บทที่ 8 ฝนกลางใจ
#เวลา 20:23 น.
สายฝนยามค่ำคืนเทกระหน่ำลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา เสียงเม็ดฝนกระทบหลังคาและพื้นถนนดังซ่า เข็มนาฬิกาบนผนังร้านสักบอกเวลาสองทุ่มยี่สิบสามนาที
ภายในร้าน ‘December TATTOO’ ลูกค้าคนสุดท้ายกลับไปได้สักพักใหญ่แล้ว เหลือเพียงความเงียบและเสียงฝนด้านนอก
ธันวายืนกอดอกอยู่หน้าร้าน สายตาคมจ้องฝ่าความมืดและม่านฝนไปยังร้านกาแฟข้างๆ ที่เพิ่งปิดไฟด้านในลง ร่างเล็กๆ ของพริมในชุดผ้ากันเปื้อนที่เพิ่งถอดออกเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าประตูร้าน ยัยตัวเล็กชะเง้อคอมองซ้ายมองขวา มือเรียวเล็กยกขึ้นบังหน้าผากพลางทำหน้ามุ่ยใส่สายฝน
“อ้าว! ไอ้นายหัว ยังไม่กลับบ้านอีกเหรอวะ” เบลที่กำลังเก็บกวาดเคาน์เตอร์หน้าร้านเอ่ยทัก “อ๋อ~ ยืนเฝ้าเด็กตามเคย”
“ฝนตกหนักขนาดนี้ ยัยนั่นยังไม่กลับบ้านอีก” ธันวาเอ่ยเสียงเรียบ สายตายังคงไม่ละไปจากร่างเล็กที่เริ่มย่ำเท้าไปมาด้วยความหนาว
“รู้ดีจังเลยนะมึง” ภามเดินถือแก้วน้ำผ่านมาแซว “แล้วจะยืนหล่อเป็นพระเอกเอ็มวีอยู่ตรงนี้ทำไม ร่มคันใหญ่วางอยู่หลังประตูนู่น~ เดินไปส่งน้องเขาสิครับ”
ธันวาไม่ได้ตอบประชดกลับเหมือนทุกที ชายหนุ่มขยับตัวก้าวไปหยิบบุหรี่ขึ้นมาคาบไว้ พร้อมกับเดินไปหยิบร่มกอล์ฟคันใหญ่สีดำสนิทที่วางพิงผนังขึ้นมาถือไว้ แววตาที่หงุดหงิดเล็กน้อย เมื่อเห็นพริมทำท่าจะวิ่งฝ่าฝนออกไป
“กูไปล่ะ” ธันวาเอ่ยบอกสั้นๆ ก่อนจะผลักประตูร้านกางร่มคันใหญ่ออกไปเผชิญกับพายุฝนทันที
“ตกอะไรขนาดนี้เนี่ย ยัยพริมเอ๊ย ร่มก็ลืมไว้ที่หอ” พริมเอ่ยบ่นพึมพำกับตัวเอง พลางกอดอกก้มหน้าก้มตาเตรียมจะวิ่งฝ่าออกจากชายคา เพื่อตรงไปยังป้ายรถเมล์ที่อยู่ห่างออกไปเกือบสองร้อยเมตร
ทว่ายังไม่ทันที่เท้าจะแตะโดนละอองน้ำที่เคยสาดซัดเข้ามากลับหายไป พร้อมกับเงาร่างสูงใหญ่ของใครบางคนที่มายืนบังลมฝนให้จนมิด พริมเงยหน้าขึ้นมองตามความสูง ก่อนที่จะเบิกตาโตด้วยความตกใจ
“คุณธันวายังไม่กลับเหรอคะ” พริมเอ่ยทักเสียงหลงทันที เพราะอยู่ๆ เขาก็มาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้า
ธันวาในชุดเสื้อยืดสีดำกางเกงยีนขายาว ยืนถือร่มคันใหญ่ด้วยมือเดียว ใบหน้าหล่อเข้มยังคงเรียบนิ่งอยู่เหมือนเคย ทว่าสายตาเขากลับกวาดมองสำรวจคนตัวเล็กตั้งแต่หัวจรดเท้า แขนเสื้อของพริมเปียกละอองฝนจนชื้นเล็กน้อย
“ซุ่มซ่ามไม่พอยังเด๋ออีก ร่มก็ไม่พก” ธันวาเอ่ยเสียงดุ
“พริมไม่ได้เด๋อนะคะ แค่ลืม...” พริมเถียงกลับเสียงเบา “แล้วคุณธันมายืนทำไมตรงนี้คะ ฝนสาดหมดแล้ว”
เขาไม่ได้เอ่ยตอบ แต่ขยับมือหนาเอียงร่มคันใหญ่ไปทางพริมจนมิด ก้านร่มแทบจะคลุมร่างเล็กไว้ทั้งหมด ทำให้ไหล่กว้างของเขาเองเริ่มเปียกปอนไปด้วยหยาดฝน ชายหนุ่มยื่นมือซ้ายที่ว่างอยู่ไปปัดละอองฝนออกจากปอยผมที่ข้างแก้มของพริมเบาๆ มือหนาสัมผัสได้ถึงความเย็นจัดจากผิวเนียน
“ตัวเย็นเหมือนศพขนาดนี้ ยังจะกล้าวิ่งฝ่าฝน” ธันวาบ่น “เดินมานี่”
“เดินไปไหนคะ”
“ไปป้ายรถเมล์ไง หรือจะนอนเฝ้าร้านกาแฟ” ธันวาเอ่ยพูดน้ำเสียงประชดประชัน
“อ๋อ ค่ะๆ” พริมรีบพยักหน้ารับคำ ขยับตัวเข้าไปยืนเบียดใกล้ๆ ร่างสูงใหญ่โดยอัตโนมัติเพื่อไม่ให้ตัวเองหลุดออกจากรัศมีของร่มคันใหญ่
ชายหนุ่มกระชับร่มในมือแน่น เดินนำหน้าพริมออกไปช้าๆ จังหวะก้าวขาของเขาดูสั้นลงกว่าปกติมากเพื่อให้คนตัวเล็กที่เดินตามก้าวให้ทัน ความเงียบเข้าปกคลุมคนทั้งสองท่ามกลางเสียงฝนตกหนัก
“คุณธันวาคะ” พริมเอ่ยเรียกชื่อเขาเพื่อทำลายความเงียบ สายตามองไปที่ไหล่ขวาของเขาที่ตอนนี้เปียกโชกจนเสื้อยืดแนบเนื้อ “คุณธันเอียงร่มมาทางพริมหมดเลย ไหล่คุณเปียกหมดแล้วนะคะ ขยับเข้ามาอีกสิคะ”
“ไม่เป็นไร” ธันวาเอ่ยตอบ
“ไม่เป็นไรได้ยังไงคะ เดี๋ยวก็เป็นหวัดหรอก” พริมบอกด้วยความห่วงใย มือเล็กเอื้อมไปจับแขนเสื้อของเขาแล้วดึงเบาๆ เพื่อให้ร่างสูงขยับเข้ามา
ธันวาชะงักเท้าลงเล็กน้อย สายตาคมก้มลงมองมือเล็กๆ ที่จับแขนเขาไว้ ก่อนจะยอมขยับเข้ามาใกล้จนไหล่ของทั้งคู่เบียดชิดติดกัน กลิ่นอายฝนผสมกลิ่นแป้งจากตัวพริมลอยเตะจมูกชวนให้หัวใจที่เคยนิ่งสงบของช่างสักหนุ่มกระตุกสั่นไหว
“ห่วงคนอื่นเก่งจังนะ ตัวเองจะรอดหรือเปล่าเหอะ!”
“พริมแข็งแรงจะตายไปค่ะ อ๊ะ! ระวังค่ะคุณธันวารถมา!” พริมร้องอุทานเสียงหลงเมื่อเห็นรถยนต์คันหนึ่งขับผ่านมาด้วยความเร็วและกำลังจะเหยียบน้ำขังข้างทางกระเด็นใส่
ร่างเล็กตั้งท่าจะขยับหนีแต่กลับถูกมือหนาของธันวาคว้าไหล่บางแล้วกระชากดึงร่างของเธอเข้ามาปะทะกับแผงอกกว้างของเขาอย่างรวดเร็ว
ซ่า!
น้ำฝนสกปรกกระเด็นใส่หลังของธันวาเต็มๆ ทว่าร่างของพริมกลับปลอดภัยไร้รอยเปื้อนเพราะมีอ้อมกอดและแผ่นหลังกว้างของเขาเป็นกำบังให้ ใบหน้าจิ้มลิ้มของบาริสต้าสาวซบอยู่กับอกแกร่งของช่างสักหนุ่ม จมูกเล็กได้กลิ่นบุหรี่จางๆ ผสมกลิ่นน้ำหอมแนวสปอร์ต หัวใจดวงน้อยของพริมเริ่มเต้นรัวเสียงดังจนกลัวว่าคนตัวสูงจะได้ยิน
“พริม! เปียกตรงไหนไหม” เขาเอ่ยถามเธอด้วยน้ำเสียงที่ร้อนรนจนปิดไม่มิด
“มะ...ไม่เปียกค่ะ คุณธันวาล่ะคะ เสื้อเปียกหมดเลย” พริมผละใบหน้าออกมาเล็กน้อย
“ฉันบอกแล้วไงว่าไม่เป็นไร” ธันวาถอนหายใจยาว ค่อยๆ คลายมือออกจากไหล่บางแต่ยังคงเดินประคองเคียงข้างเธอต่อไปจนถึงศาลารอรถเมล์
เมื่อเข้ามาอยู่ใต้หลังคาป้ายรถเมล์ที่ไร้ผู้คนเพราะฝนตกหนัก ธันวาจึงหุบร่มคันใหญ่ลง ชายหนุ่มยกมือขึ้นเสยผมที่เปียกน้ำฝนขึ้นลวกๆ เผยให้เห็นโครงหน้าหล่อคมเข้มที่เด่นชัดขึ้นอีกเท่าตัว พริมแอบลอบมองภาพตรงหน้าแล้วกลืนน้ำลายลงคอ ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้
“มองอะไร” สายตาคมตวัดมามองคนตัวเล็กที่ยืนตัวลีบอยู่ข้างๆ
“เปล่าซะหน่อยค่ะ พริมแค่จะบอกว่า ขอบคุณนะคะที่เดินมาส่ง ข้าวกล่องเมื่อกลางวันด้วยค่ะ พี่มนให้พริมกินแล้ว อร่อยมากเลย” พริมเอ่ยขึ้น พร้อมกับส่งยิ้มหวานให้กับเขา
“บอกแล้วไงว่าสั่งมาเกิน กินไม่หมด” เขาเอ่ยตอบ พลางหันหน้าหนีไปทางอื่น
“โกหกไม่เนียนเลยค่ะคุณธันวา” พริมหัวเราะคิกคัก “ร้านป้าต้อยคิวยาวจะตาย คุณธันวาตั้งใจซื้อมาให้พริมใช่ไหมล่ะคะ”
“พูดมากว่ะ” ธันวาเอ่ยเสียงเข้มขึ้นเล็กน้อย หน้านิ่งๆ เริ่มขึ้นสีแดงระเรื่อตรงโหนกแก้ม
“ยอมรับมาเถอะค่ะ คุณธันวาใจดีจะตาย ปากแข็งไปทำไมคะ” พริมยังคงแหย่ไม่เลิก เริ่มรู้สึกสนุกที่เห็นคนหน้าโหดไปไม่เป็น
ธันวาหันกลับมาจ้องหน้าพริมเขม็ง ชายหนุ่มก้าวเท้าขยับเข้ามาใกล้จนร่างเล็กต้องถอยหลังไปชิดป้ายโฆษณา มือหนาข้างหนึ่งยกขึ้นยันผนังด้านหลังล็อกตัวพริมไว้กลายๆ นัยน์ตาคมกริบจ้องมองเข้าไปในดวงตากลมโตของเด็กดื้อ
“อยากให้ยอมรับงั้นเหรอ” ธันวาเอ่ยถามเสียงต่ำ
“คะ... ค่ะ?” หญิงสาวเริ่มทำตัวไม่ถูก หัวใจเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมา ยามที่ลมหายใจอุ่นๆ ของคนตัวสูงเป่ารดตรงหน้าผาก
“ถ้าฉันยอมรับ... เธอจะรับผิดชอบความรู้สึกฉันไหวไหมล่ะ” ธันวาเอ่ยถามกลับ
คำพูดตรงๆ และแววตาที่เต็มไปด้วยความจริงจัง ทำเอาพริมสมองอื้ออึงไปหมด ใบหน้าจิ้มลิ้มแดงซ่านลามไปจนถึงใบหู มือเล็กกำชายเสื้อตัวเองแน่นจนยับยู่ยี่
“คุณธันวา... หมายความว่ายังไงคะ” พริมเอ่ยถามเสียงแผ่ว
“ก็หมายความตามที่พูด” ธันวาจ้องริมฝีปากบางของคนตรงหน้า “ที่เดินมาส่ง ที่ซื้อข้าวให้ ที่ยืนบังฝนให้จนตัวเปียกขนาดนี้... คิดว่าฉันว่างมากนักหรือไง”
“พริม...” คนตัวเล็กเอ่ยตะกุกตะกัก กลับกลายเป็นเธอเองที่เริ่มไปไม่เป็น
“ไม่ต้องตอบตอนนี้ก็ได้ รถเมล์มาแล้ว” ธันวาผละตัวออกห่างทันทีเมื่อเห็นแสงไฟจากรถประจำทางกำลังแล่นเข้ามาจอดเทียบท่า ชายหนุ่มยื่นร่มคันใหญ่ในมือยัดใส่มือเล็กของพริมบังคับให้รับไว้
“อ้าว แล้วคุณธันวาล่ะคะ”
“ฉันโทรให้ไอ้สองตัวนั่นมารับก็ได้ เอาร่มไปซะ ถ้ารู้ว่าพรุ่งนี้จามหรือเป็นหวัด ฉันจะสั่งอเมริกาโน่สักร้อยแก้ว แล้วคนชงก็ต้องเป็นเธอ” ธันวาขู่ทิ้งท้ายหน้าตาย
พริมหลุดขำออกมาทั้งที่ใบหน้ายังคงแดงก่ำ เธอกระชับร่มคันใหญ่ไว้ในอ้อมแขนก่อนที่ก้าวขึ้นรถไป
“พริมไม่เป็นหวัดหรอกค่ะ! ขอบคุณสำหรับร่มนะคะคุณธันวา กลับร้านดีๆ นะคะ!”
