บทที่ 8 คะแนนแค่เจ็ด
“หนูอยากเรียนค่ะ แต่แม่หนูไม่อยากให้เรียนต่อค่ะ แม่อยากให้หนูจบแค่ม.6แล้วไปหางานทำค่ะ แม่บอกว่าเรียนไปก็เปลืองเงิน พอหนูบอกว่าจะกู้ยืมเรียนแม่ก็ไม่ยอมเซ็นเอกสารกู้ยืมให้ หนูเลยคิดว่าจะหางานทำแล้วส่งตัวเองเรียนไปด้วยค่ะ” เธอเล่าด้วยเสียงสั่นก้มหน้ามองพื้น
“แล้วแม่ยอมให้ออกมานอนที่อื่นใช่ไหม”
“ค่ะ ถึงแม่ไม่ให้ออกมาหนูก็คงต้องออกมาอยู่ดี”
“ทำไมล่ะ หรือทะเลาะกันหนักจนจะหนีออกจากบ้าน” คีรินทร์คิดว่าถ้าเป็นแบบนั้นเขาจะไม่รับเธอเข้าทำงานเพราะไม่อยากมีปัญหาตามาทีหลัง
“เปล่าค่ะ แต่พ่อเลี้ยงของหนูเขาให้น้องสาวมาอยู่ที่ห้องหนูแล้วให้หนูไปอยู่ห้องเก็บของค่ะ หนูไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องหาเงินเรียนเอง แล้วก็ต้องหาที่อยู่ใหม่ด้วยค่ะ”
“ห้องนั้นแคบมากๆ เลยนะคะหมอคีรินทร์ หมอรับเพื่อนหนูเข้าทำงานเถอะ เพื่อนหนูไม่มีที่ไปจริงๆ” ชุติมณฑ์ช่วยขอร้อง
หมอคีรินทร์ฟังอย่างเงียบๆ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเห็นใจ
“ฉันเข้าใจนะ ฉันจะให้เธอลองทำงานดูก่อนสักอาทิตย์หนึ่งได้ไหม แล้วฉันจะตัดสินใจอีกที”
“ขอบคุณค่ะคุณหมอ” เธอยกมือไหว้ขอบคุณด้วยความดีใจ
“เธอจะทำงานได้เวลาไหนบ้าง”
“ตอนเช้าก่อนไปเรียนและหลักเลิกเรียนค่ะ หนูสัญญาว่าจะไม่ให้การไปเรียนกระทบกับการทำงานค่ะ”
“ฉันไม่ซีเรียสมากหรอกนะถึงฉันอยากจะให้เธอทำงานแต่ก็ไม่อยากให้เสียการเรียน ถ้าทำงานเสร็จแล้วเธอจะเอาเวลาที่เหลืออ่านหนังสือหรือทำการบ้านก็ได้”
“ขอบคุณคค่ะหมอ ขอบคุณมากๆ เลยค่ะ หนูจะตั้งใจทำงานให้ดีที่สุดเลยค่ะ” เธอรีบลุกขึ้นยกมือไหว้ความดีใจอีกครั้ง
หมอคีรินทร์บอกรายละเอียดในการทำงานและการดูแลเมวตัวอ้วนของเขาและให้เธอไปเก็บของเพื่อมาเริ่มงานในเย็นวันอาทิตย์
.....
ครบหนึ่งสัปดาห์แล้วที่ขวัญนภัสมาทำงานที่บ้านของคุณหมอคีรินทร์ เธอทำงานได้อย่างดีไม่มีอะไรขาดตกบกพร่องเลยสักนิด คุณหมอหนุ่มพอใจมาก ถึงแม้จะเคยดูถูกว่าเธอเป็นแค่เด็กวัยรุ่นแต่คุณภาพงานที่ได้มันดีพอๆ กับงานของป้าแจ่มเลยทีเดียว
“รู้ใช่ไหมเฟิร์นว่าฉันเรียกเธอมาคุยวันนี้เรื่องอะไร” เขานั่งลงบนโซฟารับแขกกลางห้องส่วน ขวัญนภัสก็นั่งบนโซฟาอีกตัวถัดไปหมอคีรินทร์ไม่ได้พิธีรีตองอะไรมาก จึงปฏิบัติกับเธอเหมือนเธอเป็นน้องสาวคนหนึ่ง บางครั้งเขาก็ให้เธอนั่งทานข้าวด้วยหรือถ้าวันไหนเลิกงานเร็วก็มักจะซื้อขนมมาฝากและชวนเธอนั่งทานด้วยกันหน้าทีวี
การมีเด็กวัยรุ่นมาอยู่ในบ้านด้วยทำให้ความเหงาของเขาลดลงไปมากกว่าเดิมเพราะตอนที่อยู่กับป้าแจ่มพอหัวค่ำป้าก็ขอตัวเข้าในห้อง ต่างกับขวัญนภัสที่มักจะคอยถามว่า วันนี้เขาไปเจอคนไข้แบบไหนมาบ้างและต้องให้การรักษายังไง
หญิงสาวจะตื่นเต้นทุกครั้งเวลาที่เขาเล่าถึงเคสผู้ป่วยในการที่รักษายากๆ ให้ฟังแต่คีรินทร์ก็เล่าคร่าวๆ เขาไม่ได้บอกชื่อของผู้ป่วยจึงไม่ได้ผิดจรรยาบรรณ
“หมอบอกว่าวันนี้จะให้คำตอบว่าจะจ้างหนูต่อหรือจะให้หนูเก็บของกลับบ้าน” เด็กสาวพูดเสียงเบา เธอไม่รู้ว่าที่ผ่านมาตนเองทำงานได้ถูกใจเขาหรือเปล่า แต่เธอก็ทำทุกอย่างเต็มความสามารถ
เธอตื่นเช้าทำกับข้าวเตรียมไว้ให้เขา พอเลิกเรียนก็กลับมาทำความสะอาดบ้าน ซักผ้ารีดผ้าเตรียมไว้ให้เขาในตู้อย่างเรียบร้อย และบางวันก็ทำอาหารเย็นให้เขาทานอีกด้วย
“แล้วเธอคิดว่าตัวเองทำงานได้ดีแค่ไหนลองให้คะแนนตัวเอง หนึ่งถึงสิบคิดว่าคะแนนของตัวเองจะอยู่ระดับไหน”
“หนูคิดว่าตัวเองน่าจะได้ประมาณเจ็ดคะแนนค่ะ”
“ทำไมให้คะแนนตัวเองน้อยจังล่ะ ลองบอกข้อบกพร่องของตัวเองมาหน่อยสิ” เขาชักสนใจเธอเข้าแล้วเพราะปกติคนอื่นน่าจะให้คะแนนตัวเองเต็มมากกว่าถ้าหากอยากจะทำงานที่นี่
“หนูไม่มีเวลาดูแลบ้านตอนกลางวันค่ะ เพราะหนูต้องไปเรียนเลยทำงานได้ไม่เต็มที่เหมือนป้าแจ่มที่อยู่บ้านตลอดเวลาค่ะ” เรื่องนี้ขวัญนภัสเป็นกังวลและกลัวว่าคุณหมอจะไม่จ้างด้วยเหตุผลนี้
ก่อนหน้าหมอคีรินท์เคยเล่าให้ฟังว่าในแต่ละวันป้าแจ่มต้องทำอะไรบ้างขวัญนภัสก็เลยเปรียบเทียบการทำงานของตนเองกับป้าแจ่มให้เขาฟัง
“มันก็ถูกนะตอนกลางวันเธอไม่ได้อยู่บ้าน ไม่ได้ดูแลบ้านแต่เธอก็ยังทำงานที่ได้รับมอบหมายครบถ้วน ซักผ้า รีดผ้า ทำความสะอาดบ้านแล้วยังทำกับข้าวให้ฉันทานก่อนไปทำงานทุกวันด้วย”
“แล้วคุณหมอคิดว่าหนูควรจะได้คะแนนสักเท่าไหร่ดีคะ” เด็กสาวถามพร้อมรอยยิ้มสดใสเธอจ้องเขาอย่างรอคอยคำตอบ
คุณหมอหนุ่มอดยิ้มกับท่าทางของเธอไม่ได้ถ้าเขาไม่จ้างต่อก็คงจะดูใจร้ายเกินไปและไม่รู้ว่าเธอจะเสียใจมากแค่ไหนหรือบางทีอาจจะร้องไห้เสียงดังออกมาจนเขารับมือไม่ไหวแน่ๆ เขาเป็นผู้ชายประเภทแพ้น้ำตาผู้หญิงและไม่ชอบที่จะเห็นใครร้องไห้เลย
“ฉันตกลงจะจ้างเธอต่อก็ได้นะเฟิร์น”
“จริงเหรอคะ ไชโย!....” ขวัญนภัสดีใจกระโดดตัวลอยก่อนจะนึกได้ว่าไม่ค่อยเหมาะสมจึงนั่งลงอย่างช้าๆ
“เงินเดือนที่ให้ก็เท่ากับที่ตกลงกันไว้เมื่อครั้งก่อนตกลงไหม”
“ตกลงค่ะ” เด็กสาวรีบพยักหน้าด้วยความดีใจเพราะการทำงานบ้านมันไม่ใช่เรื่องหนักหนาอะไรสำหรับเธอเลยสักนิดปกติเธอก็ทำงานที่บ้านอยู่แล้ว
“เธอคิดว่ามันพอกับค่าใช้จ่ายประจำวันไหมพอค่ะ”
“ส่วนเรื่องเรียนฉันจะเป็นคนจัดการให้”
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะคุณหมอให้เงินเดือนหนูตั้งเยอะ หนูส่งตัวเองเรียนได้”
“เธออาจจะคิดว่าเงินมันเยอะแต่พอเข้าไปเรียนมหาวิทยาลัยจริงๆ มันมีค่าใช้จ่ายอะไรอีกเยอะแยะนะ ฉันผ่านตรงนั้นมาก่อนฉันจะส่งเสียเธอเรียนเธอก็จดไว้ก็แล้วกันว่าใช้จ่ายอะไรไป”
“แต่หนูเกรงใจค่ะ”
“ฉันไม่ได้จ่ายให้ฟรีๆ หรอกนะ เรียนจบก็ค่อยมาทำงานใช้หนี้ฉันตกลงไหมล่ะ”
“ได้ค่ะ หนูจะจดไว้ว่าเอาเงินมาจากหมอเท่าไหร่”
