บทที่ 6 มึงชอบเหรอ?

#ร้าน December TATTOO

บรรยากาศภายในร้านยังคงเปิดเพลงเบาๆ ผสมเสียงเครื่องสักที่ดังเป็นระยะ ธันวาเดินนิ่งกลับเข้ามาในร้านพร้อมแก้วอเมริกาโน่เย็นในมือ สายตาคมเข้มกวาดมองไปรอบๆ ร้านตามสัญชาตญาณ ก่อนจะเดินตรงไปยังมุมพักผ่อนที่เพื่อนสนิททั้งสองคนนั่งอยู่

“อ้าว! กลับมาแล้วเหรอวะ” เบล เพื่อนสนิทของธันวา หุ้นส่วนร้านสักคนแรก พ่วงตำแหน่งเจ้าของคลับมาเบลชื่อดังอีกด้วย “วันนี้กลับช้ากว่าเมื่อวานสองนาทีนะมึง แอบไปยืนขู่เด็กบาริสต้าข้อหาอะไรอีกปะเนี่ย”

ธันวาไม่ได้เอ่ยตอบ เขาเพียงแค่ส่งสายตาดุๆ ใส่เบลทีหนึ่ง ก่อนที่จะทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟา ยื่นขาเรียวยาวออกไปข้างหน้าแล้วยกกาแฟขึ้นดูดดับความร้อนในร่างกาย

“มึงก็ไปแกล้งมันไอ้เบล ดูนู่น~ หลังมือมันหายดีจนเนียนแล้วมั้งน่ะ ยาดีขนาดนี้” ภาม เพื่อนสนิทอีกคนของธันวา เจ้าของสนามแข็งรถชื่อดัง ภามเอ่ยขึ้น พลางบุ้ยปากไปทางหลังมือของเพื่อนสนิท “ยาทาแผลหลอดนั้นน่ะ มึงเก็บขึ้นหิ้งไปหรือยังวะ เห็นวันก่อนหวงฉิบหาย ใครจะหยิบไปทาหน่อยทำเป็นด่าใส่”

“พวกมึงว่างกันมากใช่ไหม คิวสักบ่ายสามเตรียมตัวหรือยัง” ธันวาเอ่ยพูดเสียงเรียบ แต่นั่นไม่ได้ทำให้เพื่อนร่วมงานทั้งสองคนนึกกลัวเลยสักนิด

“โหย~ ทำเป็นเปลี่ยนเรื่อง” เบลเบ้ปาก “แต่กูยอมใจความใจป๋าของมึงเลยนะไอ้ธัน เงินเป็นพันๆ ยัดลงกล่องหน้าระรื่น กูเห็นนะเว้ย กะจะเปย์เด็กให้ร้านกาแฟรวยทางลัดเลยดิ”

“กูแค่รำคาญที่ยัยเด็กนั่นเอาแต่จะคืนเงิน” ธันวาเอ่ยตอบหน้านิ่ง 

สายตาเข้มมองออกไปนอกกระจกหน้าร้านที่เชื่อมต่อไปยังร้านกาแฟข้างๆ ผ่านเงาสะท้อน แววตาที่เคยดุดันกลับฉายแววหวั่นไหวขึ้นมาเล็กน้อยเมื่อนึกถึงใบหน้าจิ้มลิ้มตอนย่นจมูกใส่เขา

‘พริมไม่ได้ตั้งใจสักหน่อย...’ ประโยคประท้วงของยัยตัวเล็กยังคงดังก้องอยู่ในหัวของช่างสักหนุ่ม

ธันวากลืนกาแฟรสขมลงคอ แต่อมยิ้มเล็กน้อยที่มุมปากอย่างที่ไม่มีใครสังเกตเห็น ความเงียบขรึมภายนอกของเขาอาจจะทำให้คนอื่นหวาดกลัว แต่เขารู้ดีว่ามีเด็กดื้อร้านข้างๆ คนหนึ่ง... ที่เริ่มจะไม่กลัวเขาแล้ว แถมยังกล้าทำหน้ามุ่ยใส่เขาอีกต่างหาก

“มึงชอบเหรอ?” เบลเอ่ยถามขึ้นอย่างตรงไปตรงมา

เขาไม่ได้ตอบในทันที ชายหนุ่มยังคงถือแก้วกาแฟค้างไว้ ความเงียบที่ลากยาวกะทันหันนั้นกลับทำให้ภามที่กำลังกดโทรศัพท์อยู่ถึงกับขมวดคิ้วแล้วหันมาจ้องมองธันวาด้วยสายตาจับผิดอีกคน

ทั้งสามคนตกอยู่ในความเงียบที่มีเพียงเสียงเพลงดังเบาๆ ธันวาละสายตาจากกระจกหน้าร้าน หันมามองหน้าเพื่อนสนิททั้งสองคนก่อนจะเอ่ยตอบ

“ถ้ารู้คำตอบแล้วบ้านมึงจะรวยขึ้นเหรอ?”

เบลหัวเราะร่าทันทีที่ได้ยินประโยคจิกกัดตามสไตล์เสือยิ้มยากของมัน

“บ้านกูรวยอยู่แล้วครับ คลับมาเบลทำเงินให้กูทุกคืน แต่อันนี้กูแค่อยากรู้ว่ามึงจะปากแข็งไปได้สักกี่น้ำต่างหาก” เบลยักคิ้วให้ “ร้อยวันพันปีไม่เคยเห็นมึงยอมให้ผู้หญิงคนไหนมาซุ่มซ่ามใส่ แต่นี่ยังให้เขาทายาให้หน้าตาเฉย แถมยังแวะไปซื้อกาแฟทุกๆ บ่ายสองตรงเป๊ะ ไม่ชอบเลยมั้ง?”

ชายหนุ่มหมุนแก้วกาแฟในมือเล่น สายตาคมหลุบลงมองฟองกาแฟสีเข้มที่กำลังละลายช้าๆ ก่อนจะเอ่ยตอบเสียงต่ำ

“ตอนนี้ยังไม่รู้ ตอบไม่ได้”

“เฮ้ยๆ!!” เบลเบิกตากว้าง หันไปตบต้นขาภามเสียงดัง “ไอ้ภาม มึงได้ยินปะ! มันบอกว่าตอนนี้ยังไม่รู้ แปลว่ามันไม่ได้ปฏิเสธนะเว้ย! ปกติถ้ามันไม่สนมันจะบอกว่าไร้สาระ หรือไม่ก็รำคาญไปแล้ว”

ภามที่นั่งกอดอกมองอยู่ยกยิ้มมุมปากอย่างรู้ทัน เขาพยักหน้าช้าๆ พลางหันไปกดดันธันวาต่อ

“เออ ปกติมึงเกลียดความวุ่นวายจะตายไปไอ้ธัน ยัยเด็กบาริสต้านั่นดูท่าทางเด๋อๆ ดื้อๆ ซุ่มซ่ามขนาดนั้น ไม่ใช่สเปกมึงเลยไม่ใช่หรือไง”

“พริมไม่ได้เด๋อ” ธันวารีบเอ่ยแย้งขึ้นมาทันที

“นั่นไง! ปกป้องไปอีก” เบลหัวเราะชอบใจ “กูจำได้นะ วันแรกที่น้องทำกาแฟหกใส่มึง มึงเดินกลับเข้ามาหน้ายักษ์อย่างกับจะไปฆ่าคน แถมทิ้งเงินปึกใหญ่ไว้อีก มึงสปอยล์เด็กเกินไปไหมวะ”

“กูแค่ขี้เกียจฟังยัยนั่นพูดคำว่าขอโทษซ้ำๆ คุยด้วยแล้วปวดหัว” ธันวาว่า พร้อมกับยกกาแฟขึ้นดูดอีกอึกใหญ่พยายามทำเสียงให้ดูหงุดหงิดที่สุด

“ปวดหัวแต่ก็ไปหาเขาทุกวันเนี่ยนะ? ถามจริงเหอะ แผลที่มือมึงหายตั้งแต่เมื่อวานแล้วไม่ใช่เหรอ วันนี้ยังจะเสนอหน้าไปให้เขาเห็นอีกทำไม” ไอ้เบลก็ขยี้ไม่เลิก

ไอ้สัส!

“กูไปซื้อกาแฟ ร้านมันอยู่ข้างกัน เดินไปสามก้าวก็ถึง มึงจะให้อดตายหรือไง”

“ร้านกาแฟหน้าปากซอยก็มีครับไอ้คุณธันวา เดินเลยไปอีกซอยก็มีคาเฟ่แมวเปิดใหม่ สาวๆ ตรึม ทำไมต้องเจาะจงร้านพี่มนบ่ายสองโมงตรงด้วยวะ” เบลยิงคำถามต้อนจนมุม

“มึงพูดมากว่ะเบล คลับมึงไม่มีงานทำหรือไง หรืออยากให้กูเอาเข็มสักไปสักปิดปากมึงแทน” ธันวาเอ่ย พร้อมกับส่งสายตาดุๆ ไปให้ไอ้เบล

“เอ้า! ขู่กูเฉย พอเถียงไม่ได้แล้วชอบใช้กำลังนะมึง” เบลแกล้งทำท่ากลัวแต่แววตาล้อเลียนเขาสุดๆ

ภามส่ายหน้าขำๆ ก่อนจะเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้นเล็กน้อย

“แต่กูจะบอกอะไรให้นะไอ้ธัน น้องพริมเนี่ย เขาเพิ่งอยู่ปีหนึ่งใช่ไหม หน้าตาก็จิ้มลิ้ม น่ารักสไตล์พิมพ์นิยมผู้ชายชอบเลยล่ะ มึงมัวแต่ปากแข็งระวังหมาคาบไปแดกนะเว้ย เด็กมหาวิทยาลัยสมัยนี้เขาจีบกันไวจะตาย”

คำพูดของไอ้ภามทำให้มือหนาที่กำลังถือแก้วกาแฟชะงักกึกไป ธันวาขมวดคิ้วแน่น แววตาวูบไหลด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ชวนให้หงุดหงิดใจขึ้นมาดื้อๆ เมื่อนึกภาพว่ามียัยเด็กดื้อนั่นยืนส่งยิ้มหวานๆ แบบที่ส่งให้เขา... ให้กับผู้ชายคนอื่น

“ก็ไม่เกี่ยวกับกู” ธันวาเค้นเสียงเอ่ยพูด เขาพยายามทำตัวเป็นคนนอก

“เออ! ให้มันจริงเหอะ ถ้าน้องเขามีแฟนเมื่อไหร่ กูจะหัวเราะให้ฟันร่วงเลยไอ้เสือยิ้มยาก” เบลเอ่ยยิ้มๆ “แต่กูเตือนไว้ก่อนนะ เด็กระดับนั้นน่ะ หนุ่มๆ ตึกสิงห์ตึกวิศวะตามจีบกันตรึมชัวร์ มึงเล่นตัวเป็นคุณชายหน้านิ่งไปเถอะ ถ้าน้องเขาไม่สนใจมึงขึ้นมา จะมาบ่นเสียดายทีหลังไม่ได้นะ”

“ยัยนั่นไม่ได้สนใจกูอยู่แล้ว” ธันวาบอกเสียงเรียบ แต่อารมณ์ข้างในเริ่มไม่ได้เรียบเหมือนน้ำเสียงที่เบ่งออกมา

“อ้าว~ ไม่แน่หรอก มึงดูดุขนาดนั้น เขายังวิ่งเอายามาทาให้ถึงที่ มึงคิดว่าคนปกติเขาจะกล้าเดินเข้าห้องผู้ชายหน้าโหดอย่างมึงปะล่ะ ถ้าใจเขาไม่มีความรู้สึกผิดหรือ... มีอะไรพิเศษๆ อยู่ในใจน่ะ” ภามช่วยวิเคราะห์

“เธอก็แค่รู้สึกผิดที่ทำกูเจ็บ”

“แล้วมึงล่ะ? รู้สึกยังไงที่เธอทำเจ็บ” เบลยื่นหน้าเข้ามาถามยิ้มๆ “เจ็บกายหรือว่า... ใจสั่นกันแน่วะตอนที่น้องเขาทายาให้ ฮั่นแน่~ หน้าแดงหรือเปล่ามึงวันนั้นน่ะ”

“กูรำคาญมึงฉิบหายไอ้เบล” ธันวาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง กระแทกแก้วกาแฟเปล่าลงบนโต๊ะเสียงดัง จนเพื่อนทั้งสองคนพากันยิ้มกริ่ม

“จะหนีไปไหนวะ คิวสักบ่ายสามยังไม่มาเลยนะเว้ย!” เบลตะโกนแซวไล่หลัง

“กูจะไปสูบบุหรี่หลังร้าน พวกมึงสองคนถ้าว่างนักก็ไปขัดส้วมซะไป” ธันวาสบถทิ้งท้ายเสียงห้วน ก่อนเดินหายออกไปทางประตูหลังร้านทันที ทิ้งให้เบลกับภามหันมาแท็กมือกันอย่างผู้ชนะ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป