัวเอง ส่วนขวัญแก้วรู้สึกเหมือนอากาศในห้องบางลงทุกขณะ กลิ่นแอลกอฮอล์จาง ๆ กลิ่นน้ำหอมเย็น ๆ ของเขา และแรงกดจากสายตาคมลึก ทำให้เธอรู้สึกอันตรายอย่างประหลาด อันตรายไม่ใช่เพราะเขาจะทำร้ายเธอ แต่เพราะบางส่วนในใจเธอกำลังหวั่นไหวกับผู้ชายที่ไม่ควรเข้าใกล้ที่สุด

“ปล่อยขวัญเถอะค่ะ” เธอเอ่ยในที่สุด น้ำเสียงอ่อนลงจนเกือบเป็นคำขอร้อง

ปริญไม่ปล่อยทันที เขายังคงมองเธออยู่เช่นนั้น เหมือนกำลังถามตัวเองว่าทำไมข้อมือเล็ก ๆ ในมือถึงทำให้เขาไม่อยากคลายออก ทั้งที่เขาไม่เคยรั้งผู้หญิงคนไหนไว้โดยไม่มีเหตุผล

เสียงโทรศัพท์สั่นขึ้นอีกครั้งบนโต๊ะ ทำลายความเงียบที่กำลังบีบหัวใจทั้งคู่ ปริญหลุบตาลงมองข้อมือของเธอ ก่อนค่อย ๆ ปล่อยมืออย่างช้า ๆ ราวกับเพิ่งรู้ตัวว่าตนเองทำอะไรลงไป

ขวัญแก้วรีบก้าวถอยหลังหนึ่งก้าว เธอจับข้อมือตัวเองไว้แน่น รอยอุ่นจากมือเขายังคงติดอยู่บนผิวจนทำให้ใจสั่นอย่างน่ากลัว

“ขวัญขอตัวนะคะ” เธอพูดเบา ๆ แล้วหมุนตัวเดินไปที่ประตูโดยไม่รอคำอนุญาตอีก

คราวนี้ปริญไม่ได้เรียกเธอไว้ เขายืนมองแผ่นหลังของหญิงสาวจนประตูปิดลงช้า ๆ ความเงียบกลับเข้ามาแทนที่ แต่ไม่ใช่ความเงียบแบบเดิมอีกต่อไป

ขวัญแก้วเดินออกมาตามทางเดินด้วยหัวใจที่ยังเต้นแรง เธอไม่รู้ว่าควรเรียกสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ว่าอะไร ความกลัว ความโกรธ ความอับอาย หรือความหวั่นไหว ทุกอย่างปะปนกันจนเธอแทบแยกไม่ออก เธอรู้เพียงอย่างเดียวว่า ผู้ชายชื่อปริญอันตรายเกินกว่าที่เธอควรเข้าใกล้ และคืนนี้ยังไม่จบง่าย ๆ อย่างที่เธอภาวนา

ในห้องเพนต์เฮาส์ ปริญยืนอยู่ที่เดิม สายตาของเขายังคงจับอยู่ที่ประตูบานปิดสนิท ข้อมือของขวัญแก้วเล็กมาก เล็กจนเขาน่าจะลืมสัมผัสนั้นได้ทันที แต่เขากลับยังจำความอุ่นจากผิวเธอได้ชัดเจนอย่างน่าหงุดหงิด

เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมารับสายของอรณิชาในที่สุด เสียงของหญิงสาวปลายสายดังด้วยความไม่พอใจ แต่ปริญแทบไม่ได้ฟัง เขามองเงาของตัวเองในกระจก มองดวงตาเย็นชาของผู้ชายที่ไม่เคยยอมรับว่าตนเองอ่อนแอ แล้วคำพูดของขวัญแก้วก็ย้อนกลับมาในหัวอีกครั้ง

“คนอย่างขวัญควรยืนอยู่ตรงไหน”

ปริญกำโทรศัพท์แน่นขึ้นอย่างไร้เหตุผล ดวงตาคมเข้มขึ้นทีละน้อย เขาไม่ชอบประโยคนั้น ไม่ชอบสายตาของเธอ ไม่ชอบความรู้สึกแปลกประหลาดที่เกิดขึ้นเพียงเพราะพนักงานชั่วคราวคนหนึ่งกล้าพูดเรื่องศักดิ์ศรีต่อหน้าเขา และยิ่งไม่ชอบเลยที่ลึก ๆ ในใจ เขายังอยากเห็นดวงตาคู่นั้นอีกครั้ง

ขวัญแก้วกลับลงมาถึงชั้นจัดเลี้ยงในเวลาต่อมา เธอพยายามทำงานต่อให้เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ยกถาดเครื่องดื่ม เดินบริการแขก เก็บแก้วเปล่า และตอบรับคำสั่งของหัวหน้าอย่างสุภาพ ทว่าทุกครั้งที่ปลายนิ้วขยับ เธอกลับรู้สึกถึงรอยสัมผัสของปริญบนข้อมือ ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงผู้ชายทุ้มต่ำในงาน เธอกลับเผลอหันไปมองอย่างลืมตัว เธอเกลียดตัวเองที่เป็นแบบนั้น เกลียดที่ผู้ชายปากร้าย เย็นชา และมองเธอเหมือนปัญหาน่ารำคาญ กลับทำให้หัวใจเธอสั่นไหวได้เพียงเพราะสายตาไม่กี่ครั้ง

ขวัญแก้วบอกตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าคืนนี้จะผ่านไป เธอจะรับค่าจ้าง กลับบ้าน กอดแม่ และลืมทุกอย่างเกี่ยวกับโรงแรมหรูแห่งนี้ให้หมด โดยเฉพาะผู้ชายชื่อปริญ แต่โชคชะตากลับยืนหัวเราะอยู่ในมุมมืดอย่างเงียบงัน เพราะนี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของราตรีที่กำลังจะพาเธอก้าวข้ามเส้นบาง ๆ ระหว่างโลกของเขากับโลกของเธอ เส้นที่เมื่อข้ามไปแล้ว จะไม่มีวันย้อนกลับมาเป็นคนเดิมได้อีกเลย

บทก่อนหน้า
บทถัดไป