บทที่ 4 ทายา
#ทางด้านพริม
เธอเดินมาหยุดอยู่หน้าประตูห้องไม้สีเข้มบานใหญ่ หัวใจดวงน้อยเต้นระทึกจนจะทะลุออกมา มือเรียวยกขึ้นเคาะประตูเบาๆ สองสามที
ก๊อกๆ ก๊อกๆ
“ขออนุญาตค่ะ” พริมเอ่ยเสียงแผ่ว พลางค่อยๆ ผลักประตูแง้มเปิดออกเข้าไป
ภาพแรกที่เห็นคือชายหนุ่มร่างสูงใหญ่กำลังนั่งอยู่บนโซฟาเดี่ยวตัวยาว เขากำลังใช้แผ่นเจลเย็นประคบลงบนหลังมือข้างซ้ายที่มีรอยแดงก่ำเพราะพิษน้ำร้อนลวก เสื้อเชิ้ตตัวหรูสีดำถูกปลดกระดุมออกสามสี่เม็ดเพื่อไม่ให้ผ้าแนบเนื้อเลอะคราบกาแฟ เผยให้เห็นแผงอกกว้างล่ำสันและรอยสักที่พาดผ่านแผ่นอกขาวจัดอย่างดุดันปนเซ็กซี่
พริมถึงกับหน้าแดงวาบ รีบยกมือขึ้นปิดตาแทบไม่ทัน
“อุ๊ย! ขอโทษค่ะ พริมไม่ได้ตั้งใจจะแอบดูนะคะ!”
ธันวาเงยหน้าขึ้นจากหลังมือตัวเอง สายตาคมตวัดมองยัยเด็กร้านกาแฟที่จู่ๆ ก็โผล่เข้ามาในเขตหวงห้ามของเขา แถมยังยืนปิดตาแต่แอบกางนิ้วออกมองลอดร่องนิ้วซะอย่างนั้น ชายหนุ่มขมวดคิ้วงุน ส่งเสียงดุในลำคอ
“ใครปล่อยให้เธอเข้ามา” น้ำเสียงทุ้มต่ำสั้นๆ ทำเอาพริมรีบลดมือลงทันที
“คือ... พี่สองคนนั้นบอกให้พริมเข้ามาได้ค่ะ” พริมรีบโบ้ยความผิดให้คนข้างนอกทันควัน ก่อนจะค่อยๆ ก้าวสั้นๆ เดินเข้าไปภายในห้อง “พริม.. พริมเอาอันนี้มาให้ค่ะ”
เธอยื่นถุงยาจากร้านขายยาไปตรงหน้าเขา ธันวาเหลือบสายตามองถุงยาในมือเล็กสลับกับใบหน้าจิ้มลิ้มที่ตอนนี้ฉายแววความรู้สึกผิดอย่างเต็มเปี่ยม
“อะไร?”
“ยาทาแผลน้ำร้อนลวกค่ะ แล้วก็มีผ้าก๊อซด้วย... พี่มนบอกว่าช่างสักต้องใช้มือทำงาน ถ้ามือพองขึ้นมาจะเป็นเรื่องใหญ่ พริม... พริมรู้สึกผิดจริงๆ นะคะ เลยรีบวิ่งไปซื้อมาให้” พริมบอกเสียงแผ่ว ค้อมหัวลงสิบองศาเป็นการขอโทษซ้ำอีกครั้ง
ธันวาจ้องมองท่าทางเหมือนลูกนกสำนึกผิดของคนตรงหน้าเงียบๆ กำแพงความดุดันในดวงตาพลันอ่อนลง แต่อารมณ์มาดนิ่งขรึมยังคงอยู่ เขาปล่อยแผ่นเจลทิ้งลงบนโต๊ะ แล้วยื่นหลังมือข้างที่โดนลวกซึ่งตอนนี้เริ่มขึ้นตุ่มพองเล็กๆ ไปทางเธอ
“ซื้อมาแล้ว ก็ทาให้ด้วยสิ” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเรียบ พลางเอนหลังพิงพนักโซฟา สายตาจ้องเข้าไปในดวงตากลมโตของเธอ
“คะ? ให้พริมทาให้เหรอคะ...” พริมเอ่ยถามตาโต ชี้นิ้วเข้าหาตัวเองอย่างเอ๋อๆ
“ก็เธอเป็นคนทำมันไม่ใช่หรือไง ชดใช้มาซะ” ธันวาส่งสายตาดุแกมบังคับ
“ได้ค่ะๆ พริมจะทาให้เบามือที่สุดเลยค่ะ!”
พริมรีบแกะหลอดยาออกมา พลางเดินมาทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าบนพื้นพรมข้างๆ โซฟาของเขา โดยลืมเรื่องความกลัวไปจนหมด มือเรียวเล็กเอื้อมไปประคองมือหนาของช่างสักหนุ่มขึ้นมาอย่างทะนุถนอม สัมผัสจากปลายนิ้วอุ่นๆ ของพริมที่แตะลงบนผิวของเขา ทำเอาหัวใจของเสือยิ้มยากกระตุกรัวขึ้นมาดื้อๆ
พริมบีบเนื้อครีมสีขาวลงบนปลายนิ้ว แล้วค่อยๆ แตะแต้มลงบนรอยแดงที่หลังมือของเขาอย่างเบามือที่สุด ลมหายใจอุ่นๆ ของยัยตัวเล็กเป่ารดหลังมือเขาแผ่วเบาเพื่อช่วยระบายความร้อน
“เจ็บไหมคะ... พริมขอโทษจริงๆ นะคะ” พริมถามเสียงหวาน ช้อนดวงตากลมโตแป๋วแหววขึ้นมองใบหน้าคมเข้มระยะใกล้
ธันวากลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ สายตาคมจับจ้องริมฝีปากอวบอิ่มที่กำลังขยับพูดเจื้อยแจ้ว กลิ่นหอมอ่อนๆ ราวกับแป้งเด็กผสมกลิ่นเมล็ดกาแฟคั่วจากตัวเธอทำให้อารมณ์บูดๆ ของเขาปลิวหายไปในอากาศจนหมด
“อืม... เจ็บ!” ชายหนุ่มตอบเสียงแผ่ว แสร้งทำหน้านิ่งบึ้งตึง ทั้งที่ในใจตอนนี้เต้นระทึกยิ่งกว่าเสียงเพลงร็อคในร้านเสียอีก
“งั้นพริมจะเบามือกว่านี้อีกค่ะ คุณธันอดทนหน่อยนะคนเก่ง” พริมเผลออุทานประโยคปลอบใจที่ชอบใช้ปลอบตัวเองออกมา ทำเอาธันวาชะงักกึก หน้าร้อนผ่าวขึ้นมาทันทีเมื่อโดนเด็กอายุ 22 ปีมาชมว่า ‘คนเก่ง’
‘ยัยเด็กคนนี้... อันตรายต่อหัวใจชะมัด’ ธันวาคิดในใจ พลางลอบถอนหายใจยาวๆ แอบมองใบหน้าหวานที่กำลังตั้งอกตั้งใจทายาให้เขาด้วยความรู้สึกที่... อบอุ่นขึ้นอย่างที่เขาเองก็ไม่่เคยเป็นมาก่อนในรอบหลายปีมานี้
“เสร็จแล้วค่ะ”
พริมเอ่ยขึ้นพร้อมกับแปะผ้าก๊อซชิ้นเล็กทับลงบนรอยแผลอย่างเบามือที่สุด เธอยังคงจับประคองมือหนาของเขาเอาไว้ ราวกับกลัวว่า... ถ้าปล่อยแล้วเขาจะเจ็บขึ้นมาอีกรอบ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นส่งยิ้มบางๆ ให้
“หลังจากนี้ห้ามโดนน้ำสักพักนะคะ ไม่งั้นแผลอาจจะแสบเอาได้”
ธันวายังคงนั่งนิ่ง สายตาคมไม่ได้ละไปจากใบหน้าหวานเลยแม้แต่วินาทีเดียว ความเงียบที่เกิดขึ้นกะทันหันทำให้พริมเริ่มรู้สึกตัวว่าระยะห่างระหว่างเธอกับเขามันใกล้กันมากเกินไป ใกล้จนเธอได้กลิ่นน้ำหอมจางๆ และไออุ่นจากแผงอกกว้างที่โผล่พ้นสาบเสื้อเชิ้ตที่ปลดกระดุมออก
ยัยตัวเล็กหน้าร้อนฉ่า รีบปล่อยมือออกจากมือหนาแล้วขยับตัวลุกขึ้นยืนทันที
“เอ่อ... ทายาเสร็จแล้วค่ะ งั้นพริมขอตัวกลับไปทำงานก่อนนะคะคุณธันวา” พริมเอ่ยบอก พลางก้าวถอยหลังเตรียมจะชิ่งหนีออกจากห้องพักส่วนตัวของเขา
“เดี๋ยว!”
น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นสั้นๆ ทำเอาขาเรียวชะงักกึกอยู่กับที่ ธันวาค่อยๆ ขยับตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกายสูงใหญ่ที่ก้าวเข้ามาหาทำให้พริมต้องเงยหน้าขึ้นมองตามอย่างเลี่ยงไม่ได้
เขาเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าเธอ ระยะห่างเหลือเพียงไม่ถึงสองคืบ ชายหนุ่มก้มใบหน้าคมเข้มลงมาเล็กน้อย สายตาดุๆ คู่นั้นจับจ้องลึกเข้ามาในดวงตาคู่สวยของเธอ จนพริมแทบจะลืมวิธีหายใจ
“แก้วตวงกาแฟที่แตกเมื่อกี้.. เท่าไหร่” เขาเอ่ยถามเสียงเรียบ
“คะ? อ๋อ ไม่เป็นไรเลยค่ะ แตกแค่แก้วเดียวเอง พี่มนไม่หักเงินพริมหรอกค่ะ” พริมรีบโบกมือปฏิเสธ
“ฉันไม่ได้ถามเพราะกลัวเธอโดนหักเงิน” ธันวาขมวดคิ้ว มือหนาข้างที่ไม่ได้เจ็บยกขึ้นมาดีดหน้าผากมนของยัยตัวเล็กเบาๆ จนพริมร้อง อุ๊ย และยกมือขึ้นกุมหน้าผากตัวเองตาโต
“คุณธันวา ดีดหน้าผากพริมทำไมคะเนี่ย” พริมเผลอประท้วงเสียงอุบอิบ
“ดีดเตือนสติไง ทีหลังถ้าจะเดินเบลอเป็นวิญญาณหลอนแบบนี้ ก็อย่าเพิ่งรีบมาทำงาน ถ้าร่างกายจะพัง.. ก็อย่ามาพังให้คนอื่นเขาเดือดร้อนไปด้วย” เขาเอ่ยพูดเสียงดุ แต่สายตาที่มองลงมากลับไม่ได้มีความโกรธเคืองเลยสักนิด
“พริมไม่ได้ตั้งใจสักหน่อย...” พริมย่นจมูกใส่คนตัวโต แอบบ่นพึมพำในใจว่าผู้ชายคนนี้ขี้ดุชะมัด
“แล้วเงินที่ให้ไป ให้เอาไปซื้อยากิน ไม่ใช่ให้เอามาซื้อยามาทาให้ฉัน” ธันวาบุ้ยปากไปทางถุงยาที่วางอยู่บนโต๊ะ “ที่เหลือ.. เก็บไว้ซื้อข้าวดีๆ กินซะ อย่าให้เห็นว่ามายืนหน้าซีดชงกาแฟอีก”
“แต่ว่ามันเยอะเกินไปนะคะ”
“แค่เงินนิดเดียว ขนหน้าแข้งไม่ร่วงหรอก” เขาเอ่ย
“งั้นพริมขอบคุณคุณธันวานะคะ ขอบคุณมากๆ ค่ะ”
ยัยตัวเล็กเอ่ยขอบคุณจบ ก็หมุนตัววิ่งปรู๊ดเปิดประตูออกจากห้องไปทันที ทิ้งให้ช่างสักหนุ่มยืนอยู่กลางห้องเงียบๆ ธันวาก้มลงมองหลังมือข้างซ้ายที่มีผ้าก๊อซสีขาวแปะไว้อย่างประณีต กลิ่นแป้งเด็กหอมอ่อนๆ จากตัวเธอยังคงอบอวลอยู่รอบตัวเขา
ริมฝีปากหยักตรงที่เคยเรียบตึงอยู่ ก็ค่อยๆ ขยับยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางๆ ที่หาได้ยากเหลือเกิน
