บทที่ 3 03
03
ฟางเซียนนอนนิ่งอยู่บนเตียงมาเกือบสามชั่วโมงแล้ว
เธอกำลังมองหน้าจอโทรศัพท์ที่โชว์หราถึงหน้าสมัครเรียนมหาวิทยาลัย ตอนนี้ระบบการเรียนการสอนมีหลากหลาย โดยเฉพาะเมือง K หากคุณเป็นคนที่ขาดการศึกษา คุณก็สามารถมาเรียนคอร์สที่จัดทำขึ้นได้ โดยไม่ต้องไปเรียนตั้งแต่อนุบาลให้เหนื่อยใจ
เพียงแต่ว่าจะต้องมีวินัย และมีความรับผิดชอบมาก ๆ การเรียนลัดแบบนี้ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด ยิ่งคอร์สที่ฟางเซียนมองเป็นคอร์สที่เรียนจบแล้วสามารถยื่นต่อคณะที่มหาวิทยาลัยได้ในทันที ยิ่งทำให้ความยากของมันยิ่งทวีคูณ
ฟางเซียนมองหน้าสมัครนี้มานานแล้ว เธอกรอกทุกอย่างเรียบร้อย รวมทั้งรับทราบถึงค่าใช้จ่าย และข้อตกลง ทุกอย่างเธอมีพร้อมทุกอย่าง เหลือก็แค่กดตกลงลงไปเท่านั้น
แต่ฟางเซียนกำลังลังเล
เธอไม่เคยเรียนมาก่อนเลย เธอจะทำได้ไหมนะ หวนนึกถึงภาพความทรงจำที่แทบจะเลือนรางแล้ว แต่การที่มันเจ็บจนฝังลึกในใจทำให้ฟางเซียนยังจำความรู้สึกพวกนั้นได้ดี
‘แม่! ฉันเพิ่งจะได้เรียนไปไม่นานเอง!’
‘เออ ออกมาช่วยฉันจบ ๆ! หน้าสวยก็ใช้ให้เป็นประโยชน์หน่อย! จะไปนั่งหลังคร่อมฟังไอ้บ้าที่ไหนไม่รู้มาพูดพล่ามหน้าห้องทำไม!’
ทั้งประสบการณ์ไปเรียนไม่กี่วันของเธอก็ไม่ดีนัก เพราะแม่เธอเองก็มีชื่อเสียงในย่านนั้น ทำให้พวกผู้ปกครองไม่อยากให้ลูกตัวเองมาทำความรู้จักกับเธอเท่าไหร่ นอกจากโดนสาดน้ำกับเทข้าวแกงใส่กระเป๋าเธอ เธอก็จำได้แค่นั้น ครูชื่ออะไรเธอยังจำไม่ได้เลย
“ฉันจะไหวไหมนะ” ฟางเซียนหมุนซ้ายหมุนขวา กลิ้งตัวไปมาอย่างคนคิดหนัก ชีวิตนี้นึกว่าจะคิดหนักแค่ตอนเลือกเสื้อผ้ากับกระเป๋าเสียอีก
แต่ว่า...
“ได้สิ ฉันต้องทำได้ ฉันคือวิญญาณที่กลับมาเกิดใหม่เลยนะ!” พูดจาให้กำลังใจฮึกเหิมตัวเอง ฟางเซียนก็จิ้มกดตกลงในทันที ตอนจิ้มเผลอหลับตาหยีอย่างไม่รู้ตัว
[คุณได้สมัครเรียบร้อยค่ะ]
ฟางเซียนมองหน้าต่างที่เด้งขึ้นมาด้วยความตื่นเต้นอย่างไม่รู้ตัว เป็นครั้งแรกที่เธอตื่นเต้นในเรื่องอื่นที่ไม่ใช่ตอนอี้ชิงซื้อกระเป๋าคอลเลคชั่นใหม่ให้
เพราะฟางเซียนนั้นไม่มีบัตรเครดิตหรือสมุดเงินฝาก ดังนั้นเธอจะต้องเดินทางไปยังสถานที่เรียนเพื่อชำระเงิน และรับฟังสัญญาหรือข้อตกลงให้เรียบร้อย การสมัครนั้นไม่ยุ่งยากก็จริง เพราะเมืองนี้ให้โอกาสทุกคน เพียงแต่จะมีสัมภาษณ์เล็กน้อยเพื่อประเมินความพร้อมสำหรับการเรียน เพราะทุกที่นั่งล้วนเป็นที่ต้องการของทุกคน พวกเขาจึงไม่คิดให้สิทธิกับคนที่ไม่จริงจังกับการเรียน
ฟางเซียนมองอีเมล์ที่เด้งเข้ามา มันเป็นสถานที่ที่เธอจะต้องไปสัมภาษณ์ และชำระเงิน เธอประเมินดูแล้วก็ไม่ไกลเท่าไหร่นัก นั่งรถจากโซนที่อยู่อาศัยไปโซนการเรียนประมาณสองป้ายรถบัสเท่านั้น วันที่นัดก็...
อีกสองวัน
ฟางเซียนรู้สึกดีขึ้นที่ระยะเวลายังพอมีให้เธอทำใจบ้าง แม้ตอนแรกตั้งใจจะเว้นช่วงรอทุกอย่างให้เข้าที่เข้าทางก่อนก็ตาม แต่เธอไปค้นเจอมาว่าการเปิดรับนักเรียนนั้นจะเปิดปีละไม่กี่ครั้ง สถานที่เรียนที่ฟางเซียนเลือกไม่ใช่สถานกวดวิชาหรือพวกเอกชน แต่เป็นของรัฐบาล ดังนั้นกฎเกณฑ์จึงเยอะกว่าชาวบ้านเขานิดหน่อย แต่มันดีตรงที่ค่าเรียนไม่แพงเท่าไหร่นัก
เมื่อไม่มีเหตุผลที่จะนอนกลิ้งอีก ฟางเซียนจึงลุกขึ้นเดินไปอาบน้ำ ทุกอย่างเงียบสงบ และราบรื่นจนน่าดีใจเลยทีเดียว แม้จะรู้สึกแปลก ๆ กับความเงียบรอบตัวบ้างก็ตาม
ฟางเซียนไม่เคยตื่นมานอนกลิ้งรับลมเย็น ๆ แบบนี้ ปกติกว่าจะตื่นก็สายโด่งแล้ว ตื่นมาก็ต้องรีบแต่งเนื้อแต่งตัวไปเกาะติดลู่อี้ชิง ไม่ก็งานเลี้ยงตามที่ต่าง ๆ สถานบันเทิง แสงสี เสียงหัวเราะของเหล่านักเที่ยวยามราตรี ช่างไม่เหมือนกับในตอนนี้เลยจริง ๆ
“เอาล่ะ จัดการบ้านก่อนแล้วกัน” เพราะอยู่คนเดียว ฟางเซียนจึงพยายามพูดออกมาให้มากที่สุด อาจจะเพราะบรรเทาความเหงาในใจ มันไม่ใช่เพียงแค่ปีสองปี แต่เธออยู่กับความเงียบ และความเหงามากว่าสามสิบปีแล้วในโลกก่อน ตอนนี้แม้จะไม่ได้แย่ เพราะยังมีร่างกายที่แข็งแรงอยู่ แต่ฟางเซียนก็ยังรู้สึกเหงาจริง ๆ
อดคิดถึงเด็กเล็ก ๆ สักคนไม่ได้เลย...
ฟางเซียนสะบัดหัว ช่างเถอะ อย่างน้อยก็เป็นความเหงาที่เธอเลือกเอง นี่เพิ่งจะสองวันเอง เธอจะมาโอดครวญอะไรมากมาย?
ฟางเซียนเกล้าผมขึ้นสูง ก่อนจะสวมผ้าปิดปาก และถุงมือให้เรียบร้อย เธอเดินออกนอกบ้านพร้อมอุปกรณ์ตัดหญ้าแบบง่าย ๆ ที่ซื้อมา เธอจัดการทุกอย่างอย่างช้า ๆ ตามประสาคนที่ไม่เคยทำอะไรมาก่อน
“เฮ้ เธอตัดเป็นหรือเปล่าน่ะ?”
“!!!” ฟางเซียนแทบสะดุ้งเมื่ออยู่ ๆ ก็มีเสียงดังขึ้น พอหันกลับไปก็เจอกับสีผิวแทน ๆ ของผู้หญิงผมสั้นที่ตัดทรงเหมือนผู้ชายยื่นหน้าเข้ามาที่ประตูรั้ว ใบหน้าของเธอดูไม่ออกว่าสวยหรือไม่สวย เพราะการแต่งหน้าที่จัดเต็มจนเกินไป แต่ว่าก็ดูเป็นเอกลักษณ์จนละสายตาไม่ได้เหมือนกัน
อีกฝ่ายใช้มือที่ถืออมยิ้มเอาไว้ ชี้มาทางฟางเซียน คิ้วเรียวเลิกขึ้นเล็กน้อย ขณะพูดคุยกับเธออย่างสนิทสนม
“เพิ่งมาอยู่ใหม่เหรอ ไม่เคยเห็นหน้าเลย?” เสียงหวานดัดห้าวนั้น ทำให้ฟางเซียนรู้สึกแปลก ๆ ในสังคมของเธอไม่เคยเจอผู้หญิงที่พยายามทำตัวเหมือนผู้ชายมาก่อน แม้จะแต่งหน้าทาปาก แต่ก็ไม่ได้เข้มจนดูแปลกแบบนี้
“... ใช่ค่ะ” ฟางเซียนตอบกลับไป เธอรู้สึกทำตัวไม่ถูกเล็กน้อย
“เอาเถอะ เธออาจจะโง่ไปหน่อย เดี๋ยวฉันทำให้” ร่างสูงโปร่งเกินหญิงก้าวข้ามรั้วเข้ามา ท่าทางเดินอาจ ๆ นั้นดูไม่เหมือนผู้หญิงแม้แต่น้อย
ฟางเซียนรีบลุกขึ้น เธอรู้สึกระแวง และหวาดกลัวขึ้นมานิดหน่อย อีกฝ่ายเป็นคนแปลกหน้า มีจุดประสงค์อะไรกันแน่?
“อย่ามองฉันแบบนั้น ฉันเฟยอิน อยู่บ้านข้าง ๆ นี้เอง แต่เธอคงไม่เห็นหรอก ต้นไม้บังซะมิดขนาดนั้น”
“งั้นเหรอ...” ฟางเซียนถอนท่าทีระวังลง ท่าทางอีกฝ่ายก็ไม่ใช่พวกคลุกคลีกับโลกมืดอะไร “ฉันฟางเซียน เพิ่งย้ายมาอยู่ใหม่ค่ะ”
“ไม่ต้องพูดสุภาพกับฉันขนาดนั้นก็ได้” เฟยอินโบกมือไปมา เธอถกแขนเสื้อยาว ๆ ของตัวเองขึ้น ก่อนจะแย่งกรรไกรในมือฟางเซียนไป แล้วนั่งลงตัดหญ้าตรงนั้นด้วยความคล่องแคล่ว “ผู้หญิงตัวคนเดียวก็ลำบากแบบนี้ล่ะ ดูจากท่าทางเธอแล้วคงไม่เคยแตะดินเปื้อนทรายเลยล่ะสิ?”
“...” ฟางเซียนไม่ได้ตอบอะไร เธอเขยิบออกมา แล้วนั่งยอง ๆ มองเทคนิคการตัดของเฟยอินที่ทำได้รวดเร็ว และเนี้ยบกว่าที่เธอตัดไปเมื่อครู่มาก
เพียงไม่นาน หน้าบ้านที่มีแต่หญ้ารก ๆ ก็โล่งเตี้ยน ดูสะอาดตาไม่น้อย เหลือเพียงทำความสะอาดพวกเศษหญ้าเท่านั้น
“เอ้า เรียบร้อย” เฟยอินยื่นกรรไกรคืนให้ “ไว้พ่อฉันกลับมาจะให้มาช่วยตัดแต่งต้นไม้ รกแบบนี้น่ากลัวจะตาย”
“...เอ่อ อืม”
เพียะ!
“โอ้ย!” ฟางเซียนร้องเสียงหลงเมื่อมือที่ยื่นไปรับกรรไกรนั้นโดนตีเสียแรงจนแดงป้าน “ทำอะไรน่ะ!”
“คนช่วยขนาดนี้สิ่งที่ควรพูดไม่ใช่คำว่าขอบคุณหรือไง?”
“ขอบ... คุณเหรอ” ฟางเซียนขมวดคิ้ว เธอดูไม่เข้าใจสิ่งที่อีกฝ่ายบอก แม้จะเป็นเพียงเรื่องง่าย ๆ
เฟยอินมองอีกฝ่ายราวกับตัวประหลาดบ้าง “ถ้ามีคนมาช่วยเธอหรือทำดีกับเธอ เธอก็ต้องขอบคุณ นั่นเป็นเรื่องง่าย ๆ”
“เอ่อ... งั้นขอบคุณนะ” ฟางเซียนลองพูดออกไป เธอไม่เคยพูดขอบคุณด้วยใจจริงมาก่อน ปกติคำนี้สำหรับเธอก็แค่พูดเอาใจลู่อี้ชิงหรือบรรดาพวกผู้ชายที่ซื้อของให้เท่านั้น
แต่ว่าแค่ตัดหญ้าโดยที่ไม่ได้ขอเนี่ยก็ต้องพูดด้วยเหรอ...
ฟางเซียนคิดหนัก แต่เมื่อหันสายตาไปมองหน้าบ้านที่สะอาดสะอ้านของตัวเอง แล้วนึกถึงตอนตัวเองลงมือตัดด้วยความยากลำบากแล้ว น่าแปลกที่หัวใจรู้สึกตื้นตันขึ้นมาหรือนี่จะเป็นความรู้สึก ‘ขอบคุณ’ อย่างที่เฟยอินบอกเธอ
“ฉันขอบคุณเธอจริง ๆ”
“บอกทำไมสองรอบ” เฟยอินหัวเราะกว้าง ฟางเซียนมองหญิงสาวที่อ้าปากหัวเราะอย่างไม่สนสายตาใครด้วยความทึ่ง นี่ก็คือคนที่เป็นตัวของตัวเองเหมือนกันสินะ “เลี้ยงข้าวฉันดีกว่าถ้าอย่างนั้น ขอชิมฝีมือของเธอหน่อยซิ”
“ก็ได้นะ” ฟางเซียนตอบรับ จะว่าไปเธอเองก็เริ่มหิว ๆ แล้วเหมือนกัน
“ขอถามหน่อย ว่าไอ้เสียงโป๊กป๊ากจนน่ากลัวที่เหมือนกับทำสงครามนั่น ผลผลิตของมันก็คือไอ้ก้อนดำ ๆ แข็งโป๊ก ชนิดที่ปาหัวหมาแล้วตายนี่อะนะ”
เฟยอินมองก้อนดำ ๆ สองก้อนที่วางอยู่บนจาน เธอลองใช้ส้อมจิ้ม ๆ ดู ผลปรากฏว่าส้อมงอ! ส้อมงออะ!!!
“มันคือแพนเค้กไง” ฟางเซียนมองเฟยอินตาโต ของแค่นี้อีกฝ่ายก็ไม่รู้จักได้ไง ฟางเซียนยื่นกล่องแป้งแพนเค้ก ที่เพียงแค่ผสมไข่ และนม ตีให้เข้ากันแล้วนำไปทอดก็ได้แพนเค้กสวย ๆ มากินให้ดู “นี่ไง หลักฐาน!”
“เกิดมาเธอเคยเห็นแพนเค้กหน้าตาแบบนี้เหรอ?!” เฟยอินมองอย่างไม่อยากเชื่อ
“มันอาจจะเป็นสูตรของยี่ห้อนี้ ฉันเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน” ฟางเซียนขมวดคิ้ว เธอหยิบกล่องขึ้นมาอ่าน “แพนเค้ก สูตรธรรมดา อืม... กล่องอาจจะพิมพ์ผิดมั้ง”
“นี่หล่อนพกสมองมาจากท้องแม่ไหมหา!!!”
สุดท้ายมื้ออาหารนั้นก็จบลงด้วยการที่เฟยอินสวมผ้ากันเปื้อน จัดการเทแป้ง ตีไข่ ผสมนม ทำแพนเค้กขึ้นมาบาง ๆ เป็นชั้น ๆ สองจาน แล้วนำน้ำผึ้งมาราดพร้อมเสิร์ฟ
กลิ่นหอมนั้นทำให้ฟางเซียนมองอย่างน้ำลายไหล คนที่ไม่เคยขาดอาหารมื้อหรู กลับมาน้ำลายไหลเพราะแพนเค้กสำเร็จรูปเสียอย่างนั้น
“แป้งหมดเลย” อดไม่ได้ที่จะบ่นเบา ๆ เธอซื้อมากล่องเดียวเอง
“มันหมดเพราะเธอเอาไปทำอาวุธสงครามยังไงล่ะ!” เฟยอินจิกตาใส่ ตอนแรกที่เธอมาทักเจ้าตัว เพราะคิดว่าอาจจะเป็นคุณหนูหนีออกจากบ้านมาสร้างตัว แม้จะใส่เสื้อแขนยาว สวมหมวก ปิดหน้า แต่แค่ออร่ากับเห็นเนื้อผิว เฟยอินก็เดาได้แล้วว่าอีกฝ่ายเป็นลูกคนมีอันจะกิน
เฟยอินมองอีกฝ่ายที่ทำหน้าตาตื่นเต้นกับแพนเค้กโง่ ๆ ที่ใครก็ทำได้ หยิบโทรศัพท์มารัวถ่ายไม่หยุดด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก พอไม่มีหมวกกับผ้าปิดปาก อีกฝ่ายก็เป็นคนสวยคนหนึ่งอย่างที่เธอคิดจริง ๆ ตากลมโต จมูกเล็ก ริมฝีปากหยักสวย เสียดายที่ชอบทำหน้านิ่ง ๆ วีน ๆ แปลก ๆ
เฟยอินคิดภาพคนเอ๋อ ๆ แบบนี้เป็นพวกวีนเหวี่ยงไม่ออกแม้แต่น้อย
ถ้าฟางเซียนได้ยินคงได้แต่หัวเราะก้องฟ้าว่านั่นแหละตัวตนของเธอทั้งชีวิต!
ฟางเซียนยืนอยู่หน้าอาคารสามชั้นสีขาวสะอาดตา เป็นอาคารที่ไม่ได้ใหญ่โตนัก แต่มีกำแพงล้อมรอบอย่างมิดชิด ทั้งดูสะอาดสะอ้านสบายตา สมแล้วกับการที่เป็นหนึ่งในตึกเรียนสำหรับคนเรียนเสริม
วันนี้ฟางเซียนเดินทางมาเพื่อชำระเงินค่าเรียน หากสัมภาษณ์ผ่าน
ฟางเซียนกังวลเล็กน้อย เพราะเธอไม่เคยทำอะไรแบบนี้มาก่อน ก้มลงมองเสื้อเชิ้ตกับกระโปรงทรงเอยาวถึงเข่า ที่แม้จะแต่งตัวดูเรียบร้อยยังไง ฟางเซียนก็คิดว่ามันดูยั่วเพศอยู่ดี จะโทษที่หุ่นเธอก็ออกจะเป็นการอวดอ้างไปเสียหน่อย
ฟางเซียนกระชับกระเป๋าแน่น ก่อนจะเดินตรงเข้าไปด้วยใบหน้านิ่งเรียบตามแบบฉบับ แม้ความจริงเธอจะตื่นเต้นแทบตายแล้วก็ตาม
เธอไม่เคยเรียนมาก่อน ทั้งยังไม่เคยมายุ่งกับสถานที่ที่ดูเรียบร้อยแบบนี้ด้วย มันช่างเป็นความรู้สึกที่แปลกใหม่จริง ๆ
เป็นอีกครั้งที่เธอขอบคุณทุกสิ่งที่ทำให้เธอกลับมา
“สวัสดีค่ะ ติดต่อเรื่องอะไรคะ” พนักงานสาวที่นั่งอยู่หน้าเคาน์เตอร์เงยหน้าขึ้นมาถามด้วยรอยยิ้ม เธอมองหญิงสาวรูปร่างสูงโปร่ง ผอมบาง ทว่ามีสัดส่วนตรงหน้าด้วยความฉงน ผู้หญิงสวย รูปร่างดีแบบนี้ต้องการอะไรที่สถานศึกษาแบบที่นี่กันนะ?
“สวัสดีค่ะ” ฟางเซียนตอบรับคำ นับตั้งแต่ที่เธอโดนเฟยอินว่าเรื่องการขอบคุณ เธอก็ไปศึกษาเรื่องมารยาทพอสมควร สังคมที่เธอเติบโตมา ไม่ว่าใครต่างก็สอนเธอด้วยการกระทำว่าทุกสิ่งที่เธอได้รับนั้น เธอสมควรได้รับอยู่แล้ว เธอไม่จำเป็นจะต้องรู้สึกอะไรมากกว่านั้น เพราะเธอคือคนที่ทุกคนจะต้องให้ความเคารพ แม้จะเคารพเพราะอำนาจของผู้อื่นก็ตาม
ซึ่งฟางเซียนตบตีกับตัวเองมาสองวันว่าสิ่งที่เธอเชื่อนั้นมันถูกต้องหรือไม่ มันเป็นสิ่งที่เธอเชื่อมาเกือบตลอดหกสิบปีนับตั้งแต่ที่เธอตาย จะให้มาเปลี่ยนความคิดตัวเองคงยากไปเสียหน่อย แต่ว่าหากเธอยังเป็นเหมือนเดิมอยู่ การกลับมานั้นก็คงไม่มีความหมาย
ฟางเซียนจึงเลือกที่จะทำตามในสิ่งที่ตนเองนั้นไม่เคยเชื่อดูบ้าง
นั่นก็คือการเคารพผู้อื่นเช่นกัน ต่อให้อีกฝ่ายจะไม่น่าเคารพเลยก็ตาม
“ฉันมาติดต่อเรื่องสัมภาษณ์เรียนที่ลงทะเบียนไว้ค่ะ”
“ได้ค่ะ ขอทราบชื่อด้วยนะคะ” เหมยเหมยยิ้มรับ แม้จะประหลาดใจที่ผู้หญิงดูสมบูรณ์แบบตรงหน้าจะมาสมัครเรียนก็ตาม แต่ไม่ว่าใครก็มีสิทธิที่จะเรียนได้หากมีความพยายาม และความตั้งใจ
“หลินฟางเซียน”
“คุณหลินนะคะ” เหมยเหมยป้อนชื่อลงในระบบทันที เธอกวาดตามองครู่หนึ่งก็ยิ้มกว้างก่อนจะบอกทิศทางที่ฟางเซียนจะต้องไปในทันที “ขอให้สอบผ่านนะคะ”
ฟางเซียนที่ได้รับคำอวยพรจากคนแปลกหน้าอดไม่ได้จะรู้สึกประหลาด ก่อนที่เธอจะยิ้มบาง ๆ ให้ “ขอบคุณค่ะ”
เหมยเหมยมองรอยยิ้มนั้นอย่างเหม่อลอย โอ๊ย! สวยเหลือเกิน!!! นิสัยก็ดีอีก!
หากฟางเซียนมาได้ยิน เธอคงเอาเหมยเหมยมานั่งกับเฟยอิน แล้วหัวเราะให้ก้องฟ้าใส่หน้าอีกรอบ
ฟางเซียนเดินขึ้นบันไดมาชั้นที่สอง แล้วเดินตรงไปยังห้องที่พนักงานบอก เธอเห็นเก้าอี้ตั้งอยู่ด้านหน้าเรียงต่อกันประมาณสิบตัว พร้อมกับคนสี่ห้าคนที่นั่งรอสัมภาษณ์ ฟางเซียนจึงเดินไปนั่งต่อท้ายในทันที รอเขาเรียกเข้าไปสัมภาษณ์
เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อหาอะไรทำฆ่าเวลา อีกส่วนก็เพื่อทำให้ตัวเองหายอาการตื่นเต้นเสียก่อน
เธอที่เคยได้เดินควงแขนมาเฟียยักษ์ใหญ่อย่างลู่อี้ชิงในงานเลี้ยงที่เต็มไปด้วยเหล่าบรรดาของนักธุรกิจ กลับมาตื่นเต้นกับการสอบสัมภาษณ์พวกนี้ เธอล่ะเชื่อเลยจริง ๆ
“ตื่นเต้นเหรอ”
“คะ?” ฟางเซียนที่กำลังก้มหน้ากับการเลื่อนฟีดข่าวอย่างรัว ๆ โดยที่ไม่อ่านเลยสักโพสต์นั้น แค่นี้ก็บ่งบอกได้ว่าเจ้าตัวไม่ได้มีสมาธิเท่าไหร่
คนที่ทักเธอเป็นผู้หญิงผมบ๊อบสั้นที่นั่งข้าง ๆ ดวงหน้าหวานนั้นดูนุ่มละมุนชวนเป็นมิตร ฟางเซียนมองหน้าใสนั้นอย่างงุนงงนิดหน่อย ทำไมคนเมือง K ชอบทักคนแปลกหน้าจัง...
“เรามีนี่ เผื่อจะช่วยเธอได้” หญิงผมบ๊อบเปิดกระเป๋าก่อนจะคว้าลูมอมออกมาให้ “กินสิ”
“ให้ฉันเหรอ?” ฟางเซียนมองอย่างระแวง หรือจะมียาพิษ?!
“ใช่ ๆ ไม่ต้องมองแบบนั้นหรอกน่า ฉันเพิ่งซื้อที่ร้านสะดวกซื้อหน้าสถานศึกษานี่เอง” สาวผมบ๊อบกล่าวขำ ๆ รอยยิ้มกว้าง ๆ ของเธอลดความระแวงของฟางเซียนได้มากเลยทีเดียว
ฟางเซียนที่เคยได้รับน้ำใจเป็นไวน์จากหญิงสาวคนหนึ่ง ผลก็คือเธอต้องเข้าห้องน้ำทั้งคืน เพราะยาระบายชั้นดี ทำให้เธออดไม่ได้จะรู้สึกไม่ดีกับของที่คนแปลกหน้าส่งให้ แต่มันก็แค่ลูกอม แถมยังไม่ถูกแกะด้วยคงไม่เป็นไรมั้ง...
“ขอบคุณค่ะ” ฟางเซียนรับมาก่อนจะแกะแล้วใส่ปาก ผลที่ได้คือความเปรี้ยวที่จี๊ดจนเธอต้องหยีหน้าออกมา “เปรี้ยว!”
“ฮ่า ๆ ๆ” สาวผมบ๊อบที่เห็นแบบนั้นกลับหัวเราะออกมา “หายตื่นเต้นเลยใช่ม้า~”
ยังมาทำหน้าระรื่นอีก!
ฟางเซียนอยากจะคายลูกอมออกมา เสียแต่มันจะดูน่าเกลียดไปหน่อย แถมเธอก็ไม่ได้พกกระดาษชำระมาด้วย แต่เพียงไม่นานความเปรี้ยวที่เคลือบลูกอมเอาไว้ก็ค่อย ๆ หายไป เหลือเพียงความหวานที่ละมุนปากเท่านั้น
“ว่ะ...หวานแล้ว”
“หืม เธอไม่เคยกินลูกอมแบบนี้เหรอ” สาวผมบ๊อบทำหน้าตาประหลาดใจ ก่อนจะทำสีหน้าสงสารนิดหน่อย “เอาเถอะ ถ้าพวกเราได้เรียนด้วยกัน ฉันจะพาเธอไปหาอะไรกินเองนะ!”
กลายเป็นว่าอีกฝ่ายคิดว่าฟางเซียนนั้นไม่มีเงินจนไม่มีปัญหาไปกินอะไรเสียอย่างนั้น
ฟางเซียนนั่งหลังตรงอยู่บนเก้าอี้ทันที บรรยากาศเงียบ ๆ ที่แผ่ออกมาโดยมีคนสามคนนั่งจ้องนั้นช่างกดดันเสียเหลือเกิน
แต่ฟางเซียนก็เชี่ยวชาญพอที่จะเก็บสีหน้า และคงรอยยิ้มบางเบาเอาไว้ อย่างน้อยสถานการณ์ที่กดดันกว่านี้เธอก็เคยผ่านมาแล้ว ไม่ใช่เรื่องยากอะไรที่เธอจะผ่านมันไปอีกครั้ง ฟางเซียนปลอบตัวเอง
“คุณหลินฟางเซียนนะครับ” กรรมการสัมภาษณ์คนแรกเป็นคนถามขึ้น แล้วก็ตามมาด้วยการร่ายประวัติส่วนตัวของหลินฟางเซียนที่มีเพียงชื่อกับอายุเท่านั้น กรรมการดูแปลกใจนิดหน่อย แต่รายละเอียดอย่างอื่นทางสถานศึกษาก็ไม่ได้บังคับในการกรอกข้อมูล จึงไม่ได้ติดใจอะไร “ไม่มีประวัติอาชญากรรมนะครับ”
“ไม่มีค่ะ” ฟางเซียนตอบอย่างมั่นใจ เธอน่ะไม่มี แต่คนที่เธอเคยคบอ่ะไม่แน่
“ขอทราบเหตุผลที่ต้องการมาเรียนได้ไหมคะ”
“... ค่ะ” ฟางเซียนสูดลมหายใจ เธอนั้นไม่เคยต้องมานั่งให้ใครมาถามรัว ๆ แบบนี้มาก่อนเลย แม้จะพยายามหาข้อมูลหรือเก็งคำถามที่คิดว่าจะถูกถามมาก่อนก็ตาม แต่คำตอบที่เตรียมมากลับปลิววับไปในพริบตาเมื่อถูกถามเหตุผลตรง ๆ แบบนี้ “ฉัน... ไม่เคยเรียนค่ะ ฉันแค่อยากเรียน ฉันคิดว่ามันอาจจะทำให้ชีวิตที่เป็นอยู่ตอนนี้ของฉันเปลี่ยนไป ฉันถึงมาสมัครค่ะ”
เหตุผลอย่างที่ว่าอยากจะแสวงหาความรู้เพิ่มเติม เพื่อไปต่อยอดในอนาคต หรือเหตุผลสวยหรูต่าง ๆ นานา ไม่ได้ออกมาจากริมฝีปากบางของเธอเลย ฟางเซียนแอบด่าตัวเองที่ดันพูดความในใจ ไม่รู้ว่าเหตุผลง่าย ๆ ของเธอจะดูโง่แค่ไหนในสายตาของพวกเขากรรมการที่มีการศึกษาแบบนั้น
“เชิญที่ห้องถัดไปได้เลยครับ”
“เอ่อ ค่ะ” ฟางเซียนลุกขึ้นอย่างงง ๆ ก่อนจะเดินไปเปิดประตูที่อยู่ภายในห้อง เธอไม่รู้เลยว่าสรุปเธอผ่านหรือยังไม่ผ่าน ถามแค่นี้เองเหรอ ไม่ได้จะมาซักประวัติทุกอย่างของเธอหรือไงกัน?
แต่เมื่อเปิดประตูมาก็พบกับพนักงานที่เตรียมเอกสารรอเอาไว้แล้ว
“ยินดีต้อนรับสู่สถานศึกษาเลี่ยงเหลียงค่ะ เชิญกรอกใบสมัคร และชำระเงินค่าเทอมได้ทางนี้เลยนะคะ!”
ท่ะ... เธอทำได้!!!
กรี๊ด!
เฟยอินที่กำลังฮัมเพลงรดน้ำต้นไม้อยู่หน้าบ้านชะงัก เมื่อหันไปมองเพื่อนบ้านคนใหม่ที่เดินกระโดดโหยงเหยงเบา ๆ มาตามทาง สีหน้าราวกับถูกหวยลอตเตอรี่รางวัลที่ 1 อย่างไรอย่างนั้น แต่ไอ้ท่ากระโดดเหมือนกระต่ายนั่นก็น่ารักดีจนอดแซวไม่ได้
“เฮ้ แม่นางเด๋อด๋า”
“ด่ะ...เด๋อด๋า?!” ฟางเซียนที่กำลังมีความสุขอยู่ในโลกของตัวเองสะดุ้งทันทีเมื่อโดนสาวห้าวข้างบ้านเอ่ยทัก เธอหันไปมองอย่างตื่น ๆ “เรียกฉันเหรอ?!”
เกิดมานอกจากงามสง่าเหมือนนางพญาหรืองดงามราวกับหงส์ ฟางเซียนไม่เคยถูกเรียกว่าเด๋อด๋ามาก่อน?! แต่แน่นอนว่าไม่รวมกับที่ด่าสวยแต่โง่หรือสวยไม่มีสมองนะ เพราะพวกนั้นเธอจัดการจิกหัวสั่งสอนไปหมดแล้ว
แต่เด๋อด๋านี่เพิ่งเคยได้ยิน!
“ใช่สิ ตรงนี้ก็มีแค่เธอกับฉันไม่ใช่เหรอ” เฟยอินอยากจะหัวเราะก๊ากกับสีหน้าของอีกฝ่ายเหลือเกิน เป็นคนที่แกล้งแล้วสนุกจริง ๆ ไม่รู้เจ้าตัวจะรู้ไหม แต่ดูจากท่าทางน่าจะไม่เคยโดนใครแกล้งมาก่อนเสียมากกว่า “ดีใจอะไรขนาดนั้น”
“ก็... ฉันเพิ่งสัมภาษณ์ที่สถานศึกษาผ่านน่ะค่ะ” แม้จะไม่พอใจกับคำเรียก แต่เท่าที่รู้จักผ่าน ๆ มา เฟยอินเป็นคนที่อย่าไปเถียงด้วยดีที่สุด ถ้าไม่อยากจะปวดหัว
“ว้าว? เธอสมัครเรียนเหรอ?”
“ก็ใช่ค่ะ”
“นั่นต้องฉลองไม่ใช่หรือไง?” เฟยอินหันหลังไปตะโกนลั่น “พ่อ! แม่! พี่! ฉลองหน่อย! คนข้างบ้านสัมภาษณ์เรียนผ่าน!!!”
“เดี๋ยว ๆ !” ฟางเซียนอ้าปากเหวอ ยกไม้ยกมือร้องห้ามเป็นพัลวัน แต่เหมือนจะไม่ทันเสียแล้ว เสียงห้าว ๆ ของเฟยอินดังยังไม่ถึงสองวิดี บรรดาครอบครัวตระกูลตงก็เดินออกมา อันประกอบด้วยคุณพ่อ คุณแม่ และคุณพี่ที่ยื่นหน้ามามองหน้าสลอน
“อาอิน คนนี้ที่บอกว่าอยู่ข้างบ้านเรอะ!”
“ใช่พ่อ ที่จะให้พ่อไปตัดต้นไม้ให้ไง” เฟยอินตะโกนกลับ
“ดี ๆ ๆ สวยแบบนี้ พ่อทำให้ฟรี! ฮ่า ๆ ๆ ๆ” เสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊ากนั้นดูน่าเกลียดจนฟางเซียนขนลุก ทั้งอ้าปากกว้าง ทั้งเสียงดังมะเทิ่ง เห็นแล้วชวนให้รู้สึกรังเกียจสุด ๆ!
พ่อของเฟยอิน เป็นชายวัยกลางคนที่มีร่างกายล่ำโตราวกับหมีป่า ทั้งหนวดรกครึ้มปิดหน้าจนเกือบมองไม่เห็น แต่ท่าทางที่แสดงออกนั้นทำให้ลดราศีความดุดันไปมาก เขาเป็นขวัญใจของเด็ก ๆ แถวบ้านเลยทีเดียว
“สมัยแม่สาว ๆ ก็หน้าแบบนี้แหละ” อีกคนเป็นผู้หญิงที่มีฉายาว่ายายแก่ตง ไม่ใช่เพราะว่าเธอนั้นแก่หงำเหงือกหรือว่าอะไร กลับกันเธอเป็นหญิงสาวตัวเล็ก ๆ ที่มีหน้าตาสะอาดสะอ้าน แต่ติดนิสัยขี้บ่น พูดมาก ขี้นินทา สารพัดมนุษย์ป้า คนเลยเรียกกันว่า ‘ยายแก่’ แต่เหนือสิ่งอื่นใดที่มีก็คือความใจดี ใจบุญของเธอ นิสัยแย่ ๆ อย่างอื่นคนก็เลยมองข้ามไปบ้าง เพราะมองอีกแง่ยายแก่ตงก็เป็นคนจริงใจที่หาได้ยากคนหนึ่ง
“ทำไมต้องเสียงดังรบกวนชาวบ้านด้วย” อีกคนกลับเป็นชายหนุ่มที่น่าจะเป็นพี่ชายของเฟยอิน เขาคือ เฟยหรง ชายหนุ่มเจ้าของใบหน้าสลักคมที่ติดจะดุ ๆ และออกจะหน้าไม่เป็นมิตร เขาไม่เหมือนน้องสาวตรงท่าทางจริงจัง และดูอยู่ในกรอบระเบียบ แต่เรื่องความหน้าตาดีนั้นต้องบอกว่าที่หนึ่งเลยทีเดียว
พอฟางเซียนเห็นแบบนั้นก็คิดได้ว่าถ้าเฟยอินไม่แต่งหน้า อาจจะเป็นคนสวยคนหนึ่งก็ได้
“นี่ฟางเซียน เพื่อนบ้านเราไง! ยัยนี่สอบสัมภาษณ์เรียนผ่าน ไม่ใช่ว่าเราต้องฉลองกันเหรอ!” เฟยอินพูดจาฟุ้งใหญ่โต ทั้งที่ใช่เรื่องของตัวเองไหมก็ไม่ ทำไมถึงได้รู้สึกดีใจตื่นเต้นเหมือนเป็นเรื่องของตัวเองขนาดนั้นกัน
“โอ้ ดีเลย! วันนี้แม่จะต้องจัดชุดใหญ่เลยสินะ! โฮะ ๆ ๆ ๆ” ยายแก่ตงประจำหมู่บ้านเงยหน้าหัวเราะ ก่อนจะเดินกลับเข้าบ้านไปอย่างรวดเร็ว
“งั้นเดี๋ยวพ่อจะไปดูต้นไม้ให้ ว่างพอดี!” ส่วนตาแก่ตงก็เดินอ้อมไปสวนหลังบ้าน ระหว่างทางยังฮัมเพลงอย่างรื่นเริง เป็นเพลงที่สำหรับร้องในวันยินดีของบุตรชายบุตรสาวที่ประสบความสำเร็จอะไรสักอย่าง ฟางเซียนที่ได้ยินรู้สึกแปลก ๆ คันยุบยิบที่หัวใจนิดหน่อย
“ถ้ามีปัญหาอะไรก็บอกผมได้” แม้แต่คนหน้าดุ เจ้าระเบียบ หน้าตาไม่เป็นมิตรอย่างคุณพี่ชายยังเดินมาแนะนำตัวอย่างสุภาพ ฟางเซียนมองเขาที่ยื่นตราตำรวจให้ดู ทำให้รู้ว่าเขาเป็นตำรวจ “บ้านหลังนั้นไม่มีคนอยู่มานาน อาจจะมีอะไรเสียหาย เดี๋ยวผมกับพ่อจะช่วยไปตรวจดูให้”
“คุณพี่ช่างมีน้ำใจจริง ๆ!” เฟยอินหัวเราะร่าขณะเดินมาเกาะบ่าพี่ชายตัวเอง วันนี้เธอแต่งหน้าเบากว่าวันแรกที่เจอมาก ทำให้เห็นว่าเฟยอินนั้นเป็นผู้หญิงที่มีดวงตาเฉียงคม และติดจะหมวยหน่อย ๆ แต่รวมกันแล้วทำให้เธอดูมีเสน่ห์เหมือนนางร้ายเลยทีเดียว
ฟางเซียนนึกถึงตัวเองตอนแต่งหน้า ที่พยายามให้ตัวเองดูร้าย ๆ แบบนั้น เพื่อเป็นเกราะป้องกันตัวเอง ทั้งที่ความจริงตัวเธอนั้นมีตาที่กลมโต จมูกที่จิ้มลิ้ม และริมฝีปากที่หยักสวย ไม่ใช่สายนั้นเลยแม้แต่น้อย
“เธอก็รีบไปหางานทำได้แล้ว!”
“ไม่เอาน่า” เฟยอินเบะปาก ขณะเดินมาตบบ่าฟางเซียนเบา ๆ ราวกับรู้ว่าเธอนั้นกำลังเกร็ง “ป่ะ ไปดูบ้านเธอก่อนดีกว่า เดี๋ยวตอนเย็นมาฉลองกัน”
“... ฉลองเหรอ”
“ยินดีด้วยที่สอบผ่าน!”
“ยินดีด้วย” เฟยหรงก็ร่วมยินดีด้วยเช่นกัน
