บทที่ 4 ชะตากรรม
“ยายจ๊ะ เพลินจะไปแล้วนะจ๊ะ”
หนุ่มน้อยเสียงเครือน้ำตาคลอจนยายทองอยู่ที่แม้จะหูตาฝ้าฟาง แต่ยามได้เห็นราง ๆ ได้ยินเสียงแว่ว ๆ ก็ต้องรีบวางตะบันหมากลง แล้วถามอย่างตกใจ
“เป็นอะไรลูก”
น้ำเสียงที่ถามกลับมาอย่างเอื้ออาทรนั้นทำขอบตาของเพลงเพลินยิ่งร้อนผ่าว แล้วหยาดน้ำตาที่หนุ่มน้อยพยายามจะกลั้นเอาไว้ก็เอ่อล้นออกมาทันที
เมื่อยายทองอยู่เห็นสภาพของเพลงเพลินเต็มตาก็กระแทกตะบันหมากลงกับแคร่ เพราะยายแก่วัยเจ็ดสิบปีรู้ความเป็นไปในชีวิตของทุกคนในชุมชนเป็นอย่างดี เหตุเพราะยามใครผ่านไปผ่านมาก็แวะมานั่งปรับทุกข์กับแก แม้แต่บ้านหลังใหญ่ท้ายซอยของเพลงเพลินก็ไม่เว้นถูกชาวบ้านละแวกนี้พูดถึงอยู่บ่อย ๆ
“อีแม่เลี้ยงปากหมามันไล่เอ็งออกจากบ้านรึ?”
ยายทองอยู่เดาเหตุการณ์ได้ทันที แล้วนางก็หันไปคว้าไม้เท้าจะลุกลงจากแคร่
“ยายจะไปเอาเลือดปากมันออก หน็อยแน่ มันเอาสิทธิ์อะไรมาไล่เจ้าของบ้าน”
แต่ยายทองอยู่ยังไม่ทันจะหย่อนเท้าถึงพื้น เพลงเพลินก็ร้องห้ามออกมาเสียก่อน
“ช่างเขาเถอะจ้ะยาย เพลินก็ไม่อยากอยู่กับคนใจร้ายแล้วเหมือนกัน”
“แล้วเอ็งจะไปอยู่ที่ไหนล่ะ”
“คงต้องไปตายเอาดาบหน้าแหละจ้ะยาย”
“โธ่เอ๊ย แล้วจะไปยอมมันทำไมล่ะ บ้านหลังนั้นพ่อแม่เอ็งเป็นคนสร้าง ตอนลงเสาเอกยายยังไปช่วยยกอยู่เลย ตอนนั้นบ้านพ่อเอ็งหลังใหญ่กว่าใครเพื่อน แม่เอ็งท้องสักห้าหกเดือนได้มั้ง”
ยายทองอยู่นึกถึงวันเก่า ๆ ตอนนั้นนางยังนึกชมว่าพ่อกับแม่ของเพลงเพลินเป็นคนหนุ่มคนสาวที่น่าให้ลูกหลานเอาเป็นแบบอย่าง คนหนึ่งเป็นอาจารย์สอนดนตรีในมหาวิทยาลัย อีกคนเป็นคุณครูสอนดนตรีให้เด็ก ๆ อยู่ในห้างดังใจกลางเมือง แต่ทั้งสองชอบอยู่กับธรรมชาติบ้านสวน และอยากให้ลูกในท้องเติบโตมาในที่ที่อากาศบริสุทธิ์ พวกเขาจึงย้ายมาอยู่ที่นี่ แต่ไม่รู้เวรกรรมอะไร ตลอดช่วงชีวิตของเพลงเพลินแทนที่จะมีความสุข สุดท้ายกลับต้องระเห็จออกจากบ้านที่พ่อแม่ตั้งใจสร้างเพื่อเขา
“ช่างเถอะจ้ะยาย”
เพลงเพลินกล้ำกลืนน้ำตา ใช่ว่าเขาอยากจะยกให้ แต่คับที่มันอยู่ได้คับใจอยู่ยาก หากมีโอกาสเขากลับมาทวงคืนแน่
“เวรกรรมจริงจริ๊ง ลูกเอ๊ย”
ยายทองอยู่เอื้อมมือมาลูบบ่าของเพลงเพลินอย่างปลอบโยน เพราะตอนนี้หนุ่มน้อยน้ำตาไหลพรากอย่างห้ามไม่ได้ ยิ่งเมื่อนางดึงเข้าไปกอดแล้วลูบหลัง ก็เหมือนกับว่าทำนบน้ำแตก เพลงเพลินร้องไห้จนตัวโยน เพราะไม่เคยได้รับอ้อมกอดอุ่นแบบนี้มาแสนนาน
“ได้ดีแล้วก็แวะมาเยี่ยมยายบ้างนะลูก”
“จ้ะยาย เพลินลานะจ๊ะ”
เพลงเพลินกราบลงบนฝ่ามือเหี่ยวย่นที่ยื่นมารับ ยายทองอยู่บีบมือกลับแล้วเขย่าเบา ๆ พร้อมกับอวยพร
“นับจากวันนี้ไปขอให้หมดเวรหมดกรรมหมดทุกข์หมดโศกนะลูก ได้พบเจอแต่สิ่งดี ๆ คนดี ๆ มีแต่คนรักคนอุปถัมภ์”
แล้วยายทองอยู่ก็จับมือของเพลงเพลินแบออกมา นางลูบคลำเส้นลายมือที่อยู่ตรงกลางผ่านเส้นสติปัญญาและเส้นจิตใจแล้วแทงขึ้นไปถึงโคนนิ้วกลาง
“เอ็งเป็นคนวาสนาดีนะเพลิน อีกไม่นานต้องได้ดีแน่”
เพลงเพลินหลุบตามองลายมือตัวเองอย่างมีความหวัง “จริงเหรอจ๊ะยาย”
มุมปากยับย่นของยายทองอยู่คลี่ยิ้มออกมาพลางก็พยักหน้ายืนยัน นางพอมีวิชาดูลายมืออยู่บ้าง แม้จะเป็นเพียงขั้นพื้นฐานแต่ก็แม่นราวกับจับวาง
หลังบอกลายายใจดีเพลงเพลินก็มุ่งหน้าออกมายังป้ายรถประจำทางตรงปากซอย
ส่วนยายทองอยู่ พอเพลงเพลินลับตานางก็คว้าไม้เท้าแล้วก้าวลงจากแคร่ ปากตะโกนบอกลูกสาวที่อยู่ในบ้านว่าจะไปเดินออกกำลังกายสักประเดี๋ยว แล้วนางก็มุ่งหน้าไปยังท้ายซอย
“อีนก! คนอย่างมึงต้องเจอกู ขอด่าให้หายคันปากหน่อยเถอะวะ”
เพลงเพลินนั่งมองรถที่ผ่านไปมาอย่างเลื่อนลอย ตอนนี้เขาไม่รู้จริง ๆ ว่าจะเริ่มจากตรงไหน ความหวังเดียวที่มีคือคำทักทายจากปากของยายทองอยู่ ยามจิตใจไร้ที่พึ่งเช่นนี้คำพูดนั้นคือแสงนำทาง
“ขอให้มีวาสนาจริงอย่างที่ยายบอกเถอะ”
หนุ่มน้อยยกสองมือหงายขึ้นมาอย่างมีความหวัง แล้วพลันใบปลิวใบหนึ่งก็ลอยละลิ่วมาอยู่บนฝ่ามือของเพลงเพลินพอดิบพอดี
ดวงตาสีน้ำตาลกวาดมองตัวอักษรสีเข้มที่พิมพ์อยู่บนนั้น พลันม่านตาของเขาก็ขยายกว้างอย่างดีใจ
“รับสมัครพี่เลี้ยงด่วน! ที่พักฟรี อาหารฟรี หากมีความสามารถเล่นดนตรีได้จะรับพิจารณาเป็นพิเศษ”
