บทที่ 7 นกน้อยไร้รัง ตอนที่ 1

ในที่สุดสัตตบงกชก็ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลได้ทันเวลาโดยได้รับความช่วยเหลือจากพิรเดช เมื่อถึงมือหมอทุกคนที่คอยลุ้นก็พลอยทุเลาความกังวลไปด้วย ตัวชายหนุ่มเองก็จำต้องเลื่อนนัดงาน เพราะกว่าจะพาคนป่วยมาถึงโรงพยาบาลก็กินเวลาล่วงเลยไปเป็นชั่วโมงแล้ว

ตัวเขาเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมต้องติดตามมาด้วยทั้ง ๆ ที่ให้เป็นธุระของคนใช้ในบ้านก็ได้ อาจเป็นเพราะอาการตอนนั้นของสัตตบงกชน่าเป็นห่วงอย่างมากเลยตกใจและเผลอลืมเรื่องน่าละอายที่เกิดขึ้นไปเสียสนิท

มาถึงตอนนี้... ก็เริ่มกระอักกระอ่วนใจไม่น้อย

หนึ่งชั่วโมงกับการตรวจอาการและสัตตบงกชอยู่ในความดูแลของแพทย์ เนื่องจากหล่อนเป็นไข้หวัดใหญ่ชนิดเอ ซึ่งอาการได้ลุกลามร้ายแรงพอสมควร หากทำการรักษาไม่ทันอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนถึงขั้นช็อกหรือหัวใจล้มเหลวเสียชีวิตได้เลยทีเดียว เนื่องจากร่างกายของเด็กสาวอ่อนแออยู่เป็นทุนเดิมแล้ว

หลังจากนั้นสัตตบงกชก็ถูกนำตัวไปยังห้องพักฟื้นเพื่อให้หล่อนได้พักผ่อนและรอดูอาการลำดับต่อไป

“ผมอนุญาตให้ป้าอิ่มหยุดงานจนกว่าเขาจะหายดี” ร่างใหญ่ยืนกอดอกหันหน้าออกไปด้านนอกหน้าต่างกระจกใสในห้องพักคนป่วย ป้าอิ่มครางรับทราบเบา ๆ นั่งจับมือที่ถูกเจาะให้น้ำเกลือให้ยาจนมีแต่รอยแผลสายห้อยระโยงระยางอยู่รอบเตียง

“เรื่องค่าใช้จ่าย ผมจะเป็นคนจัดการให้เอง ไม่ต้องห่วง”

“อิฉันขอบคุณคุณเดลแทนคุณหนูนาด้วยนะคะ ถ้าไม่ได้คุณเดลเมตตาเธอคงแย่” ป้าอิ่มหันมากล่าวกับพิรเดชที่ยังคงยืนตระหง่านหันหลังให้

“เขาหายดีแล้ว...ป้าอิ่มก็ช่วยจัดการเรื่องย้ายที่อยู่ให้ด้วยนะ”

“คะ...” คำอุทานนั้นเอ่ยขึ้นเพราะคับข้องไม่เข้าใจ

“พรุ่งนี้ผมจะโอนเงินเข้าบัญชีป้าอิ่ม... จัดการเรื่องค่ารักษาแล้วที่เหลือก็ยกให้เขาไป” คำแทนตัวร่างเล็กที่ยังคงนอนหลับใหลเพราะฤทธิ์ยาห่างเหินราวกับคนไม่รู้จัก ป้าอิ่มเองยังรู้สึกเจ็บแทน เพราะมันเท่ากับว่าสัตตบงกชกำลังถูกเอาเงินฟาดหัวแล้วขับไสหนึ่งชีวิตซึ่งไร้ที่พักพิงให้พึ่งพา เพียงเพราะหล่อนเป็นจำเลยในเรื่องน่าบัดสี

แล้ว... นกน้อยที่ปีกหักไร้รังเรือน ทั้งยังอ่อนหัดและเยาว์วัยจะต่อสู้ดิ้นรนเอาตัวรอดเพียงลำพังได้สักแค่ไหนกัน

“คุณเดลจะให้คุณหนูนาไปอยู่ที่ไหนล่ะคะ เธอไม่มีที่ไปหรอก...”

“แล้วจะให้อยู่ร่วมบ้านกับผมกับหงส์อย่างนั้นเหรอ เขาก็โตแล้ว... ต้องเรียนรู้ที่จะเอาตัวให้รอด ไม่อย่างนั้นทุกอย่างก็จะยิ่งแย่ไปกว่านี้”

“แต่...”

“ตัวเขาเองก็จะพลอยลำบากไปด้วย ป้าอิ่มคิดว่าทุกคนยอมรับเรื่องที่เกิดขึ้นได้เหรอ นี่เป็นทางออกที่ดีที่สุดแล้ว เชื่อผมเถอะ” พิรเดชหันกลับมาเจรจากับแม่ครัวในบ้านอย่างจริงจัง 

“ป้าก็เห็นว่าเกือบจะไม่รอดอยู่แล้ว ถ้าขืนยังปล่อยให้อยู่ด้วยกันเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น หนูนาไม่เป็นสุขหรอก” สีหน้าเรียบเฉยของชายหนุ่มไม่ได้บ่งบอกให้รู้สิ่งที่เขากำลังคิดอยู่ว่ามันดูเป็นการหวังอีกอย่างที่พูดออกมาหรือเปล่า

แต่ป้าอิ่มก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าทุกอย่างที่ชายหนุ่มกล่าวมานั้น... เป็นความจริง

พิรเดชเดินออกไปจากห้องนั้นโดยไม่ได้เอ่ยสิ่งใดอีก หญิงวัยกลางคนพอจะเข้าใจอยู่บ้างว่านายของตนเองกำลังเครียดจัด คิดอีกด้านเขาก็ยังยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือบ้าง ยังไงก็ยังดีกว่าปล่อยทิ้งปล่อยขว้างให้ไปตายเอาดาบหน้าตามลำพัง อย่างน้อย ๆ เงินก้อนที่ชายหนุ่มจะมอบให้ นางเชื่อว่ามันน่าจะมากพอสำหรับการเริ่มต้นของสัตตบงกชในช่วงแรก ๆ ที่ต้องพเนจรย้ายออกไป

สองเท้าชะงักกึกเมื่อเดินมาถึงรถที่จอดอยู่ แล้วล้วงกระเป๋ากางเกงนอนหากุญแจมากดรีโมทเปิดล็อก มองแลสำรวจตัวเองที่ยังคงอยู่ในชุดนอนแม้ตอนนี้จะล่วงเวลาสายไปมากแล้วก็ตาม

ชายหนุ่มถอนหายใจให้กับสิ่งที่ได้ทำลงไป... จะถูกหรือผิดเขาไม่อาจกล่าวได้เต็มปาก แต่จะให้เลือกแก้ปัญหาโดยวิธีอื่นคงไม่มีหนทางไหนเหมาะสม ร่างใหญ่ถอนหายใจแรง อาจมองเหมือนเขาเห็นแก่ตัวที่ไม่รับผิดชอบสัตตบงกชให้มากกว่านี้ในฐานะที่หล่อนก็สูญเสียแรกสาวให้กับเขา

แต่จะให้ทำอย่างไรล่ะ... ชายหนุ่มยอมรับว่าสงสารเด็กสาวจับใจ แต่ก็แค่สงสารและเวทนา เพราะรู้กำพืดพื้นเพหล่อนเป็นอย่างดี มันไม่มีความผูกพันอื่นใดนอกเหนือจากนั้น เขามีภรรยาอยู่แล้ว มีผู้หญิงที่รักราวกับเป็นดวงใจอีกครึ่ง สำหรับสัตตบงกช... เขาไม่อาจยื่นมือเข้าไปหยิบยื่นอะไรให้ได้มากกว่านี้จริง ๆ

เชียงใหม่

ร่างเล็กเดินโซเซออกมาจากห้องนอนด้วยสภาพเหมือนผีดิบไม่มีชีวิตจิตใจ หล่อนมองหาใครบางคน แต่เมื่อไม่เห็นก็ตรงไปยังห้องครัวและเปิดตู้เย็นหยิบน้ำขึ้นมาเปิดดื่มให้คลายกระหาย

ดวงตาปิดหยีซ้ำ ๆ เพราะรู้สึกระบมเนื่องจากผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก แต่การทำตัวซมซานก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลย สุขภาพใจสุขภาพกายยิ่งย่ำแย่ กระทั่งรู้สึกหิวจนท้องไส้ปั่นป่วน แต่ปากก็ไม่อยากสัมผัสรสชาติใด ๆ เอาเสียเลย

“ดี... ถ้าให้ดีกว่านี้ก็ให้มันสองคนพากันไปตายไกล ๆ จากลูกสาวของฉันยิ่งจะดีมาก”

เสียงนั้นทำให้หล่อนหยุดชะงักในขณะที่กำลังเดินกลับเข้าไปในห้องนอน

“คอยจับตามองไว้ก็แล้วกัน มีอะไรรายงานฉันอย่าให้ขาด ฉันคงยังให้หงส์กลับไปตอนนี้ไม่ได้...”

“มาอยู่นี่เอง หงส์ตามหาเสียทั่ว... มีอะไรกันหรือเปล่าคะคุณแม่ ใครโทรฯ มาเหรอ” ร่างเล็กอิดโรยเดินเข้ามาในห้องนั่งเล่นแล้วเอ่ยถามมารดาที่ยืนหันหลังให้ติดกับกำแพงกระจกที่สามารถมองเห็นวิวภายนอกเมื่อเปิดผ้าม่านโล่ง

“อ้าว... หงส์ แค่นี้ก่อนนะนังอ้อน อย่าลืมที่ฉันสั่งล่ะ” ดารินกดวางสายแล้วเดินตรงมายังบุตรสาว ประคองให้ลูกสุดที่รักนั่งตรงโซฟาแล้วเอื้อมมือไปลูบตามใบหน้าอับเฉาด้วยความสงสาร

“อ้อนน่ะ... มันโทรฯ มาบอกแม่ว่านังหนูนามันแกล้งป่วยแล้วตาเดลก็พาไปโรงพยาบาลด้วยตัวเอง ป่านนี้ยังไม่กลับกันมาเลย” นางถอนหายใจแล้วหลบสายตาเศร้าหมองในขณะที่ให้คำตอบแก่ลลินดา

“...” หญิงสาวกัดริมฝีปากจนเจ็บแปลบ... แต่ใจหล่อนมันปวดร้าวทุรนทุรายเสียยิ่งกว่า เบ้าตาช้ำหมองเริ่มมีหยาดน้ำตาคลอหน่วยขึ้นมาอีกครั้ง

เป็นครั้งที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้...

“แม่บอกแล้วตั้งแต่แรกทั้งเรื่องเดลแล้วก็หนูนา... หงส์ไม่เชื่อแม่สักอย่าง ใครจะมาหวังดีกับลูกของแม่เท่าแม่คนนี้ล่ะ... หืม” พลางก็โน้มร่างเล็กแบบบางเข้ามากอดเอาไว้ ตบหลังเบา ๆ เหมือนเมื่อสมัยที่ลลินดายังเป็นเด็กและชอบร้องไห้งอแง

“ช่างมันเถอะค่ะ... ต่อไปนี้หนูจะไม่เชื่อใครอีกแล้วนอกจากคุณแม่” หญิงสาวกลั้นสะอื้นกลืนความเจ็บปวดเอาไว้ไม่ยอมให้น้ำตาเอ่อท่วมเหมือนที่ผ่านมา มันควรจะเพียงพอเสียทีกับความเสียใจ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นมันเลวทรามต่ำช้าเกินกว่าที่หล่อนจะลดตัวลงไปทุ่มเทความรู้สึก ยิ่งให้ใจมากเท่าไหร่... ก็เหมือนยิ่งทำร้ายตัวเองมากเท่านั้น

ก็อย่างที่แม่ว่า... จะมีใครรักและหวังดีกับลูกได้เท่าแม่คนนี้คงไม่มีอีกแล้ว

หากย้อนกลับไปได้ หล่อนจะเชื่อฟังคำมารดา ไม่รั้นที่อยากจะแต่งงานกับพิรเดชเพียงเพราะความคิดตื้น ๆ ว่าผู้ชายที่ขยัน นิสัยดี ไม่เจ้าชู้... จะสามารถดูแลหล่อนได้ไปชั่วชีวิต

มันไม่จริงเลย บางทีเราอาจไม่สามารถเชื่อมั่นในสิ่งที่ตาเห็นได้เสมอไป เพราะเมื่อเวลาเปลี่ยน... อะไร ๆ มันก็เปลี่ยนแปลงไปตามครรลอง แม้แต่จิตใจของคนก็เช่นกัน นั่นเป็นปัจจัยที่ไม่อาจควบคุมได้เลย

“หนูยังไม่อยากกลับกรุงเทพตอนนี้ ขอใช้เวลาอยู่ที่นี่อีกสักหลาย ๆ วันได้ไหมคะคุณแม่” ลลินดากอดร่างในวัยกลางคนที่คอยปกป้องโอบกอดหล่อนไว้เสมอ ไม่ว่าจะตกอยู่ในยามสุขหรือทุกข์แสนเข็ญ

“ได้สิ... แม่ก็อยากให้หงส์อยู่ที่นี่นาน ๆ เหมือนกัน จะได้พักกายพักใจ ลืมเรื่องไม่ดีพวกนั้นไปให้หมด โลกนี้ยังกว้างใหญ่สำหรับลูก อย่าปิดตายตัวเองให้จมอยู่แต่กับความทุกข์เลยนะลูก”

“หนูกำลังพยายามค่ะ...”

“นี่หงส์...” มืออวบจับร่างของบุตรสาวผลักออกจากการกอดเล็กน้อย มองใบหน้าเศร้าสร้อยแล้วฝืนยิ้มให้กำลังใจ

“แม่อยากให้ลูกออกไปเปิดหูเปิดตาบ้าง นอนเฉาอยู่แต่ในห้องมันก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลย หงส์ไปกับแม่ไหม”

“ไปไหนคะ”

“อืม... แม่เองก็ไม่ใช่คนพื้นที่ แต่เราจะมาเช่าบ้านพักตากอากาศแค่จะกินกับนอนมันก็ไม่คุ้มค่าสิ จริงไหม... มาเชียงใหม่ทั้งทีต้องเที่ยวให้ทั่ว” นางยิ้ม... ยกมือขึ้นลูบพวงแก้มขาวซีด

“หนูปวดหัวค่ะคุณแม่... ยังไม่อยากออกไปไหนตอนนี้เลย”

“ไม่เป็นไร รออีกวันสองวันก็ได้ แม่มีคนนำเที่ยว เขาเป็นคนพื้นที่... รับรองถ้าลูกได้เห็นความสวยความงามของที่นี่จะต้องรู้สึกดีขึ้น” ดารินไม่คะยั้นคะยอเร่งรัด นางอยากให้ลลินดาตัดสินใจเอง เพราะรู้ดีว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่ควรจะมาบังคับใจกัน ต่อให้เป็นการหวังดีก็ตาม

“ค่ะ...” ผู้เป็นลูกยิ้มอ่อนขานรับเสียงแผ่วแล้วก็ซบลงกอดมารดาอีกครั้ง รู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยเป็นที่สุด หล่อนต้องเข้มแข็งให้ได้ในเร็ววัน เพื่อที่มารดาจะได้ไม่ต้องพลอยเป็นทุกข์ใจไปด้วย

บทก่อนหน้า
บทถัดไป