บทที่ 6 จัดการ

บทที่ 6

จัดการ

ในห้องใต้ดินที่มืดและอับชื้นมีเพียงแสงสลัวจากหลอดไฟดวงเล็กที่ส่องสว่างตรงกลางห้องซึ่งมีร่างของชายฉกรรจ์คนหนึ่งที่เปลือยท่อนบนถูกมัดติดกับเก้าอี้ อยู่ในสภาพที่ถูกซ้อมอย่างหนักจนใบหน้าเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำบูดบวมเลือดเกรอะแทบจำเค้าโครงเดิมไม่ได้ ตามเนื้อตัวก็มีรอยเฆี่ยนตีจนเลือดแตกซิบไปทั่วแผ่นหลัง 

บรรดาลูกน้องต่างก็รู้ดีว่า หากมันได้เปิดขึ้นมานั่นหมายถึงมีกลิ่นอายแห่งความตายรออยู่ ในหมู่พวกเขาเรียกห้องนี้ว่า 'ห้องเย็น' 

ร่างสูงของเจ้าขุนที่น้อยนักจะเห็นลงมาชั้นใต้ดิน แต่วันนี้เขาลงมาเพื่อเค้นหาคำตอบจากมือปืนที่รอดชีวิตเพียงหนึ่งเดียวด้วยตนเอง หลังจากที่ได้รับรายงานจากลูกน้องคนสนิทอย่างเดชว่าคนร้ายไม่ยอมปริปาก และข้อมูลที่ให้ไปสืบก็ไม่ได้เบาะแส ทำให้ความหวังอันริบหรี่อยู่ที่มือปืนที่เหลือชีวิตรอดเพียงหนึ่งเดียว จากการประเมินสถานการณ์ทำให้รู้ว่าพวกกลุ่มคนไม่ประสงค์ดีจะต้องเป็นพวกที่มีอิทธิพลอยู่ไม่น้อย ไม่อย่างนั้นคงทิ้งร่องรอยไว้ให้คนของเขาได้สืบค้นบ้าง ทำให้เจ้าขุนรู้สึกเป็นห่วงเด็กหนุ่มที่ช่วยชีวิตตนขึ้นมาทันที เพราะเขาไม่รู้ว่าคืนนั้นมีมือปืนกี่คน และถ้าหากมีมากกว่านั้นล่ะ..เด็กนั่นย่อมไม่ปลอดภัยแน่!

หมอบอกว่าอาการของเจ้าขุนฟื้นตัวได้ไวกว่าคนทั่วไป อาจเพราะสภาพร่างกายที่แข็งแรงเป็นทุนเดิมจากการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอและเลือกสรรแต่อาหารที่ดีมีประโยชน์ทำให้หนุ่มใหญ่วัยสี่สิบปียังคงความหล่อเหลา แข็งแรงราวกับหนุ่มอายุสามสิบทำให้ร่างกายฟื้นตัวได้ไวกว่าคนทั่วไป

"ได้เรื่องไหม"

"มันไม่ยอมบอกเลยครับเฮีย' เดชก้มหน้ารายงาน หนีสายตาดุดันที่กำลังตำหนิอยู่ ก่อนจะหันไปมองคนที่ถูกมัดกลางห้อง

"กูจะถามมึงอีกครั้งบอกมา ว่าใครสั่งให้มึงมาฆ่ากู"

น้ำเสียงกดต่ำ เผยความน่ากลัวที่แฝงอยู่ภายใต้สีหน้าเคร่งขรึม มือปืนส่ายหน้าปฏิเสธทุกคำถามตั้งแต่คืนที่รังสิมันต์เดินลงมาเค้นคำตอบจากคนร้ายแล้วก็ยังตอบคำเดิม คือ ไม่รู้ คืนนี้เจ้าขุนจึงต้องลงมาจัดการด้วยตนเอง

"ผมไม่รู้จริงๆครับ ผมแค่รับจ้างมาอีกทอดหนึ่ง"

คนที่ถูกมัดมือมัดเท้าพยายามดิ้นรน แต่เชือกที่มัดเขาไว้แน่นหนาเกินกว่าจะขยับเขยื้อนได้ สายตาหวาดกลัวมองคนที่เจ้านายตัวเองอยากกำจัดให้หายไป

"คิดว่ากูจะเชื่อคำพูดมึง" 

เขาเดินเข้าไปใกล้คนร้ายมากขึ้นกว่าเดิม ใบหน้าหล่อแสยะยิ้มกลิ่นอายความตายแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ ขนาดลูกน้องที่อยู่ในห้องมืดด้วยกันยังรู้สึกถึงอันตรายที่กำลังคุกคามอยู่ ขนอ่อนพากันลุกซู่เมื่อเห็นแววตาของผู้เป็นนาย

"มึงมีทางเลือกสองทาง หนึ่งบอกความจริงมาแล้วกูจะยอมปล่อย กับสองมึงจะตายอยู่ที่นี่โดยที่กูจะทรมานจนกว่ามึงจะตายไปเอง" มือปืนตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวเพียงแค่เห็นสีหน้าท่าทางดุดันของคนที่ทุกคนเรียกว่าเฮีย 

ใครจะไปคาดคิดว่าขุนพล วนารมย์ ที่ใครก็เห็นว่านิ่งเงียบ ท่าทางเย็นชา จะมีมุมที่แฝงความน่ากลัวได้มากถึงเพียงนี้

"ผม...ผมบอกไม่ได้ ถ้าผมบอกพวกมันจะฆ่าลูกเมียผม" 

ตามคาดเมื่อคำตอบที่ได้ ทำให้เจ้าของใบหน้านิ่งเริ่มแสยะยิ้มพลางเงยหน้าหัวเราะเบาๆในลำคอ ทุกครั้งที่มีการเค้นความจริงจากพวกมือปืนของคู่อริจะมีมุขนี้ให้ได้ยินอยู่บ่อยๆ

"หน้ากูดูโง่นักหรือไง คิดว่าพูดมาแบบนี้แล้วกูจะปล่อยมึงไปว่างั้น" 

พูดจบก็แบไปตรงหน้าเดชซึ่งเป็นลูกน้องคนสนิท เดชวางมีดสั้นลงบนมือหนาอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก เพราะเขาไม่อยากให้มือของเจ้านายต้องเปื้อนเลือด

เจ้าขุนดึงมันออกมาจากฝัก ปลายแหลมคมกรีดลงบนหน้าของมือปืนที่ถึงคราวซวยด้วยสีหน้านิ่งเรียบแต่แฝงไปด้วยอันตราย

"อ๊าก!!!" 

เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดอย่างโหยหวนของคนร้ายทำให้ทุกคนแทบกลั้นหายใจ บทเจ้านายเข้าโหมดนี้ ยากจะหยุดลงได้หากไม่ได้ระบายมันออกมา

"มึงจะพูดหรือไม่พูด" น้ำเสียงเย็นยะเยือกเอ่ยถาม ดวงตาคมหรี่ลงมองคนร้ายอย่างต้องการคำตอบ

'ให้มันรู้ไปว่ามันจะไม่ยอมง้างปากบอก"

"ผม...ผม..." พอเห็นว่ามือปืนมีท่าทางลังเล เจ้าขุนจึงใช้มีดกรีดลึกลงกว่าเดิม

"อ๊าก!!!..." 

"พอแล้วไอ้ขุน!!" เสียงเข้มดุดันดังขึ้นมาจากข้างหลังทำให้เจ้าขุนหยุดการกระทำอันโหดร้าย หันไปมองเจ้าของเสียงก่อนจะเมินหน้าหนีอย่างรำคาญใจ

"มึงจะให้มันตายห่าเลยหรือไง อย่าให้ต้องมีใครตายที่นี่อีกเลย" 

รังสิมันต์ไม่ต้องการให้มีใครตายที่นี่ ไม่อยากให้คนอย่างเจ้าขุนต้องมือเปื้อนเลือด หากต้องกำจัดใครสักคน เขานี่แหละจะจัดการด้วยมือของเขาเอง เชื่อว่าอีกไม่นานไอ้มือปืนปากหนักจะต้องคายทุกอย่างออกมา 

"ไอ้เจตมึงเฝ้ามันอยู่ที่นี่ ให้มันอดข้าวอดน้ำแล้วก็โบยมันหนักๆ และถ้ามันหมดสติก็เอาน้ำเกลือสาดจนมันตื่น ทำแบบนี้จนกว่ามันจะง้างปากบอก" 

เจ้าขุนพูดทิ้งท้ายไว้แล้วก็เดินออกไปทันที เขาต้องการให้มันได้รับความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส เพื่อชดใช้ในความผิดที่มันกล้ามาเล่นกับคนอย่างขุนพล วนารมย์ คนพูดจบเดินขึ้นไปด้านบนแล้ว ปล่อยให้รังสิมันต์ยืนมองตามแผ่นหลังกว้างของคนที่เคยใจเย็นมีเหตุผล 

เจ้าขุนไม่แม้แต่จะหันมามองกันด้วยซ้ำ เหตุเพราะภารกิจหาผ้าเช็ดหน้าล้มเหลวไม่เป็นท่า เพื่อนจึงยังไม่ยอมเสวนาด้วยตั้งแต่วันนั้น อีกทั้งอีกไม่ถึงชั่วโมงเขาจะต้องบินกลับภาคใต้ด่วน ด้วยงานที่นั่นมีปัญหาต้องรีบกลับไปสะสางด้วยตัวเอง จึงได้แต่ถอนหายใจมองตามแผ่นหลังเพื่อนออกไปด้วยความเป็นห่วง 

"เตรียมรถกูจะออกข้างนอก แล้วพวกมึงก็ไม่ต้องตามไป"

เจ้าขุนออกคำสั่งทันทีที่เดินออกมาหน้าเพนต์เฮ้าท์ ไม่ได้หันหลังกลับไปมองด้วยซ้ำว่ามีใครเดินตามหลังออกมาบ้าง 

"ไม่ได้นะครับ เฮียโรมสั่งไว้ว่าช่วงนี้ให้เฮียเก็บตัวอยู่เงียบๆไปก่อน"

เดชเอ่ยขึ้นด้วยความเป็นห่วง พักหลังมานี่ มีเหตุการณ์เกิดขึ้นหลายอย่าง ล่าสุดก็เรื่องที่เจ้านายตนโดนไล่ล่า

"เจ้านายมึงชื่อโรม?" 

เจ้าขุนหันไปเท้าสะเอวเอาเรื่อง รู้สึกหงุดหงิด ทุกอย่างดูขวางหูขวางตาไปหมด ปกติเป็นคนเงียบนิ่งใจเย็นและสุขุมมากกว่านี้ แต่ทว่าพักหลังมานี่มักจะหงุดหงิดใส่ลูกน้องแบบไม่ทราบสาเหตุ จึงอยากจะไปปลดปล่อยอารมณ์ที่มันแปรปรวนอยู่ในตอนนี้

"โธ่...เฮียครับ" 

เดชโอดครวญ ทาสผู้ซื่อสัตย์อย่างเขาที่ตายแทนเจ้านายได้ทุกเมื่อ เจ้าขุนหรือขุนพลเป็นผู้มีพระคุณมากล้น ชาตินี้ทั้งชาติยังชดใช้ไม่หมด หากมีชาติหน้าเขายังอยากจะตามไปรับใช้ต่อด้วยซ้ำ แต่ที่ปรามไว้เพราะว่าเป็นห่วงความปลอดภัยของเจ้านายมาอันดับหนึ่งเสมอ

"งั้นก็ไปเตรียมรถ" เดชไม่ยอมขยับตัว ยังคงก้มหน้าไม่ทำตามคำสั่ง

"ไอ้เดช!!" 

เสียงตะคอกทำเอาเดชเกือบเยี่ยวเล็ด รีบเงยหน้าเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก

"ตะ...แต่ว่าถ้านายจะไป พะ..พวกผมต้องไปด้วย เพราะไม่อย่างนั้นเฮียโรมกับคุณเวย์เล่นผมตายเลย" 

เจ้านายตรงหน้าก็กลัว แต่เฮียโรมกับคุณเวย์ของทุกคนยิ่งน่ากลัวกว่าเป็นไหน ๆ 

"กลัวพวกมัน แต่มึงไม่กลัวคนจ่ายเงินเดือนว่างั้น" 

เจ้าขุนถอนหายใจหนัก ๆ ถ้ามีชื่อเวย์มาเกี่ยวข้องด้วยเขาเองก็ไม่อยากมีปัญหา หากเวย์ขึ้นมาด้วยตัวเองจะยุ่งยากไปมากกว่านี้

"หรือเฮียไม่กลัวคุณเวย์ขึ้นมากรุงเทพฯครับ"

ไม่ใช่กลัวแต่เขาไม่อยากมีปัญหากับบุตรบุญธรรม นิสัยเด็กนั่นใครจะปรามไหวทั้งอารมณ์เดือดเลือดร้อน หุนหันพลันแล่น หากขึ้นมาจริง ๆ จะวุ่นวายกันเสียเปล่า ต่างจากโรมที่พอมีลูกมีเมียก็ใจเย็นลงมาก

"อย่ามายอกย้อน ไปเอารถมา!!" 

สุดท้ายลูกน้องก็ตามเจ้านายไปเป็นโขยงทิ้งไว้ให้เจตกับเด็กอีกส่วนหนึ่งเฝ้าคนร้ายอยู่ที่นี่

"ครับ"

แสงไฟสลัวสีแดงส้มสาดส่องทั่วบาร์โฮสต์สุดหรู เพลงจังหวะเร้าใจกระหึ่มดังคลอเคล้าไปกับเสียงหัวเราะและบทสนทนาของผู้คนที่มาเที่ยวในสถานเริงรมย์แห่งนี้ 

ชายหนุ่มร่างสูงในชุดสูทสีดำสนิทนั่งจิบวิสกี้อยู่มุมหนึ่งของบาร์ระดับไฮเอนด์ ดวงตาคมกริบกวาดมองเหล่าโฮสต์หนุ่มที่กำลังเดินเฉิดฉายไปมาอยู่บนเวที หลังจากที่รอบของสาวสวยได้ลงจากเวทีไปแล้ว ด้านหลังมีเดชและบอดี้การ์ดชุดดำยืนรักษาความปลอดภัยอยู่ห่าง ๆ อย่างระแวดระวัง เดชกับเจตไม่ยอมให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเดิม แม้นว่านายจะสั่งห้ามไม่ให้ยกคนมาเป็นโขยงแต่เพื่อความปลอดภัยพวกเขาจึงขัดคำสั่งโดยอ้างคำสั่งของเฮียโรมและคุณเวย์ 

ปกติคนเป็นนายไม่เคยมาเที่ยวในที่อโคจรแบบนี้ นานๆครั้งจึงจะออกมาในยามวิกาล อย่างครั้งก่อนก็ออกมาจิบวิสกี้กับเฮียโรมจนได้เรื่อง...

"เฮียขุนอุตส่าห์มาเยี่ยมเยียนถึงที่นี่ พวกเธอต้องดูแลเฮียดีๆล่ะ" 

ยี่หวาเจ้าของโฮสต์ ซึ่งเป็นสาวประเภทสองบอกสาวสวยที่เป็นดาวเด่นของผับหรู มาคอยให้บริการอย่างใกล้ชิดจำนวนสี่คน สาวสวยที่ถูกเลือกก็รีบเข้ามาทำหน้าที่นวดเฟ้นชายหนุ่ม ปรนนิบัติเป็นอย่างดีไม่ให้ขาดตกบกพร่อง ไม่บ่อยนักที่พวกเธอจะได้มีโอกาสดูแลใกล้ชิดผู้ชายที่เป็นที่หมายปองของหญิงสาวทั้งเมืองกรุงในสถานบริการแห่งนี้ เพียงแค่ได้สัมผัสใกล้ชิดได้สูดดมกลิ่นกายหอมจากตัวเขาก็แทบอยากจะคลานขึ้นเตียงเล่นสนุกกับเขาทันที ช่างเป็นผู้ชายที่มีเสน่ห์ดึงดูดสุดๆ และยังเร้าใจน่าเข้าหา

เจ้าขุนเลือกมาที่นี่เพราะกำลังคิดอะไรบางอย่าง อีกทั้งต้องการผ่อนคลายความตึงเครียดจากปัญหามากมายที่ถาโถมเข้ามาในช่วงนี้ ตั้งแต่เกิดเรื่องคราวก่อนทุกคนในครอบครัวเป็นห่วง ถึงขั้นออกคำสั่งให้เดชและเจตเข้มงวดเรื่องความปลอดภัยมากขึ้น

"หนูจะดูแลเฮียอย่างดีเลยค่ะ ไม่ต้องห่วงค่ะเจ๊"

หนึ่งในสาวสวยเอ่ยบอก ริมฝีปากสวยเคลือบด้วยลิปสติกสีสดแย้มสรวล ใบหน้าสวยหวานดวงตากลมโตเป็นประกายวาบวับรับกับแสงไฟที่เปิดพอสลัวๆ ริมฝีปากอวบอิ่มเผยอน้อยอย่างยั่วยวน เธอสวยอวบอิ่มไปทุกสัดส่วนสมกับที่เป็นดาวเด่นของที่นี่จริง ๆ 

"หนูป้อนนะคะเฮีย"

เจ้าขุนไม่ได้ตอบรับหรือว่าปฏิเสธ และไม่มีคำพูดใดๆหลุดออกมาจากริมฝีปากหนา มือข้างขวายังคงคีบบุหรี่ยี่ห้อโปรด สายตาไม่ทิ้งห่างไปจากบนเวทีเลยสักวินาที ราวกับกำลังจดจ้องมองหาใครบางคนที่อยู่บนนั้น

และแล้วสายตาก็สะดุดตาเข้ากับร่างสูงในชุดสีขาวเหมือนกับคนอื่น ๆ แต่ด้วยใบหน้าหล่อคมที่เขาจำได้แม่นไม่เคยลืมเลือนทำให้มุมปากกระตุกทันที รีบขยี้บุหรี่ในมือทิ้งแล้ว

"ออกไป"

"คะ" 

วิสกี้ที่ถูกยกจ่ออยู่ตรงริมฝีปากชะงัก มองใบหน้าหล่อคมอย่างไม่เข้าใจความหมาย

"ฉันบอกให้เธอออกไป" 

"ตะ..แต่ว่า..หนูทำอะไรผิด เฮียไม่พอใจอะไรหนูก็บอกนะคะ ให้หนูได้บริการเฮียเถอะนะคะ" เธอไม่อยากเสียโอกาสทองนี้ไป 

คนเป็นดาวเด่นของที่นี่มองอย่างไม่เข้าใจ มีแต่คนอยากได้ตัวเธอกันทั้งนั้น แต่ทว่าผู้ชายคนนี้ตั้งแต่ที่เธอมานั่งลงข้างๆกัน เอาตัวและหน้าอกอวบอิ่มเบียดกับต้นแขนของเขา ผู้ชายรูปหล่อคนนี้ก็ยังไม่เหลียวมองเสี้ยวหน้าเธอเลยแม้แต่สักวินาทีเดียว

"ไปเรียกเด็กคนนั้นมา" 

ยี่หวามองตามแล้วก็ต้องกระพริบตาปริบ ๆ อย่างไม่อยากจะเชื่อว่าชายหนุ่มผู้เป็นยอดพีระมิด ใบหน้าหล่อเหลาร่ำรวยมหาศาลอย่างที่ใครก็ต่างพากันอิจฉาจะมีรสนิยมชอบผู้ชายด้วยกันเอง

"เออ..นั่นเด็กใหม่ค่ะยังไม่เป็นงานเลยด้วยซ้ำ ถ้าเฮียชอบแนวนี้ ยี่หวามีเด็ดกว่านี้ให้เฮียอีกนะคะ" 

เธอรีบเสนอ พลันในหัวก็พยายามคิดหาเด็กหนุ่มที่มีทีเด็ด และลีลาเร้าใจจนแขกติดให้กับชายผู้นี้

ใบหน้าหล่อไม่ตอบ เหลือบตาดุมองเจ้าของโฮสต์ที่ยังคงยืนโน้มตัวรอรับคำสั่งอยู่ข้าง ๆ ด้วยสีหน้าไม่พอใจอยู่ในนั้น 

"คืนนี้ฉันเหมาเด็กนั่น เท่าไหร่ก็ได้ไม่อั้นไปเรียกตัวมา" เพียงเท่านั้นยี่หวาก็รีบกระวีกระวาดไปจัดการให้ชายหนุ่มทันที

เจ้าขุนไม่ลังเลที่จะเรียกโฮสต์ที่ปั้นหน้าหล่อคมเดินไปมาราวกับนายแบบ ร่างสูงโดดเด่นสะดุดตา การโพสท่าใช้สายตาจิกลูกค้า เผยอปากบ้างบางจังหวะเห็นแล้วมันโคตรเซ็กซี่ อีกทั้งวางแขนและขาอย่างมืออาชีพ ทำให้ลูกค้าทั้งหญิงและชายให้ความสนใจติดขอบเวทีจนแน่นขนัด ราวกับเป็นดาวเด่นเลยด้วยซ้ำตรงไหนกันที่เป็นเด็กใหม่... 

ต่อให้ระยะห่างไกลกันมากกว่านี้เขาก็จำได้แม่นว่านั่นคือเด็กที่อยู่ในสลัมและช่วยเขาไว้ในคืนนั้นไม่ผิดตัวแน่...

บทก่อนหน้า
บทถัดไป