บทที่ 9 ร้างลา ตอนที่ 1

สัตตบงกชไม่ได้ปล่อยให้ตัวเองถูกความเศร้าครอบงำนานนัก หล่อนรู้ตัวเองดีว่าโดดเดี่ยวแค่ไหนหากอ่อนแอก็มีแต่จะย่ำแย่ ไม่มีใครหยิบยื่นมือเข้ามาประคองหล่อนหรอกนอกจากหล่อนจะพยุงตัวเองด้วยสองมือนี้เท่านั้น วันต่อมาหญิงสาวจึงหอบสังขารที่ยังไม่หายป่วยดีนักไปสมัครงานหลายที่ แต่ส่วนมากก็ปฏิเสธ กระนั้นหล่อนก็ไม่ได้นึกย่อท้อ หล่อนไม่มีสิทธิ์อยู่เฉย...

หล่อนอยากทำงาน... ไม่อยากอยู่ไปวัน ๆ เพื่อจะได้ไม่ต้องมีเวลาให้กับความเครียดที่คอยจ้องรุมเร้าจิตใจ

ควรทำใจยอมรับในชะตากรรมที่เกิดขึ้นได้เสียที แม้จะไม่ได้ตั้งตัว

ในที่สุดก็ได้งานสมดั่งที่ตั้งใจเอาไว้ในช่วงบ่ายของวันนั้น แม้จะเป็นงานพาร์ทไทม์แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้เริ่มต้นอะไรเลย สมัยนี้การแข่งกันมันเยอะ เศรษฐกิจก็ย่ำแย่เต็มที แค่มีงานให้ทำพอได้แลกกับเงินถึงจะมากน้อยก็ควรฉกฉวยเอาไว้ก่อน

ตกค่ำวันเดียวกันเด็กสาวได้เริ่มงานทันที พร้อมกับเพื่อนใหม่อีกสองสามคนในร้านอาหารแห่งหนึ่งทั้งหมดต้องสวมชุดไม่ใคร่รัดกุมนัก แต่ก็ไม่ถึงกับล่อแหลมจนน่าเกลียดเป็นสไตล์ชุดเดรสรัดรูปแบบเดียวสีเดียวกัน โดยประจำที่ตรงเคาน์เตอร์เบียร์ยี่ห้อดังยี่ห้อหนึ่ง เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าที่สั่งซื้อไปดื่ม

พวกหล่อนรับหน้าที่กดเบียร์สำหรับลูกค้าที่สั่งเบียร์สดเป็นเหยือกหรือทาวเวอร์ขนาดใหญ่ ส่วนรูปแบบขวดหรือแคนนั้นทางร้านจะมีพนักงานเสิร์ฟคอยบริการอีกที

กำหนดงานคือสามคืน... เริ่มต้นตั้งแต่เวลาสองทุ่มและเสร็จสรรพตอนเที่ยงคืน สามารถกลับบ้านได้เมื่อถึงเวลาเที่ยงคืนโดยไม่ต้องรอหากยังมีลูกค้าตกค้าง เพราะต้นสังกัดไม่ใช่ร้านแต่เป็นบริษัท ฉะนั้นกำหนดงานจึงขึ้นอยู่กับว่าร้านและบริษัทจะตกลงกันอย่างไร แล้วจึงจ้างให้พนักงานพาร์ทไทม์มารับงาน

งานแบบนี้ไม่ใช่งานประจำอย่างเช่นที่เห็นว่ามีสาวเชียร์เบียร์อยู่ประจำร้านต่าง ๆ แต่เป็นการรับจ๊อบชั่วคราวในยามที่ทางร้านหรือลูกค้ามีการจัดเลี้ยงเนื่องในโอกาสต่าง ๆ หรือจัดโปรโมชั่นใหญ่ ดังนั้นงานจึงไม่ได้มีต่อเนื่อง แต่ก็ไม่ได้เว้นระยะห่างจนเกินไป

ข้อมูลเหล่านี้สัตตบงกชศึกษามาจากเพื่อนรุ่นพี่ซึ่งใช้เวลาว่างหลังเลือกเรียนมาทำงานพิเศษหาเงินใช้ หล่อนมองเห็นแนวทางในการอยู่รอดรำไร ดีไม่ดีอาจเก็บเงินจ่ายค่าเทอมได้ทันตอนมหาวิทยาลัยเปิด หากกินใช้อย่างประหยัดอดออม ทั้งยังสามารถหาช่องทางทำเงินในขณะเรียนได้ด้วย

“เป็นยังไงบ้างหนูนา... พอไหวไหม” สาวสวยในชุดเหมือนกันเอ่ยถามพร้อมรอยยิ้มในขณะที่กำลังเก็บกระเป๋าเตรียมตัวเดินทางกลับบ้าน ครบสามวันแล้วสำหรับจ๊อบนี้ สิ้นสุดการเริ่มต้นเรียนรู้งาน

“ก็ดีค่ะ คิดว่าถ้ามีงานเข้ามาบ่อย ๆ คงหาเงินได้พอ ๆ กับทำงานบริษัทเลยล่ะ” หญิงสาวตอบพลางหยิบกระเป๋าใบเล็กขึ้นมากอด ในความโชคร้ายทั้งหลายแหล่ หล่อนยังโชคดีตรงที่ได้งานครั้งแรกก็เจอเพื่อนร่วมงานเป็นมิตรคอยแนะนำให้คำปรึกษาทุกอย่าง

“ไม่ต้องห่วงเลย พวกเราจะช่วยหางานป้อนให้หนูนาเอง ทีนี้พอรู้จักคนเยอะนะอย่างเจ้าของร้านหรือลูกค้าประจำ เขาก็จะโทรฯ ตามเราเองเวลามีจ๊อบให้ทำ”

“ดีจังค่ะ”

“ไม่ต้องมาคะมาค่ะหรอกหนูนา คุยกันธรรมดาก็ได้ เออ... ว่าแต่คืนนี้ให้เราไปส่งไหม”

“นั่นสิ กลับวินมอเตอร์ไซค์ทุกคืนน่ากลัวออก ยิ่งดึก ๆ ด้วย” อีกคนช่วยเสริม พวกหล่อนเดินออกจากห้องแต่งตัวของร้านที่มารับงานเพื่อจะแยกย้ายกันขึ้นรถกลับบ้านเหมือนอย่างเคย สองสาวมีแฟนหนุ่มมารับ ส่วนสัตตบงกชก็คงต้องจ้างวินมอเตอร์ไซค์เหมือนอย่างเคย

“ไม่เป็นไรจ้ะ... ขอบใจพวกเธอมากนะ พี่วินคนนี้เป็นคนแถวบ้านรู้จักกันมานานแล้วล่ะ” หล่อนอธิบายแล้วก็ปลีกตัวไปหามอเตอร์ไซค์รับจ้างที่จอดรออยู่หน้าร้านแล้ว

รับจ๊อบสามวันได้ค่าจ้างวันละหนึ่งพันบาท หักค่ากิน ค่ารถ ค่าชุดทำงานก็เหลือเกือบสองพัน... ถือเป็นการเริ่มต้นที่ไม่เลวนัก

หล่อนออกจากที่ทำงานตอนเที่ยงคืนเศษ ๆ กว่าจะมาถึงบ้านก็เกือบตีหนึ่ง กว่าจะอาบน้ำทำโน่นทำนี่เสร็จและได้นอนก็ช่วงตีหนึ่งครึ่งไม่ขาดไม่เกิน สัตตบงกชไม่ลืมซ่อนเงินที่ได้จากการทำงานและเงินซึ่งเหลือติดตัวมาก่อนหน้าอย่างมิดชิด แม้มันจะมีไม่มากแต่ก็มีความหมาย

เพราะรู้ดีว่าหากไม่ระวังตัว... เงินของหล่อนก็ไม่ปลอดภัย

เด็กสาวไม่ได้บอกรายละเอียดเรื่องทำงานกับมารดา เพราะไม่อยากให้นางรับรู้ถึงรายได้ และภารณีเองก็ดูไม่ได้นึกสนใจหนักหนา แทบไม่รู้ด้วยซ้ำว่าลูกออกจากบ้านกี่โมงและกลับตอนไหน ขอเพียงในบ้านมีของกินที่ลูกซื้อมาตั้งไว้ให้ไม่ต้องควักกระเป๋าตัวเองก็พอใจแล้ว

ในตอนที่จากบ้านหลังใหญ่มาก็รู้ดีว่าบุตรสาวกลับมาตัวเปล่า ไม่ได้มีอะไรติดไม้ติดมือมามากนัก จึงไม่ระรานราวี... รอเพียงเวลาให้พิรเดชกลับมาก่อน สัตตบงกชก็อยู่กับนาง มีหรือจะหาทางทำเงินก้อนโตไม่ได้

ความอ่อนเพลียเมื่อยล้าและบวกกับจิตใจที่ยังบอบช้ำและนอนดึกซ้ำเข้าไปอีกทำให้สัตตบงกชตื่นสายแทบทุกวัน ดีที่หล่อนซื้อกับข้าวของกินไว้ให้แม่เรียบร้อยแล้วในช่วงขากลับจากทำงาน นางจึงไม่โวยวายเอาความมากนักและไม่ค่อยได้พบหน้ากันหรอก เพราะแม่ออกจากบ้านไปตั้งแต่เช้าของทุกวันและกลับไม่เคยเป็นเวลา บางวัน... ก็ไม่กลับ

“...” เสียงอะไรสักอย่างรบกวนนิทราอันลึกล้ำให้ค่อย ๆ ตื่นขึ้นมาในวันใหม่ ดวงตาไม่คุ้นแสงค่อย ๆ ปรือตื่นและสูดลมหายใจเข้าปอด ก่อนจะเอียงศีรษะมองสำรวจไปรอบ ๆ ห้องที่หล่อนนอนอยู่ บ้านหลังนี้ในอดีตเคยใหญ่โต จึงมีห้องนอนถึงสามห้องด้วยกันไม่นับรวมถึงห้องอื่น แต่เนื่องจากขาดการดูแลจึงทรุดโทรมไปตามกาลเวลา ไม่เหลือเค้าความสง่าเหมือนดังเช่นในวันวาน

“แม่... แม่ทำอะไรน่ะ...” ร่างเล็กตื่นเต็มตัวทันทีแล้วรีบสลัดผ้าห่มลุกออกจากที่นอนซึ่งวางบนพื้นไม่มีเตียงรองรับ แล้วมุดตัวออกจากมุ้งที่ครอบกันยุงออกมาด้านนอกตรงกระเป๋าเสื้อผ้าที่วางอยู่ข้าง ๆ ฝาผนังด้านหนึ่งของห้อง

“แม่!! แม่ทำอะไรกับของของหนู!”

“ก็หาเงินน่ะสิ เดี๋ยวนี้ริแอบเงินแม่นะหนูนา หน็อย... เลี้ยงไม่เชื่องจริง ๆ เลย ไหนล่ะเงิน... เอามา...” พอเห็นบุตรสาวคลานเข้ามา ภารณีก็ยื่นแบมือให้ทันที สัตตบงกชกลืนน้ำลายลงคอ เสยปอยผมทัดหูในขณะที่คิดหาวิธีการพูดให้มารดาเข้าใจ

“หนูไม่มีหรอกแม่... ไปทำงานเขาก็ยังไม่จ่ายค่าจ้างให้เลย”

“แล้วเอาเงินจากไหนมาซื้อกับข้าวทุกวัน...”

หากไม่ซื้อ ไม่ใช้จ่ายในบ้าน เด็กสาวก็ถูกหาเรื่องต่าง ๆ นานา ขับไล่ไสส่งเหมือนเป็นคนนอกไม่ใช่สายเลือดอีกนั่นแหละ หล่อนรู้ดีว่าอะไรจะเกิดขึ้นจึงทำทุกอย่างเพื่อเอาใจหวังขอที่พักพิงเพียงชั่วคราวเท่านั้น

“ก็... เงินที่เก็บไว้ตอนอยู่บ้านพี่หงส์ มีไม่กี่ร้อยหรอกแม่ นี่ก็จะหมดแล้ว หนูเก็บไว้ซื้อกับข้าวให้แม่ไงจ๊ะ ไว้เขาจ่ายค่าจ้างวันไหน หนูจะแบ่งให้แม่... นะแม่นะ” หล่อนเอื้อมไปจับมือมารดาแล้วกระชับแผ่วเบา ฝืนยิ้มหวังเอาใจไม่ให้นางอารมณ์เสีย

“ไม่ต้อง! กูจะเอาวันนี้และตอนนี้ด้วย... กูรู้ว่ามึงมี” ภารณีสลัดมือบุตรสาวออกแล้วสำรวจมองไปทั่ว

“หืม... ซุกเงินเก่งตั้งแต่เล็กจนโต คิดเหรอว่าจะแอบกูพ้น” ร่างผอมลุกขยับไปตรงที่นอนซึ่งสัตตบงกชใช้นอน รื้อค้นควานหาสิ่งที่ต้องการโดยไม่สนใจบุตรสาวที่คอยกันห้ามออกปากขอร้องอยู่ตลอดเวลา

“แม่... หนูไม่มีจริง ๆ แม่ พอเถอะเดี๋ยวเย็นนี้หนูเอาเงินมาให้”

“หืม!” แต่แล้วก็ไม่รอด... ภารณีรื้อจิกหมอนเสียจนนุ่นด้านในกระจุย แล้วก็พบกระเป๋าเงินที่ซ่อนอยู่ด้านในจนได้ เพราะความเป็นแม่ ย่อมรู้นิสัยลูกดีกว่าใคร แม้จะไม่ได้เลี้ยงดูจนเติบใหญ่ แต่เมื่อตอนยังเด็กสัตตบงกชก็อยู่กับนางมาตั้งแต่เกิด

“แม่! คืนหนูนะแม่ นั่นเงินหนูจะเอาไปสมัครเรียนมหาวิทยาลัย”

“ปล่อยกู! โห... ตั้งเกือบสามพันแน่ะ นี่กล้าโกหกแม่เหรออีลูกเลว”

“เปล่า... คือหนูจำเป็นต้องเก็บเงินจริง ๆ แต่หนูก็ซื้อกับข้าวมาให้แม่ทุกวันนะ”

“จะเรียนไปทำไมเดี๋ยวก็ได้แต่งงานกับคุณเดลแล้ว เขารวยจะตาย เงินแค่นี้มันเล็กน้อยสำหรับแกนังลูกโง่... เอาไว้ได้เป็นเมียออกหน้าออกตาของเขาเมื่อไหร่ แกจะมีเงินมากกว่านี้เป็นร้อยเท่า” มือหยาบกร้านแห้งเหี่ยวดึงธนบัตรทั้งหมดออกจากกระเป๋าแล้วชักมือหลบด้านหลังทันทีไม่ยอมให้บุตรสาวได้แตะต้อง

“หนูจะแต่งงานกับเขาได้ยังไง... พี่เดลเป็นสามีพี่หงส์นะแม่”

“เดี๋ยวมันก็หย่าขาดกัน! และคุณเดลก็ต้องรับผิดชอบแกด้วย ไม่เชื่อคอยดูละกัน กูมีวิธีของกูแหละ... ถอย!” ว่าแล้วนางก็ลุกยืนถมึงทึง ตวาดใส่หน้าเด็กสาวและผลักร่างเล็กที่นั่งน้ำตาปริ่มจนหงายไปด้านหลัง ดีที่หล่อนใช้มือค้ำเอาไว้ทันจึงไม่ล้มไปกระแทกพื้น

“แม่... แม่...”

เสียงนั้นไม่ได้มีค่ามีความหมายใด ๆ เลย ไม่ว่าจะกับใครก็ตาม...

ความเสียใจ ความรู้สึกของหล่อนไม่เคยถูกมองเห็น มันไร้ค่าอย่างที่อ้อนเคยปรามาสเอาไว้จริง ๆ เด็กสาวยกมือขึ้นปาดเช็ดน้ำตา

หมดแล้ว... เงินก้อนเดียวในชีวิตที่ตั้งใจจะเก็บออมไว้เป็นทุนการศึกษา

ต่อจากนี้หล่อนต้องเริ่มต้นจากศูนย์ใหม่อีกแล้ว...

บทก่อนหน้า
บทถัดไป