บทที่ 7 ตอนที่ 4 ราตรีเดียวที่กลายเป็นตราบาป

ตอนที่ 4

ราตรีเดียวที่กลายเป็นตราบาป

ประตูลิฟต์ปิดลงอย่างนุ่มนวล แต่เสียงหัวใจของขวัญแก้วกลับดังหนักอยู่ในอกจนกลบทุกความเงียบรอบตัว เธอยืนกอดแฟ้มเอกสารเปล่าแนบอก ทั้งที่งานบนชั้นห้าสิบสองจบลงแล้ว ทั้งที่เธอควรรีบกลับลงไปยังห้องบอลรูม ทำหน้าที่ของพนักงานชั่วคราวให้เสร็จสิ้น แล้วรับค่าจ้างกลับบ้านเหมือนคืนธรรมดาคืนหนึ่ง ทว่าเงาของปริญยังติดอยู่ในความรู้สึก ไม่ว่าจะเป็นดวงตาคมเย็นจัด น้ำเสียงเรียบนิ่งที่เหมือนกรีดคนฟังได้โดยไม่ต้องขึ้นเสียง หรือสัมผัสอุ่นจากฝ่ามือเขาบนข้อมือของเธอเมื่อครู่

ขวัญแก้วก้มมองข้อมือตัวเอง รอยแดงไม่ได้ปรากฏให้เห็นชัดเจน แต่ความรู้สึกกลับยังคงอยู่เหมือนถูกประทับไว้ใต้ผิวหนัง เธอกำมือแน่นแล้วรีบปล่อย ราวกับกลัวว่าการแตะต้องรอยสัมผัสนั้นจะทำให้ความหวั่นไหวที่ไม่ควรเกิดขยายใหญ่ขึ้นกว่าเดิม

“ผู้ชายคนนั้นไม่ใช่คนที่เราควรคิดถึง”                ขวัญแก้วกระซิบกับตัวเองเบา ๆ ขณะสายตาทอดมองตัวเลขชั้นที่ลดต่ำลงทีละน้อย

เสียงประตูลิฟต์เปิดออกเมื่อถึงชั้นจัดเลี้ยง ความหรูหราและความวุ่นวายของงานเลี้ยงไหลกลับเข้ามาหาเธออีกครั้ง เสียงดนตรีกลับมาบรรเลงหลังเหตุการณ์สร้อยเพชรผ่านพ้นไป แขกในงานหัวเราะ พูดคุย ยกแก้วไวน์ชนกันเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ราวกับเมื่อไม่นานมานี้ไม่มีหญิงสาวคนหนึ่งถูกลากไปยืนกลางวงล้อมสายตาดูถูกจนแทบหมดแรง

ขวัญแก้วสูดลมหายใจลึกแล้วเดินกลับเข้าไปในพื้นที่ทำงาน เธอรับถาดแก้วจากพนักงานอีกคน เดินเก็บแก้วเปล่าตามโต๊ะ และยิ้มบาง ๆ ให้แขกทุกคนตามหน้าที่ ทั้งที่ในอกยังแสบร้อนจากความอับอาย เธอรู้ว่าคนในงานอาจลืมเรื่องเธอในอีกไม่กี่นาที แต่อย่างไรเสีย เธอไม่มีวันลืมสายตาของคนเหล่านั้นได้ง่าย ๆ

“ขวัญ ไปเก็บแก้วฝั่งวีไอพีด้วย แล้วดูโต๊ะคุณหญิงมาลินีให้ดี อย่าให้พร่อง” ดวงพรสั่งเสียงเบาแต่เร่งรีบ พลางชี้ไปยังโต๊ะด้านหน้าที่จัดไว้สำหรับแขกชั้นสูง

“ค่ะพี่ดวง ขวัญจะรีบไปค่ะ” ขวัญแก้วตอบอย่างสุภาพ แล้วประคองถาดเดินไปตามทางที่หัวหน้าชี้

เธอก้าวไปอย่างระมัดระวัง ทว่าทุกครั้งที่ผ่านกลุ่มแขกบางคน เสียงกระซิบก็ยังลอยเข้าหูเป็นระยะ บางคนพูดถึงเธอด้วยความสงสาร บางคนหัวเราะ          เบา ๆ ว่าเกือบได้ดูละครกลางงาน ส่วนบางคนก็มองเธอเหมือนอยากรู้ว่าผู้หญิงคนนี้มีอะไรดีถึงได้ถูกคุณปริญเรียกขึ้นไปบนชั้นส่วนตัวถึงสองครั้ง

ขวัญแก้วเม้มริมฝีปากแน่น เธอย้ำกับตัวเองว่าตนเองมาทำงาน ไม่ได้มาให้ใครตัดสิน และค่ำคืนนี้อีกไม่กี่ชั่วโมงก็จะผ่านไป แต่เหมือนโชคชะตายังไม่ยอมปล่อยเธอจากเงาของผู้ชายคนนั้นง่าย ๆ

เสียงโต้เถียงดังลอดมาจากประตูทางเชื่อมไปยังห้องรับรองเล็กด้านข้าง ขวัญแก้วที่กำลังเก็บแก้วอยู่ใกล้บริเวณนั้นชะงักเล็กน้อย เมื่อจำได้ว่าเสียงผู้ชายทุ้มต่ำซึ่งแฝงความเย็นชานั้นเป็นของใคร

“ผมบอกแล้วว่าเรื่องระหว่างเราเป็นแค่ข้อตกลงของผู้ใหญ่ ไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่คุณจะเอามาใช้บีบผมได้” ปริญกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่ความเฉียบคมในถ้อยคำทำให้คนฟังรู้ได้ทันทีว่าเขากำลังหมดความอดทน

“ข้อตกลงของผู้ใหญ่เหรอคะ ปริญ คุณพูดเหมือนฉันเป็นสัญญาธุรกิจแผ่นหนึ่ง ทั้งที่คืนนี้ทุกคนมองว่าเราคือคู่ที่เหมาะสมกันที่สุด” อรณิชาตอบกลับด้วยน้ำเสียงสั่นด้วยความโกรธและเสียหน้า

ขวัญแก้วรู้ว่าตนเองไม่ควรฟัง เธอรีบยกถาดแก้วแล้วตั้งใจจะเดินออกไปจากบริเวณนั้น ทว่าเสียงต่อมาของอรณิชากลับทำให้ฝีเท้าของเธอหยุดลงโดยไม่ตั้งใจ

“หรือเพราะพนักงานคนนั้น คุณถึงได้ทำเหมือนฉันไร้ตัวตนตั้งแต่ต้นงาน” อรณิชาพูดอย่างเจ็บแค้น แววเสียงเต็มไปด้วยความหึงหวงที่ปกปิดไม่มิด

“อย่าดึงคนอื่นเข้ามาเกี่ยว ถ้าคุณยังไม่อยากให้เรื่องคืนนี้น่าอายไปมากกว่านี้” ปริญกดเสียงต่ำลงจนบรรยากาศรอบประตูเหมือนเย็นวาบ

“ฉันน่าอาย หรือคุณกันแน่ที่น่าอาย ผู้ชายที่บอกว่าไม่เคยสนใจผู้หญิงไร้ฐานะ แต่กลับมองพนักงานชั่วคราวคนนั้นเหมือนอยากรู้ว่าใต้ความน่าสงสารของเธอซ่อนอะไรไว้” อรณิชากล่าวอย่างไม่ยอมแพ้ น้ำเสียงของเธอปนความดูถูกอย่างชัดเจน

ขวัญแก้วหน้าชา เธอรีบถอยหลังอีกก้าวอย่างไม่อยากได้ยินสิ่งใดต่อ แต่มือของเธอสะดุดเข้ากับขอบโต๊ะเล็กข้างทาง แก้วใบหนึ่งบนถาดสั่นแล้วกระทบแก้วอีกใบจนเกิดเสียงกังวานใส เสียงในห้องรับรองเงียบลงทันที ประตูถูกเปิดออกในวินาทีต่อมา

บทก่อนหน้า
บทถัดไป