บทที่ 6 ผู้ดับความฝัน
“แล้วคุณรับมือกับมันยังไงครับ”
เพลงเพลินหลับตาลง เขากลืนน้ำลายอย่างฝืดคอยามคิดถึงสิ่งที่เด็กชายอายุเพียงสิบขวบทำได้ในตอนนั้น
“อดทน และใช้ดนตรีจรรโลงใจครับ”
ภมรนิ่งไปครู่หนึ่ง เขาหลุบมองกระเป๋าไวโอลินที่เพลงเพลินวางไว้ข้างตัว ก่อนจะถามคำถามถัดไป
“คุณเคยถูกทำร้ายร่างกายไหมครับ”
เพลงเพลินสะดุ้งเล็กน้อย เพียงได้ยินคำถามนั้นก็รู้สึกราวกับว่าบาดแผลที่มันเคยแห้งไปแล้วถูกกรีดซ้ำอีกครั้ง ทั้งแผลที่ศีรษะจากการโดนของแข็งขว้างใส่ รอยที่น่องจากการโดนไม้เรียวฟาด แผลตามแขนจากการถูกหยิกจนเนื้อแทบจะหลุด
“เคยเมื่อนานมาแล้วครับ แต่ปัจจุบันผมมีสกิลในการเอาตัวรอดเพิ่มขึ้นแล้ว”
เพลงเพลินตอบติดตลกเพื่อไม่ให้บรรยากาศมันหดหู่เกินไป แม้ไม่เข้าใจว่าเหตุใดภมรจึงถามแบบนั้น หรือว่ามันเป็นคำถามเชิงจิตวิทยาที่ต้องการทดสอบอีคิวของเขากันแน่
“ดีครับ” ภมรโคลงศีรษะขึ้นลงอย่างพอใจในคำตอบ “ผมขอถามคำถามสุดท้าย”
“ครับ” เพลงเพลินขยับตัวอย่างตื่นเต้น สบตาภมรอย่างมุ่งมั่น เขาต้องคว้าความหวังในครั้งนี้มาให้ได้
“คุณคิดว่ามีเหตุผลใดที่จะทำให้คุณตัดสินใจลาออกจากที่นี่ก่อนครบกำหนดสัญญาหนึ่งปี”
“ไม่มีครับ เพราะผมไม่คิดจะลาออกจนกว่าจะครบสัญญา”
น้ำเสียงของเพลงเพลินแสดงถึงความมุ่งมั่นตั้งใจ จนภมรเอาใจช่วยไปแล้วร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ติดอยู่ที่หนุ่มน้อยตรงหน้าเอวบางร่างน้อยไปหน่อย เขาเกรงว่าจะรับมือกับเจ้านายของเขาไม่ไหวนี่สิ
“ผมหมดคำถามแล้วครับ”
เพลงเพลินจ้องตาชายวัยสี่สิบกว่าอย่างรอคอยว่าเขาจะได้งานนี้หรือไม่
“เชิญคุณตามผมมาทางนี้ครับ” ภมรลุกขึ้นแล้วเดินนำไปทางประตูด้านในที่เชื่อมกับตัวบ้านหลังใหญ่
เพลงเพลินรีบซอยเท้าก้าวตามไป ทิ้งระยะห่างเยื้องไปด้านหลังอย่างมีมารยาท แล้วถามด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “ผมได้งานแล้วใช่ไหมครับ”
“ผมไม่มีอำนาจในการตัดสินใจ ต้องให้คุณท่านพิจารณาก่อนครับ”
“คุณท่าน?”
หัวใจของเพลงเพลินเริ่มเต้นตุ๊ม ๆ ต่อม ๆ เพราะคำว่า ‘คุณท่าน’ มันฟังดูน่ากลัวน่าเกรงขาม กอปรกับตัวคฤหาสน์หลังใหญ่ที่เขาได้มีโอกาสเดินตามภมรเข้ามาด้านในมันบ่งบอกถึงความมั่งคั่งของเจ้าของที่เป็นคนละระดับกับเพลงเพลิน กลัวเหลือเกินว่าเด็กหนุ่มแต่งตัวมอซอสวมเสื้อผ้าเก่า ๆ อย่างเขา จะไม่เข้าตา แต่เขาก็เลือกเสื้อผ้าที่ดูดีที่สุดแล้วจริง ๆ
“เชิญครับ”
เพลงเพลินยืนนิ่ง เพราะจู่ ๆ ก็รู้สึกประหม่าขึ้นมา ความมั่นใจที่มีอยู่ก่อนหน้าหายไปเกือบครึ่งหลังเริ่มรู้สึกถึงพลังงานบางอย่างภายในห้องที่ภมรกำลังจะผลักประตูเข้าไป
“มาแล้วครับคุณท่าน”
ภมรก้าวเข้าไปตรงกลางห้องอย่างพินอบพิเทา หลังเก้าอี้ตัวสูงมีศีรษะของใครคนหนึ่งโผล่พ้นออกมา เส้นผมสั้นนั้นเป็นสีดอกเลา และเสียงกระแอมที่ดังออกมาบ่งบอกให้รู้ว่าเป็นผู้สูงวัย
“เข้ามา”
แต่น้ำเสียงที่เปล่งออกมาดังกังวานและแฝงไว้ด้วยอำนาจเหนือผู้ใด
เพลงเพลินเริ่มขาสั่นยามเดินเข้าไปใกล้ หนุ่มน้อยไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมามองด้วยซ้ำว่า ‘คุณท่าน’ หน้าตาเป็นอย่างไร
“ยื่นมือขวาออกมา”
คำสั่งนั้นเด็ดขาดราวกับครูฝ่ายปกครองผู้เข้มงวด ทำเอาเพลงเพลินต้องรีบยื่นมือออกไปแทบไม่ทัน
ความเงียบเข้าครอบงำภายในห้องสีโทนเข้ม ฝ่ามือของเพลงเพลินที่ยื่นออกไปก็เริ่มสั่น หนุ่มน้อยกลั้นใจรอฟัง
“ภมร”
“ครับคุณท่าน”
“ให้คนไปเปิดห้องพัก”
ภมรกระตุกยิ้มดีใจ ก่อนจะก้มศีรษะตอบรับ “ครับ จะไปเดี๋ยวนี้ครับคุณท่าน”
แล้วภมรก็ก้าวเร็ว ๆ ออกไป ทิ้งเพลงเพลินไว้กับชายสูงวัยที่หนุ่มน้อยยังไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมอง เขาเห็นเพียงช่วงขายาว กับเท้าภายใต้ถุงเท้าสีดำที่วางนิ่งอยู่บนพรมเท่านั้น
“กลัวฉันรึ?” ผู้สูงวัยถามเสียงดัง
“ปะ เปล่าครับ” เพลงเพลินพยายามบังคับน้ำเสียงไม่ให้สั่น “ผมแค่แปลกใจวิธีการคัดเลือกคนของที่นี่เท่านั้นครับ”
เพลงเพลินตอบไปตามความจริง เพราะเก็บงำความสงสัยไว้ตั้งแต่คำถามของภมรแล้ว แล้วคุณท่านคนนี้ยังใช้วิธีดูลายมือก่อนจะตัดสินใจรับเข้าทำงาน แล้วจะไม่ให้เพลงเพลินแปลกใจได้อย่างไร
แล้วผู้สูงวัยก็ส่งเสียงหัวเราะออกมาทำลายบรรยากาศตึงเครียด นั่นจึงทำให้เพลงเพลินเริ่มกล้าที่จะเงยหน้าขึ้นมามองอีกฝ่าย
ชายตรงหน้าอายุน่าจะราว ๆ เจ็ดสิบถึงแปดสิบปี รูปร่างสูงใหญ่ แม้ใบหน้าเหี่ยวย่นตามวัยแต่ก็ยังดูแข็งแรง โดยเฉพาะแววตาคู่นั้นมันยังทอแสงแห่งอำนาจและความเป็นผู้นำอยู่เต็มเปี่ยม
“คุณท่าน” เพลงเพลินเผลอเรียกออกมาตามที่ได้ยินจากภมร “สวัสดีครับ ผมชื่อเพลงเพลินครับ ขอบคุณนะครับที่รับผมเข้าทำงาน” เพิ่งนึกได้ว่ายังไม่ได้แนะนำตัวอย่างเป็นทางการ เพลงเพลินจึงละล่ำละลักบอก
“ฉันชื่อสรวง สรวง สุราลัย”
“สรวง สุราลัยเหรอครับ ผมคิดว่านามสกุลยามาสรวงเสียอีกครับ” เพลงเพลินนึกถึงชื่อที่อยู่หน้ารั้วบ้านหลังใหญ่
“ยามาสรวงงั้นรึ”
“ครับ แล้วยามาสรวงคืออะไรเหรอครับ”
