บทที่ 9 ตอนที่6 ค้างกลางอากาศ (50%)

ตอนที่6

ค้างกลางอากาศ

ประตูลิฟต์เปิดออกพอดี ช่วยตัดบทสนทนาที่เริ่มอันตรายเกินไป ขวัญแก้วรีบก้าวออกไปก่อน แต่ทางเดินชั้นห้าสิบสองในยามดึกกลับเงียบและว่างเปล่าจนความประหม่าในใจเธอยิ่งเพิ่มขึ้น ปริญเดินนำไปยังห้องเพนต์เฮาส์ของเขาอีกครั้ง เขาใช้คีย์การ์ดเปิดประตู แล้วเดินเข้าไปโดยไม่หันกลับมามอง

ขวัญแก้วยืนอยู่หน้าประตู ไม่กล้าก้าวเข้าไปทันที

“เข้ามา” ปริญสั่งเสียงเรียบจากด้านใน

“ขวัญรอตรงนี้ได้ไหมคะ คุณปริญหยิบเอกสารออกมาให้ ขวัญจะได้รีบนำลงไปส่งด้านล่าง” ขวัญแก้วถามอย่างสุภาพ เธอจับขอบถาดเอกสารแน่น ทั้งที่ในมือไม่มีถาดแล้ว

“ถ้าผมอยากให้เธอรอตรงนั้น ผมคงบอกเอง” ปริญตอบกลับโดยไม่หันมา น้ำเสียงของเขาทำให้เธอรู้ว่าการต่อรองไม่มีประโยชน์

ขวัญแก้วจำต้องก้าวเข้าไปในห้องอย่างระมัดระวัง ห้องเพนต์เฮาส์ในยามดึกเงียบจนได้ยินเสียงเครื่องปรับอากาศ แสงไฟสีอำพันจากโคมมุมห้องสาดลงบนพื้นไม้สีเข้มและผนังกระจกสูงจรดเพดาน ด้านนอกคือวิวเมืองกรุงเทพฯ ยามค่ำคืนที่พร่างพราวด้วยแสงไฟนับพันดวง แต่ภายในห้องกลับมีกลิ่นอ้างว้างบางอย่างลอยอยู่ จนขวัญแก้วรู้สึกว่าความหรูหรานี้ไม่ได้อบอุ่นเลยสักนิด

ปริญเดินไปยังบาร์เครื่องดื่ม เขาหยิบแก้วคริสตัลขึ้นมาแล้วเทวิสกี้ลงไปอย่างช้า ๆ ขวัญแก้วมองภาพนั้นด้วยความกังวล เพราะเขาดื่มมาแล้วไม่น้อยตั้งแต่ก่อนหน้านี้

“คุณปริญจะดื่มอีกเหรอคะ” ขวัญแก้วถามออกไปโดยไม่ทันคิด น้ำเสียงของเธอมีความห่วงใยปนอยู่บางเบา

มือของปริญหยุดค้างกลางอากาศ เขาหันมามองเธอ ดวงตาคมลึกมีประกายแปลกไป

“เธอมีสิทธิ์ถามผมด้วยเหรอ” เขาถามเสียงต่ำ แต่คราวนี้ถ้อยคำไม่ได้เย็นชาจนทำร้ายเท่าก่อนหน้า คล้ายเขากำลังประชดตนเองมากกว่าเธอ

“ขวัญไม่มีสิทธิ์ค่ะ ขวัญแค่เห็นว่าคุณดื่มมาแล้ว และถ้าต้องเซ็นเอกสารสำคัญ อาจไม่เหมาะเท่าไร” เธอตอบอย่างระมัดระวัง พลางก้มหน้าลงเล็กน้อย

“ใคร ๆ ก็อยากให้ผมเซ็นเอกสารสำคัญ อยากให้ผมตัดสินใจถูก อยากให้ผมไม่พลาด แต่ไม่มีใครสนว่าผมอยากหยุดหายใจจากเรื่องพวกนี้บ้างหรือเปล่า” ปริญพูดเสียงเบา เขายกแก้วขึ้นจิบ ก่อนเดินไปยืนริมกระจก

คำพูดนั้นทำให้ขวัญแก้วนิ่งไป เธอเคยคิดว่าผู้ชายอย่างปริญมีทุกอย่าง มีเงิน มีอำนาจ มีคนเกรงใจ แต่เธอไม่เคยคิดว่าภายใต้ทุกอย่างนั้นอาจมีความเหนื่อยล้าที่ไม่มีใครเห็นอยู่ด้วย

“ขวัญขอโทษค่ะ ขวัญไม่ได้ตั้งใจยุ่งเรื่องส่วนตัวของคุณ” เธอกล่าวอย่างอ่อนลง แววตาที่มองเขาไม่ใช่ความตัดสิน แต่เป็นความเข้าใจอย่างเงียบ ๆ

“อย่ามองผมแบบนั้น” ปริญพูดทันที น้ำเสียงของเขาเข้มขึ้นเหมือนกำลังป้องกันตัวเองจากบางสิ่งที่มองไม่เห็น

“แบบไหนคะ” ขวัญแก้วถามเบา ๆ คำถามนี้คล้ายกับคืนก่อนหน้านี้จนเธอรู้สึกเหมือนกำลังวนกลับไปสู่จุดอันตรายเดิม

“เหมือนเธอสงสารผม” เขาตอบ ดวงตาคมสะท้อนแสงเมืองเป็นประกายแข็งกระด้าง

“ขวัญไม่ได้สงสารค่ะ ขวัญแค่คิดว่าคนเราต่อให้มีทุกอย่าง ก็อาจเหนื่อยได้เหมือนกัน” เธอตอบอย่างจริงใจ และความจริงใจนั้นทำให้ปริญเงียบลงอย่างน่าประหลาด

เขามองเธอนานกว่าที่ควรจะมอง พนักงานชั่วคราวคนหนึ่งในชุดสีดำเรียบง่ายยืนอยู่กลางห้องหรูของเขา ใบหน้าหวานยังมีร่องรอยความอ่อนล้าจากค่ำคืนวุ่นวาย แต่ดวงตาของเธอกลับใสสะอาดเกินกว่าจะอยู่ในโลกของคนอย่างเขา ปริญเคยเจอผู้หญิงมากมาย ผู้หญิงที่เข้าหาด้วยรอยยิ้มสวยงาม คำพูดหวานหู และสายตาเต็มไปด้วยความต้องการ แต่ขวัญแก้วมองเขาเหมือนมองมนุษย์คนหนึ่ง ไม่ใช่ผลประโยชน์ ไม่ใช่บันได และไม่ใช่รางวัลที่ควรแย่งชิง ความรู้สึกนั้นทำให้เขาไม่สบายใจ

“เอกสารอยู่บนโต๊ะในห้องทำงานด้านใน” ปริญพูดในที่สุด ก่อนวางแก้วลงบนเคาน์เตอร์ “ตามมา”

ขวัญแก้วพยักหน้าแล้วเดินตามเขาเข้าไปยังห้องทำงานที่เชื่อมอยู่ด้านใน ห้องนั้นกว้างขวาง มีโต๊ะทำงานไม้สีเข้มตั้งอยู่กลางห้อง ชั้นหนังสือสูงจรดเพดานเรียงรายด้วยแฟ้มเอกสารและหนังสือธุรกิจจำนวนมาก ขวัญแก้วอดมองไม่ได้ว่าชีวิตของผู้ชายคนนี้คงเต็มไปด้วยตัวเลข ข้อตกลง และความคาดหวังที่กดทับเขาอย่างไม่มีวันจบ

ปริญหยิบแฟ้มชุดหนึ่งออกจากลิ้นชัก แล้วเปิดตรวจอย่างรวดเร็ว ขวัญแก้วยืนรอเงียบ ๆ ห่างจากโต๊ะพอสมควร เธอพยายามมองไปทางอื่น ไม่อยากเผลอมองเขานานเกินไป เพราะทุกครั้งที่มอง เธอกลับเห็นบางสิ่งที่ขัดกับภาพผู้ชายเย็นชาที่เขาแสดงต่อโลก

“เธอทำงานแบบนี้ทุกคืนหรือเปล่า” ปริญถามขึ้นโดยไม่เงยหน้า

“ไม่ทุกคืนค่ะ ขวัญรับงานเท่าที่มีคนจ้าง บางวันเป็นพนักงานจัดเลี้ยง บางวันช่วยร้านขนม บางวันรับทำความสะอาดบ้านค่ะ” ขวัญแก้วตอบตามจริง เธอไม่คิดปิดบัง เพราะชีวิตของเธอไม่มีอะไรน่าอาย

“เหนื่อยไหม” เขาถามต่อ คำถามสั้นมาก แต่ทำให้เธอเงยหน้ามองเขาด้วยความประหลาดใจ

“เหนื่อยค่ะ แต่ถ้าไม่ทำก็ไม่มีเงิน” เธอตอบพร้อมรอยยิ้มจาง ๆ รอยยิ้มนั้นไม่ได้สดใส แต่มันจริงจนปริญรู้สึกเจ็บแปลบอย่างไม่มีเหตุผล

“ไม่มีใครช่วย?” ปริญถาม น้ำเสียงเบากว่าครั้งก่อน

“มีแม่ค่ะ แต่แม่ป่วย เลยเป็นหน้าที่ของขวัญที่ต้องดูแลแม่แทน” เธอตอบ ดวงตาอ่อนลงเมื่อพูดถึงมารดา

“แล้วพ่อ?” เขาถามโดยไม่ตั้งใจให้เสียงอ่อนลง

“เสียไปนานแล้วค่ะ” ขวัญแก้วตอบสั้น ๆ ทว่ารอยเศร้าบนใบหน้าทำให้คำสั้น ๆ นั้นมีน้ำหนักเกินกว่าที่ปริญคาด

เขานิ่งไปเล็กน้อย ก่อนปิดแฟ้มเอกสารช้า ๆ

“เธอพูดเรื่องครอบครัวเหมือนมันเป็นภาระ แต่สายตาเธอเหมือนเต็มใจแบกมันไว้” ปริญพูด น้ำเสียงของเขาไม่เยาะเย้ยเหมือนเดิม แต่มีความสงสัยจริง ๆ ปนอยู่

“เพราะแม่ไม่ใช่ภาระค่ะ แม่เป็นคนเดียวที่รักขวัญมาตลอด ต่อให้เหนื่อย ขวัญก็ยังรู้ว่าตัวเองเหนื่อยเพื่อใคร” เธอตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ความรักที่มีต่อแม่ทำให้ใบหน้าของเธออบอุ่นขึ้นในทันที

ปริญมองภาพนั้นแล้วรู้สึกเหมือนมีบางอย่างในอกถูกขยับ เขาไม่เคยมีแววตาแบบนั้นยามพูดถึงครอบครัว สำหรับเขา ครอบครัวคือหน้าที่ ภาพลักษณ์ ความคาดหวัง และบาดแผลเก่า ๆ ที่ไม่มีใครอยากพูดถึง แม่ของเขาเข้มแข็งจนเหมือนเหล็ก ส่วนพ่อก็ทิ้งร่องรอยของการนอกใจไว้เป็นเงาดำในบ้าน ผู้หญิงคนหนึ่งเคยทำให้ครอบครัวเขาแตกหัก และตั้งแต่นั้นมา ปริญก็ไม่เคยเชื่อว่าความอ่อนหวานของผู้หญิงคนใดเป็นของจริง แต่ผู้หญิงตรงหน้ากลับทำให้ความเชื่อนั้นสั่นคลอนอย่างน่าหงุดหงิด

“ผู้หญิงทุกคนพูดเรื่องความรักได้สวยงาม จนกว่าจะมีเงินมากพอมาวางตรงหน้า” ปริญพูดขึ้นอย่างเย็นชาอีกครั้ง ราวกับต้องการผลักความรู้สึกแปลก ๆ ออกไปจากตัวเอง

ขวัญแก้วสะอึกเล็กน้อย เธอมองเขานิ่ง ความอ่อนโยนเมื่อครู่จางลง เหลือเพียงความเจ็บที่คุ้นเคย

“ถ้าคุณปริญเชื่อแบบนั้น ขวัญคงเปลี่ยนความคิดคุณไม่ได้ค่ะ” เธอตอบเสียงเบา แต่ไม่แก้ตัวอีก

“เธอไม่คิดจะพิสูจน์ว่าตัวเองต่างจากคนอื่น?” เขาถามราวกับยั่ว

“ขวัญไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ตัวเองกับคนที่ตัดสินขวัญไปแล้วค่ะ” เธอกล่าวชัดเจน ดวงตาหวานสบเขาตรง ๆ อย่างอ่อนล้าแต่ไม่ยอมแพ้

ปริญนิ่งงันไปชั่วขณะ คำตอบของเธอเหมือนตบเขาเบา ๆ โดยไม่ต้องยกมือ เขาเกลียดความรู้สึกที่ถูกผู้หญิงคนนี้มองทะลุ เกลียดที่เธอไม่พยายามอ้อนวอนให้เขาเชื่อ เกลียดที่เธอมีศักดิ์ศรีมากพอจะถอยออกไปจากสายตาตัดสินของเขา และเกลียดที่สุดที่เขากลับไม่อยากให้เธอถอย

“เธอรู้ไหมว่าผู้หญิงที่ดื้อเงียบแบบเธอน่ารำคาญแค่ไหน” ปริญพูดเสียงต่ำ เขาเดินอ้อมโต๊ะเข้ามาหาเธอช้า ๆ

“ถ้าขวัญทำให้คุณรำคาญ ขวัญขอโทษค่ะ ขวัญจะรีบเอาเอกสารลงไป แล้วคุณปริญจะได้ไม่ต้องเห็นหน้าขวัญอีกคืนนี้” ขวัญแก้วตอบพร้อมยื่นมือไปรับแฟ้มจากโต๊ะ แต่ก่อนที่ปลายนิ้วของเธอจะแตะแฟ้ม มือใหญ่ของปริญก็จับข้อมือเธอไว้เสียก่อน

ขวัญแก้วสะดุ้ง ดวงตาเบิกกว้างเมื่อสัมผัสเดิมหวนกลับมา ทว่าในครั้งนี้ใกล้กว่า ลึกกว่า และอันตรายกว่าเดิม เพราะรอบตัวไม่มีเสียงงานเลี้ยง ไม่มีผู้คน ไม่มีสายตาใคร มีเพียงเขากับเธอในห้องเงียบที่เหมือนถูกตัดขาดจากโลกทั้งใบ

“คุณปริญ...” ขวัญแก้วเรียกเขาเสียงแผ่ว ลมหายใจของเธอสะดุดเมื่อเขาขยับเข้ามาใกล้

“อย่าเพิ่งไป” ปริญพูดเสียงต่ำ ดวงตาคมจับอยู่บนใบหน้าเธอเหมือนกำลังต่อสู้กับบางสิ่งในใจ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป