บทที่ 5 ชายในฝัน
เพลงเพลินเดินทางไปยังที่อยู่ที่ระบุไว้ในใบปลิวด้วยความหวังเต็มเปี่ยม คุณสมบัติที่นายจ้างต้องการเขามั่นใจว่าตัวเองไม่ขาดสิ่งไหน ทั้งวัยวุฒิ คุณวุฒิ และที่สำคัญคือความสามารถด้านดนตรี ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดนตรีไทยหรือสากลเขาก็เล่นได้หมด แต่ที่ถนัดที่สุดคือเปียโนและไวโอลิน
“หลังนี้แหละน้อง”
วินมอเตอร์ไซค์พาเพลงเพลินมาส่งที่หน้ารั้วบ้านหลังหนึ่ง ระหว่างทางที่เข้ามาเพลงเพลินมัวแต่มองวิวทิวทัศน์เพลินเพราะสองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ให้ความร่มรื่นจนแดดส่องลงมาไม่ถึง พอรถจอดลงจึงไม่ทันได้สังเกตเข้าไปถึงตัวบ้านด้านใน เขาควักเงินจ่ายค่าโดยสารอย่างเร่งรีบ
“ขอบคุณครับพี่”
“ให้พี่รอไหม” วินมอเตอร์ไซค์ถาม เพราะคนที่มาสมัครงานตามใบปลิวที่เพลงเพลินให้ดู มักจะเดินคอตกออกมาเพราะไม่ผ่านเกณฑ์อยู่เสมอ
“ไม่เป็นไรครับพี่ ผมได้งานนี้แน่นอน” เพลงเพลินบอกอย่างมั่นใจ เขากระชับวงแขนกอดกระเป๋าไวโอลินและกระเป๋าเสื้อผ้า พลางก็ยิ้มหวานให้วินมอเตอร์ไซค์ผู้หวังดี
“ขอให้โชคดีแล้วกัน”
เพลงเพลินมองตามควันจากท่อไอเสียของมอเตอร์ไซค์จนมันสลายไปกับสายลม ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองป้ายสีทองบนกำแพงสูงตรงหน้า
“ยามาสรวง” เขาทวนชื่อที่สลักไว้อย่างสวยงามและให้ความรู้สึกเหมือนดินแดนสวรรค์ ที่นี่คือความหวังรังรองที่เพลงเพลินจะได้เริ่มชีวิตใหม่ เขายกสองมือขึ้นพนมแล้วไหว้ปลก ๆ ขอพร “เจ้าประคู้น เจ้าที่เจ้าทาง เทวดานางฟ้าผู้สถิตอยู่ที่นี่ ขอผมอยู่ด้วยคนนะครับ รับรองว่าผมจะตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่”
ทันทีที่เพลงเพลินก้าวเท้าเข้าไปยืนอยู่หน้ารั้วอัลลอยลวดลายกินรี รั้วสูงนั้นก็เคลื่อนตัวออกจากกันทันทีราวกับตั้งใจต้อนรับผู้มาเยือน สายตาของเพลงเพลินมองตามรอยแยกที่ค่อย ๆ เผยภาพคฤหาสน์หลังใหญ่ที่ซ่อนตัวอยู่เบื้องหลัง เมื่อภาพตรงหน้านั้นปรากฏเด่นชัด เพลงเพลินก็ถึงกับต้องขยี้ตา
เพราะไม่เพียงมันใหญ่โตโอ่อ่า แต่มันเหมือนกับ… “นี่มัน” หนุ่มน้อยครางอยู่ในลำคอเพราะคฤหาสน์หลังนี้มันเหมือนกับที่เขาเห็นในฝันเมื่อคืน
“มาสมัครงานใช่ไหมครับ”
เสียงถามอย่างสุภาพที่ดังขึ้นมาจากป้อมเล็ก ๆ ข้างประตูอัลลอยเรียกเพลงเพลินออกจากภวังค์ เมื่อหันไปมองก็พบกับชายร่างสูงใหญ่หน้าตาไทยแท้กำลังก้าวเข้ามาหา
“เอ่อ… ครับ”
เพลงเพลินรีบก้มศีรษะตอบรับอย่างนอบน้อม ต่อให้คนตรงหน้าเป็นแค่ รปภ. หรือว่าคนสวน เพลงเพลินก็ต้องฝากเนื้อฝากตัวไว้ก่อน
“เชิญเข้าไปรอที่ห้องรับรองตรงนั้นก่อนนะครับ” ชายผู้นั้นผายมือไปยังส่วนที่ยื่นออกมาจากคฤหาสน์ลักษณะเป็นโดมรูปทรงโรมันสีเขียวอ่อนเข้ากับต้นไม้บริเวณนั้น “อีกสักครู่คุณภมรจะออกมาสัมภาษณ์ครับ”
“ขอบคุณครับ”
เพลงเพลินก้มศีรษะรับคำ แล้วเดินเข้าไปยังโดมสีเขียว มันค่อนข้างไกลจากรั้วหน้าบ้านมากทีเดียว กว่าเพลงเพลินจะเดินเข้ามาถึงก็เหงื่อตกเหมือนกัน
สองมือเรียวยกขึ้นโบกลมใส่หน้า เมื่อเดินเข้ามาในห้องรับรองแสนโอ่อ่าเพลงเพลินก็กวาดตามองเฟอร์นิเจอร์แต่ละชิ้นที่บ่งบอกรสนิยมของเจ้าของบ้าน ก่อนจะเลือกนั่งลงบนเก้าอี้ไม้แกะสลักเพราะคิดว่ามันน่าจะแข็งแรงและไม่เสียหายง่าย ๆ เหมือนเก้าอี้บุนวมอีกฝั่ง
ภายในห้องรับรองไม่ได้เปิดเครื่องปรับอากาศ แต่เปิดหน้าต่างทรงสูงเอาไว้ทุกบาน ทำให้ลมจากสวนด้านนอกโชยเข้ามาพาให้รู้สึกเย็นสบาย และยังมีกลิ่นหอมของดอกไม้ลอยมาให้ชื่นใจด้วย
“สวัสดีครับ เดินทางลำบากไหมครับ” ชายวัยสี่สิบต้น ๆ ท่าทางใจดีเดินยิ้มเข้ามาทักทาย เขามองสำรวจหนุ่มน้อยรุ่นลูกอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหยุดสายตาอยู่ที่กระเป๋าเสื้อผ้าที่เพลงเพลินวางไว้ที่พื้นข้างตัวอย่างสงสัย
“สวัสดีครับ ไม่ลำบากครับ” เพลงเพลินลุกขึ้นยกมือไหว้ หลุบมองกระเป๋าสัมภาระของตัวเอง แล้วช้อนตาขึ้นสบกับภมรอย่างขัดเขิน “เอ่อ ในใบปลิวระบุว่ามีที่พักให้ฟรี ผมก็เลยเอาเสื้อผ้าของใช้ติดมาด้วยเลย จะได้ไม่ต้องเสียเวลากลับไปกลับมาน่ะครับ”
“ดูท่าทางคุณจะมั่นใจมากนะครับว่าจะได้งานนี้”
“ถ้าไม่มั่นใจ ผมคงไม่ตัดสินใจมาครับ”
เพลงเพลินตอบอย่างมั่นใจและคาดหวัง แววตามุ่งมั่นจนภมรสัมผัสได้
“ดีครับ อย่างนั้นผมขอถามคำถามง่าย ๆ ไม่กี่คำถาม”
“ครับ”
เมื่อภมรผายมือให้เพลงเพลินนั่ง เขาก็เริ่มคำถามแรกทันที
“คุณเคยมีชีวิตอยู่ภายใต้ความกดดันหรือไม่ครับ”
คำถามนั้นทำให้ภาพบรรยากาศภายในบ้านที่มีแม่เลี้ยงมองตาขวางพร้อมคำด่ากราดผุดขึ้นมาในหัวของเพลงเพลินทันที ภาพที่รัชนกใช้ให้ทำงานบ้าน กดขี่ราวกับเป็นทาส โยนเศษเหรียญบาทให้เป็นค่าขนมไปโรงเรียน ไม่เก็บข้าวไว้ให้ เทให้หมากินหมด แกล้งล็อกบ้านจนเพลงเพลินต้องไปนอนข้างกรงของเจ้าเปียโน
“เคยครับ ผมอยู่กับมันมาตลอดสิบสองปีหลังจากพ่อตาย”
ภมรทอดสายตามองดวงหน้าเศร้าอย่างเห็นใจ เขาสัมผัสได้จากน้ำเสียงของเพลงเพลินที่ตอบออกมาว่าหนุ่มน้อยเผชิญกับช่วงเวลาเลวร้ายนั้นมาจริง ๆ ไม่ได้เป็นคำตอบที่ปรุงแต่งหรือเตรียมมาเพื่อการสัมภาษณ์เหมือนคนอื่น ๆ
“แล้วคุณรับมือกับมันยังไงครับ”
เพลงเพลินหลับตาลง เขากลืนน้ำลายอย่างฝืดคอยามคิดถึงสิ่งที่เด็กชายอายุเพียงสิบขวบทำได้ในตอนนั้น
“อดทน และใช้ดนตรีจรรโลงใจครับ”
