บทที่ 7 ความฝันอันริบหรี่
“ฉันชื่อสรวง สรวง สุราลัย”
“สรวง สุราลัยเหรอครับ ผมคิดว่านามสกุลยามาสรวงเสียอีกครับ” เพลงเพลินนึกถึงชื่อที่อยู่หน้ารั้วบ้านหลังใหญ่
“ยามาสรวงงั้นรึ”
“ครับ แล้วยามาสรวงคืออะไรเหรอครับ”
เมื่อท่าทีของสรวงไม่ได้น่ากลัวเหมือนอย่างที่เพลงเพลินเข้าใจในคราแรก หนุ่มน้อยก็เริ่มกล้าที่จะถามในสิ่งที่สงสัย นั่นทำให้สรวงเริ่มถูกชะตากับเด็กหนุ่มตรงหน้ามากขึ้นกว่าตอนที่เห็นภาพและเสียงจากกล้องวงจรปิดตอนที่อยู่กับภมร
“อีกหน่อยเธอก็รู้เอง อยู่ให้ครบสัญญาก็แล้วกัน”
“ผมอยู่ครบสัญญาแน่ครับ”
สรวงโคลงศีรษะช้า ๆ จับจ้องดวงตาใสคู่สีน้ำตาลอย่างพอใจ “จำคำของเธอไว้”
แล้วภมรก็กลับเข้ามา “ห้องพักเรียบร้อยแล้วครับคุณท่าน”
“พาเขาไป พรุ่งนี้ค่อยเริ่มงาน”
“ครับคุณท่าน”
เพลงเพลินเดินตามภมรขึ้นมาถึงชั้นบน แต่เขาก็อดสงสัยไม่ได้ เพราะภายในบ้านหลังนี้ไม่มีอะไรที่บ่งบอกว่ามีเด็กอยู่เลย
“น้องที่ผมต้องดูแลอยู่ที่ไหนเหรอครับคุณภมร”
“น้อง?” ภมรเอี้ยวใบหน้ามาเลิกคิ้วใส่
“ครับ น้องที่ผมต้องมาเป็นพี่เลี้ยงไงครับ หรือว่าน้องไปโรงเรียน” แสดงว่าไม่ใช่เด็กเล็ก ๆ ถ้าไปโรงเรียนได้แสดงว่าพูดรู้เรื่องแล้ว เพลงเพลินค่อยสบายใจหน่อย เพราะถ้าให้เลี้ยงเด็กแบเบาะเขาก็อาจจะไม่ถนัดนัก
แต่ยังไม่ทันที่ภมรจะตอบคำถาม เสียงเปียโนแสบแก้วหูก็ดังขึ้น ท่วงทำนองนั้นนอกจากจะไม่ไพเราะแล้ว โน้ตยังเพี้ยนอีกต่างหาก ทำเอานักดนตรีอย่างเพลงเพลินถึงกับรับไม่ได้
เขารีบก้าวเท้าไปตามเสียงก็พบว่ามันดังมาจากห้องหนึ่งที่บานประตูเปิดอยู่ แล้วเมื่อเพลงเพลินชะโงกหน้าเข้าไปมอง เสียงเปียโนก็หยุดลงพร้อมกับหนังสือเล่มหนึ่งลอยหวือเข้ามาหา หนุ่มน้อยผู้มีทักษะในการเอาตัวรอดเพราะฝึกปรือมาจากอารมณ์เกรี้ยวกราดของแม่เลี้ยงมาตลอดสิบสองปีเอี้ยวใบหน้าหลบได้อย่างหวุดหวิด แล้วหนังสือเล่มนั้นก็ถูกภมรคว้าหมับก่อนที่มันจะกระแทกสันจมูกของหนุ่มวัยสี่สิบปี
เพลงเพลินเห็นดังนั้นก็นึกชมว่าภมรก็มีทักษะและไวใช้ได้ แต่คนที่ขว้างมันออกมานี่สิ อย่าบอกนะว่าเด็กที่เขาต้องดูแลเป็น ‘เด็กดื้อ’ อารมณ์รุนแรง
เพลงเพลินรีบหันขวับกลับไปยังแหล่งกำเนิดทั้งเสียงเปียโนแสบแก้วหูและหนังสือเล่มนั้น แล้วเขาก็พบกับแผ่นหลังกว้างของชายคนหนึ่งที่ห่างไกลจากคำว่า ‘น้อง’ ที่เพลงเพลินจินตนาการไว้โดยสิ้นเชิง แต่ทันทีที่ชายคนนั้นเอี้ยวใบหน้ามาหา เพลงเพลินก็ถึงกับผงะเพราะใบหน้าของชายผู้นั้นมัน…
ใบหน้าด้านข้างช่างคมสัน สันกรามเป็นกรอบชัด ปลายคางเหลี่ยม ริมฝีปากเป็นกระจับ จมูกโด่งพุ่งออกมา แต่ทว่าดวงตาของชายผู้นั้น…
กรี๊ดดด!!!
นี่มันผู้ชายที่เขาเห็นในฝันเมื่อคืน!
แต่ทว่า… มันก็ไม่ได้หลอนเท่าในฝัน เพราะดวงตาของชายตรงหน้าไม่ได้เป็นสีเงินน่ากลัวเช่นนั้น เขามีตาดำเหมือนคนทั่วไปเพียงแต่มันไร้แววสดใสและมันมีประกายสีน้ำเงินเข้มเช่นเดียวกับสีผม
“คุณคาม คามาร์ สุราลัย หลานชายของคุณท่าน”
เสียงของภมรกระซิบมาจากด้านหลัง และมันทำให้เพลงเพลินขนหัวลุกขึ้นมาทันที เพราะคำพูดประโยคถัดมา
“คนนี้แหละที่เพลินต้องดูแล”
ฮะ ว่าไงนะ นี่เขาไม่ได้ฟังเพี้ยนไปใช่ไหม ไม่ใช่เด็กหรอกหรือที่เพลงเพลินต้องมาเป็นพี่เลี้ยงสอนดนตรี นี่มันผู้ใหญ่อายุน่าจะสามสิบได้กระมัง แถมยังหน้าดุอย่างกับยักษ์ ถึงจะหล่อแต่ไร้ความเป็นมิตร แล้วการต้อนรับกันด้วยการขว้างหนังสือใส่คืออะไร คนแบบไหนกันที่ทำกิริยาแบบนี้
“ออกไป!”
น้ำเสียงกระชากดุดันมากกว่าคุณท่านสิบเท่า แววตาเอาแต่ใจและร้ายกาจเกินจะรับไหว คามาร์ลุกจากเปียโนแล้วเดินออกมาประจันหน้ากับเพลงเพลิน แต่ดวงตาสีน้ำเงินกลับมองเลยไปอย่างเลื่อนลอย
“ฉันไม่ต้องการคนดูแล”
แล้วเพลงเพลินก็กระเด็นออกมาเพราะถูกจับเหวี่ยง โชคดีที่ภมรว่องไวจึงรับไว้ได้ก่อนที่ก้นกลม ๆ จะกระแทกกับพื้น
ชายหนุ่มร่างสูงหมุนตัวกลับเข้าห้อง แล้วปิดประตูใส่หน้าเพลงเพลินกับภมร แล้วหลังจากนั้นทั้งสองก็ได้ยินเสียงข้าวของภายในห้องล้มระเนระนาด ซึ่งมันไม่ได้มาจากการถูกขว้างปา แต่เป็นเพราะว่าเจ้าของห้องเดินชนเหตุเพราะมองไม่เห็น
เพลงเพลินสังเกตและประมวลผลอย่างรวดเร็ว หนุ่มน้อยเอี้ยวใบหน้ามาเลิกคิ้วถามภมร
“เขา?”
ภมรพยักหน้า แล้วรีบลากเพลงเพลินเดินเลยห้องของคามาร์ พลางก็อธิบาย
“คุณคามตาบอดจากอุบัติเหตุ เขาก็เลยหงุดหงิดง่ายนิดหน่อย ตอนนี้คุณท่านกำลังหาทางรักษา แต่ปัญหาก็คือเรื่องนี้จะให้ใครรู้ไม่ได้โดยเฉพาะคนในยามาสรวง เราสองคนมีหน้าที่ทำให้คุณคามใช้ชีวิตเหมือนคนปกติภายในเวลาสามเดือนก่อนถึงวันเลือกผู้นำคนใหม่”
“ผมถอนตัวตอนนี้ทันไหมครับ”
“เงินเดือนเดือนละห้าหมื่น ที่พักฟรี อาหารฟรี มีรถให้ใช้พร้อมคนขับ”
เด็กจบใหม่ไม่ใช่ได้เงินเดือนหมื่นห้าหรอกเหรอวะ ห้าหมื่นเลยเหรอนี่
“งั้นอยู่ต่อก็ได้ครับ ว่าแต่… ยามาสรวงคืออะไร ผู้นำคนใหม่คืออะไร นี่มันเรื่องอะไรกันครับ”
