บทที่ 4 ลางร้าย ตอนที่ 2

ปัง! ปัง! ปัง! เสียงเคาะประตูดังโครมครามทำให้เด็กสาวที่หลงทางอยู่ในภวังค์ความเศร้าดีดตัวสะดุ้ง หล่อนใช้มือปาดหยดน้ำที่พราวอยู่เต็มใบหน้าแล้วรีบย่างเท้าไปหยิบผ้าขนหนูมาเช็ดตัวหยาบ ๆ และพันกายเอาไว้พร้อมกับรีบเปิดประตู

“จะล้างล้วงอะไรกันนักหนาฮึ... ชักช้าโอ้เอ้อยู่ได้ นี่มันกี่โมงกี่ยามแล้ว”

ไม่ผิดอย่างที่คิด... อ้อนมายืนทำหน้าถมึงทึงเท้าสะเอวอยู่หน้าประตูห้องน้ำ จ้องมองหล่อนด้วยสายตาดูแคลนสมเพช

“พี่อ้อนมีอะไรเหรอ” หล่อนกอดจับผ้าขนหนูแน่น หลบตามองพื้นไม่อยากแยแสสีหน้าเย้ยหยันนั้น

“สบายจริงนะ... ได้กับผัวเจ้าของบ้านเข้าหน่อยก็นอนกินบ้านกินเมืองขึ้นแท่นจะเป็นเมียน้อยเต็มตัวเลยสิท่า” วาจาเสียดสีเหน็บแนมทำให้เด็กสาวเม้มริมฝีปาก แต่ก็ปลงใจไม่อยากโต้เถียงกลับ

 อ้อนไม่ชอบหล่อนมาตั้งแต่ไหนแต่ไร เพราะเป็นข้าเก่าในบ้านดาริน พอลลินดาออกเรือนมา ผู้เป็นแม่ก็เป็นห่วงและส่งคนสนิทมาให้ช่วยดูแล เป็นหูเป็นตาทุกอย่าง อ้อนจึงมีความรู้สึกนึกคิดกับหล่อนไม่ได้ต่างจากนาย 

“คุณยาย... จะให้หนูออกจากบ้านหลังนี้เหรอจ๊ะ”

“ยังไม่ใช่ตอนนี้... ยังไงแกก็ถูกเฉดหัวออกไปวันยังค่ำแหละ รอคุณนายเสร็จธุระก่อนเถอะ แต่นับจากนี้เป็นต้นไป แกไม่มีสิทธิ์ขึ้นมาเหยียบบนตึกนี้อีก เก็บข้าวของของแกซะ ห้ามเอาของมีค่าไปแม้แต่ชิ้นเดียว เสื้อผ้าแพง ๆ พวกนั้นด้วย” ร่างท้วมยืนเท้าสะเอวท่าเดิมแล้วชี้โน่นชี้นี่ออกคำสั่ง สัตตบงกชได้แต่พยักหน้า เพราะรู้อยู่แล้วว่าต้องโดนเล่นงานไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

และนี่... ก็เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น

“แล้วหนูนา... จะไปอยู่ที่ไหนเหรอพี่อ้อน”

“บ้านร้างเก่าในสวนหลังบ้านโน่น คุณนายให้เอาแกไปขังไว้ในนั้นก่อน ป้องกันแกขโมยของแล้วหนีไปก่อนได้รับโทษที่แกทำชั่ว ๆ เอาไว้” อ้อนแสยะยิ้มสะใจ

“รอหนูนาเดี๋ยวนึงนะ...”

“เร็ว ๆ ล่ะ ไม่อยากเสวนาด้วยนาน ๆ เกลียดนักพวกเลี้ยงไม่เชื่อง คุณผู้หญิงกับคุณนายรึอุตส่าห์เมตตาชุบเลี้ยงอย่างดี แต่ก็ยังใฝ่ต่ำหน้าไม่มียางอาย สักวันเถอะจะท้องหาพ่อให้เด็กไม่ได้เหมือนแม่แกที่มั่วจนแยกไม่ออกว่าในตัวแกมีเชื้อใครต่อใครอยู่บ้าง...”

“พี่อ้อน!”

“ทำไม... พูดความจริงรับไม่ได้เหรอ หึ... ฉันรู้นะว่าแกวางแผนอยากจะจับคุณเดลมาตั้งนานแล้ว เพราะแกอิจฉาคุณหงส์ อยากได้อยากมีอยากแทนที่เธอ” เสียงนั้นกระแหนะกระแหนอย่างจงใจ

ถ้อยคำแขวะกัดจนคนตัวเล็กสั่นไปทั้งร่าง สองมือกำเข้าหากันแน่น กัดริมฝีปากจนห้อเลือด แต่กลับไม่ได้รู้สึกเจ็บเลยแม้แต่นิดเดียว ดวงตากลมโตหลบหน้าซ่อนสายตาจากอ้อนไม่นึกอยากมอง

ไม่ใช่เพราะกลัว... แต่เพราะไม่อยากสร้างปัญหาให้ตัวเองต้องยุ่งยากไปกว่านี้ หล่อนกำลังตกที่นั่งลำบาก อะไรที่เลี่ยงได้ควรเลี่ยง สิ่งเดียวที่ทำให้ต้องกลั้นใจอดทนต่อสิ่งรุมเร้าก็คือ อยากพบอยากคุยกับลลินดาอีกสักครั้งให้เข้าใจ

แล้วหลังจากนั้น... ต่อให้ต้องวายชนม์สิ้นไป ก็ไม่นึกเสียดายเลยสักนิด...

“พี่จะว่าอะไรหนูนาก็ว่าเถอะ แต่อย่าลามไปถึงพ่อถึงแม่เลย พวกเขาไม่รู้เรื่องอะไรด้วย”

“แกแน่ใจเหรอ... ฉันว่าแม่แกน่ะตัวดี เอาล่ะ... พูดไปก็เสียเวลา รีบ ๆ เก็บของเข้า อ้อ... พวกเสื้อผ้าแพง ๆ เครื่องประดับที่คุณหงส์ให้ก็ด้วยนะ ไม่ต้องเอาไป” แววตานั้นลุกวาวด้วยความเจ้าเล่ห์ทันทีเมื่อเห็นสัตตบงกชเปิดตู้เสื้อผ้า ของใช้ด้านในนั้นมีแต่ของดี ตีราคาแล้วปัญญาอย่างหล่อนคงไม่มีวันได้แตะต้อง

           แต่มาถึงตอนนี้มันก็ไม่แน่

           สัตตบงกชไม่ได้ใส่ใจในทรัพย์นอกกายเหล่านั้นอยู่แล้ว สติของหล่อนถูกบีบอัดไว้ด้วยความกดดันมากมายเกินกว่าจะนึกต่อปากต่อคำกับเด็กรับใช้รุ่นพี่อย่างอ้อน หล่อนจัดการเปลี่ยนเสื้อผ้าในชุดเรียบร้อย เก็บข้าวของเท่าที่จำเป็นใส่กระเป๋าถือสำหรับเดินทางและเดินตามอ้อนไปอย่างว่าง่าย

           ตลอดทางที่สองเท้าเหยียบย่ำ ร่างกายมันเจ็บปวดราวกับกำลังเดินอยู่บนลวดหนาม โดยเฉพาะตรงส่วนกึ่งกลางลำตัว... มันร้าวจนขาแข็งแทบยกไม่ขึ้น น้ำตาไหลพรากอาบแก้มด้วยความอาลัย

           หล่อนไม่ได้จากบ้านหลังนี้เพราะมีเหตุจำเป็น แต่ต้องไปทั้งที่กายและใจยังบอบช้ำนัก เพราะไม่มีใครต้องการหล่อนอีกแล้ว แม้แต่ลลินดาที่เปรียบเสมือนแม่บังเกิดเกล้า

           ตะวันใกล้จะลับอำลาผืนดินเต็มที ท้องฟ้าในยามนี้ก็ดูมืดครึ้มอึมครึม ลมเย็นพัดกระทบร่างจนสะท้านเมื่อออกมาสู่ภายนอก หันแลไปทางไหนก็ว่างเปล่าเงียบงัน

           “อ้อยอิ่งรำไรอยู่นั่นแหละ คิดจะรอให้คุณผู้ชายกลับมาเห็นหรือไงว่าฉันกำลังลากแกไปขังในบ้านร้าง หืม... ฝันไปเถอะ เขาไม่สนใจแกหรอกนังโง่ โดนเยแล้วก็เททิ้งเหมือนกะ...” อ้อนกล่าวเสียดสีด้วยคำศัพท์วัยรุ่นอย่างจงใจให้อีกฝ่ายเจ็บช้ำ แต่ก็ถูกขัดขึ้นเสียก่อนพร้อมกับร่างเล็กนั้นที่ห่อตัวเดินนำหน้าไป

           “พี่อ้อนพอสักทีเถอะ ฉันแค่รู้สึกไม่สบาย”

           เด็กรับใช้ก็ไม่ว่าอะไรต่อ ยังคงแบะปากจิกสายตาด้วยความชิงชังแล้วกระทืบเท้าตามไปเบียดสัตตบงกชจนเซเกือบล้ม แล้วล่วงหน้าเป็นคนเดินนำไปเหมือนเดิม

           บ้านร้างที่ว่าหากพูดกันตามจริงก็ไม่เชิงจะเป็นบ้านร้างเสียทีเดียว แต่เป็นบ้านพักของพวกคนงานก่อสร้างซึ่งมาพักอยู่ชั่วคราวในตอนที่สร้างเรือนหอหลังนี้ ปลูกขึ้นง่าย ๆ ทรงเพิงหมาแหงนทำด้วยไม้ ด้านในเป็นห้องสี่เหลี่ยมโล่ง ๆ มีห้องน้ำเก่า ๆ สกปรก เพราะเมื่อการก่อสร้างเสร็จสิ้นที่นี่ก็ถูกปิดตายไปเลย

           ทุกคนจึงเรียกว่าบ้านร้าง... ปัจจุบันใช้เก็บอุปกรณ์สำหรับทำสวนที่ไม่ค่อยได้ใช้งานแล้ว นาน ๆ คนสวนถึงจะมาเปิดหาของใช้สักที

           อ้อนเดินลิ่ว ๆ เข้าไปเปิดประตูซึ่งคล้องโซ่เอาไว้และล็อกกุญแจอีกชั้น ฝุ่นฝ้าก็ฟุ้งจนต้องเอามือปิดจมูก สัตตบงกชยืนมองแล้วก็กลืนน้ำลายลงคอเฮือก

           หล่อนกลัว... ที่นี่ไกลจากบ้านหลังใหญ่พอสมควร และอยู่ด้านหลังสุดของที่ดิน ถัดไปก็เป็นรั้วแสดงอาณาเขต รอบ ๆ นี้ก็แวดล้อมไปด้วยต้นไม้ใหญ่น้อย ซึ่งพิรเดชต้องการปลูกไว้เพื่อหวังผลไว้รับประทานทุกฤดู แม้จะยังโตไม่เต็มที่ แต่ก็สามารถบดบังทางที่เดินมาจนเห็นตึกหลังใหญ่เพียงครึ่ง

           “เข้าไปสิ... ฝนก็จะตก นี่ก็มืดอยู่แล้วไม่เห็นหรือไง”

           “...” ร่างแบบบางอ้อยอิ่งกระชับหูกระเป๋าที่ถือเอาไว้จนมือชื้นเหงื่อ

           ถ้าจำไม่ผิด... บ้านหลังนี้แม้จะอยู่ในอาณาบริเวณของตึกใหญ่ แต่ก็ไม่มีไฟฟ้าใช้มานานพอ ๆ กับที่ไม่มีใครมาอยู่อาศัยนั่นแหละ

           “บอกให้เร็ว ๆ ฉันต้องเดินกลับไปอีกนะเว้ย เกิดฝนตกขึ้นมาพอดีแล้วมืด ๆ อย่างนี้จะกลับยังไง!!!”

           “ว้าย!! โอ๊ย!” พลั่ก!!! สัตตบงกชกรีดร้องเสียงหลงเมื่ออ้อนจับแขนแล้วลากเหวี่ยงเข้าไปด้านใน หล่อนล้มนั่งกระแทกกับพื้นจนตัวงอเพราะความเจ็บที่มีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว พอถูกกระทบกระเทือนอย่างแรง ส่วนความบอบช้ำก็ยิ่งระบม

           กริ๊ก! เมื่อหันมองไปอีกที อ้อนก็ปิดประตูล็อกกุญแจเสียแล้ว ความมืดครอบคลุมรอบตัวทันที เด็กสาวคว้ากระเป๋าเอามากอดแล้วตั้งสติหลับตาเพื่อจะได้คุ้นชินกับบรรยากาศภายใน

           “ว้าย! ฝนตกแล้ว อีนังหนูนาเด็กบ้า!!!” เสียงอ้อนตะโกนปาว ๆ ก่นด่าเสียงดังและเสียงนั้นค่อย ๆ เบาแว่วห่างออกไป พร้อม ๆ กับเสียงฟ้าฝนที่คำรามกู่ก้องเข้ามาแทนที่

           ซ่า... ไม่น่าเชื่อว่าเพียงไม่นานนัก เม็ดห่าฝนก็เทท่วมลงมาตกกระทบหลังคา ความกดอากาศต่ำลงโดยอัตโนมัติ ดวงตากลมโตตื่นกลัวพอจะปรับเข้ากับความมืดสลัวได้บ้างแล้ว หล่อนลุกขึ้นแล้วลากกระเป๋าไปนั่งขดตัวอยู่มุมหนึ่งของห้อง นึกไม่ออกเลยว่าจะรอดพ้นจากชะตากรรมนี้ไปได้อย่างไร

บทก่อนหน้า
บทถัดไป