บทที่ 2 2.เสียงหัวใจ

สิบสองเดือนก่อนหน้านั้น

ห้องครัวเป็นที่เดียวในบ้านที่มินตรารู้สึกว่าเธอยังมีสิทธิ์ตัดสินใจอะไรได้บ้าง เธอสามารถเลือกว่าจะใส่น้ำผึ้งกี่ช้อน หรือจะใช้เวลาอบขนมปังเพิ่มขึ้นอีกกี่นาที และเลือกได้ว่าจะวางจานไว้มุมไหนของโต๊ะเพื่อรับแสงแดดยามเช้าที่ตกกระทบพอดีเหมาะกับการถ่ายรูปให้ได้ภาพที่ออกมาสวย แต่นอกเหนือจากนั้น ชีวิตเธอแทบไม่เคยเป็นของเธอเลย

กลิ่นขนมปังโฮลวีตที่เพิ่งออกจากเตาอบลอยอวลอยู่ในอากาศผสมกลิ่นธัญพืชคั่วและน้ำผึ้งอุ่น กับภาพหญิงสาวร่างระหงสวมผ้ากันเปื้อนสีครีมยืนอยู่หน้าเคาน์เตอร์หินอ่อนและมือทั้งสองของเธอกำลังประคองแม่พิมพ์ด้วยความระวัง

“อื้ม...มุมนี้แสงสวยจัง” เธอพึมพำกับตัวเอง ก่อนหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาจัดมุมถ่ายรูป

บนหน้าจอปรากฏชื่อเพจ ‘หัวใจตัวดีกับพี่มินตรา’ ที่มียอดผู้ติดตามหลักแสน คนส่วนใหญ่รู้จักเธอในฐานะเจ้าของรอยยิ้มสดใส เชฟขนมสุขภาพ แจกสูตรอาหาร และคอยให้กำลังใจผู้ป่วยโรคหัวใจด้วยถ้อยคำที่อบอุ่นแต่กลับไม่มีใครรู้ว่าเบื้องหลังภาพขนมปังสวย ๆ เหล่านั้น เจ้าของเพจแทบไม่ได้ออกไปไหนโดยไม่มีคนตาม ไม่มีใครรู้ว่าเธอมีตารางกินยาที่ละเอียดกว่าตารางงาน และไม่มีใครรู้ว่าเธอเคยตายไปแล้วครั้งหนึ่ง ตอนอายุสิบสาม

“คุณมินต์คะ อย่าก้ม ๆ เงย ๆ ใกล้เตาอบนานนะคะ เดี๋ยวหน้ามืด” เสียงของนงลักษณ์ พี่เลี้ยงคนสนิทดังมาจากด้านหลัง

มินตรากลั้นยิ้ม “ค่ะ แต่มินต์ปิดเตาอบแล้วค่ะ”

“ปิดแล้วก็ร้อนอยู่ดีค่ะ เมื่ออาทิตย์ก่อนคุณมินต์ก็เพิ่งวูบไปเองนะคะ”

รอยยิ้มของมินตราจางลงเล็กน้อย แต่เธอรีบกลบเกลื่อนด้วยการหยิบจานใบเล็กมาวางขนมปัง “วันนี้มินต์จะเอาไปฝากน้องกราฟด้วยค่ะ แกบอกอยากกินขนมปัง”

“แต่คุณมินต์มีนัดพบคุณหมอนะคะ”

“จริงด้วยสิ” มินตราชะงัก ความสุขเล็ก ๆ ในห้องครัวเหมือนถูกใครบางคนพับเก็บลงกล่องก่อนเสียงบิดาจะดังมาจากหน้าประตูครัว

“มินต์ สายแล้วลูก วันนี้มีนัดสำคัญกับอาจารย์หมอเกริกเกียรติ พ่อให้คนเตรียมรถไว้แล้ว”

มินตราเอี้ยวตัวกลับไปมองบิดาที่แต่งสูทเรียบร้อย สีหน้าท่านอ่อนโยนเสมอแต่ภายใต้ความอ่อนโยนนั้นมักมาพร้อมคำสั่งที่เธอปฏิเสธไม่ได้ “ค่ะพ่อ มินต์ขออีกสิบห้านาทีนะคะ”

“สิบนาทีก็พอแล้วลูก เดี๋ยวรถติด”

“ค่ะ”

มินตรายิ้มรับแม้ความรู้สึกในอกจะเริ่มหนักขึ้น เธอถอดผ้ากันเปื้อนออกช้า ๆ และแขวนมันไว้ข้างตู้เหมือนวางส่วนหนึ่งของตัวเองทิ้งไว้ในห้องครัว

นงลักษณ์เดินเข้ามาพร้อมตลับยาเล็ก ๆ “กินยาก่อนออกจากบ้านนะคะ”

มินตรารับมาเปิดฝาออก ยาหลากสีเรียงอยู่ในช่องเล็ก ๆ ตามเวลา เช้า กลางวัน เย็น ก่อนนอน ยากดภูมิ คำเรียกสั้น ๆ ที่ฟังเหมือนเรื่องทางการแพทย์ธรรมดา แต่สำหรับเธอมันคือโซ่เส้นบาง ๆ ที่ล่ามเธอไว้กับหัวใจดวงนี้มาตลอดสิบสองปี หัวใจที่ร่างกายของเธอไม่เคยยอมรับมันอย่างแท้จริง มันเพียงถูกบังคับให้สงบ ถูกกดให้เชื่อฟัง ด้วยยาที่ต้องกินให้ตรงเวลาอย่างเคร่งครัด และทุกครั้งที่ต้องกลืนรสขมของยาจะติดอยู่ปลายลิ้นนานกว่าปกติ

“ช่วงนี้คุณมินต์ยังมีอาการเจ็บจี๊ดที่หน้าอกอยู่ไหมคะ” นงลักษณ์ถาม

มินตราปิดตลับยา “นิดหน่อยค่ะ”

“นิดหน่อยของคุณมินต์ทำให้พี่นอนไม่หลับทั้งคืนเลยนะคะ”

เธอหัวเราะ “พี่นงขี้กังวลเหมือนพ่อเลย”

“ก็พี่ดูแลคุณมินต์มาเป็นสิบปีแล้ว รู้ว่าคุณมินต์น่ะดื้อแค่ไหนแล้วจะไม่ให้พี่ห่วงได้ยังไงล่ะคะ” นงลักษณ์ปรายตามองค้อนคนข้าง ๆ

มินตรายิ้ม ไม่แก้ตัวเพราะเธอรู้ดีว่าความห่วงใยในบ้านหลังนี้มีน้ำหนักมากแค่ไหน มันอุ่นแต่ก็หนักจนบางครั้งเธอแทบหายใจไม่ออก จากนั้นทั้งสองเดินไปขึ้นรถยนต์คันหรูและรถค่อย ๆ เคลื่อนออกจากบ้านหลังใหญ่ในขณะที่เธอเปิดโทรศัพท์ดูคลิปขนมปังที่ถ่ายไว้เมื่อเช้า พยายามตัดต่อคำบรรยายให้สดใสเหมือนทุกครั้ง

‘วันนี้พี่มินต์มีสูตรขนมปังโฮลวีตน้ำผึ้งมาฝากทุกคนด้วยค่ะ’ นิ้วของเธอหยุดอยู่บนหน้าจอ แต่ก็วางโทรศัพท์ลงโดยไม่กดโพสต์ และเผลกยกมือแตะอกซ้าย ท่ามกลางในความเงียบของรถ เธอสัมผัสเสียง ตึก ตึก ตึก ที่เต้นอยู่ข้างในเป็นจังหวะเต้นของหัวใจที่เธอคุ้นเคยที่สุด บางวันมันเต้นสม่ำเสมอราวกับเป็นของเธอมาแต่เกิด บางวันกลับเต้นสะดุดและแผ่วเบาลงราวกับเตือนว่าหัวใจดวงนี้อ่อนแอเกินกว่าจะอยู่กับเธอได้ตลอดไป

“คุณมินต์คะ”

“คะ?”

“คิดอะไรอยู่คะ...มีเรื่องอะไรทำให้เครียดอยู่หรือเปล่าคะ”

มินตราลดมือลงจากหน้าอกทันที “เปล่าค่ะ มินต์แค่คิดอะไรเพลิน ๆ เท่านั้นเองค่ะพี่นง”

นงลักษณ์มองเหมือนหยั่งความคิดของเธอแต่ไม่ได้ซักไซ้ กระทั่งรถเลี้ยวเข้าสู่เขตโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำตรงหน้า อาคารกระจกสูงสะท้อนแสงแดด มินตรามองมันผ่านกระจกหน้าต่าง สถานที่แห่งนี้เคยคืนชีวิตให้เธอและตั้งแต่นั้นมา ชีวิตของเธอก็ไม่เคยเป็นของเธอเต็มร้อยอีกเลย เมื่อก้าวลงจากรถ กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อเจือจางในอากาศก็แตะปลายจมูก มินตรายกมือขึ้นจัดปอยผมที่ตกลงมาข้างแก้ม สูดลมหายใจลึก แล้วเดินเข้าไปในอาคารด้วยสีหน้าเรียบเฉย อย่างที่ฝึกมาตลอดสิบสองปี แผนกโรคหัวใจอยู่ชั้นเดิม ทางเดินเดิม สีผนังเดิม เก้าอี้พักคอยสีเดิม ทุกอย่างคุ้นเคยจนน่าอึดอัด เจ้าหน้าที่พยาบาลหน้าเคาน์เตอร์เปิดยิ้มให้เธอ

“คุณมินตรา วันนี้อาจารย์หมอเกริกเกียรติติดเคสผ่าตัดด่วนค่ะ ท่านมอบหมายให้คุณหมออรัณย์ ลูกศิษย์เอกของท่านที่เพิ่งกลับจากต่างประเทศเป็นผู้ตรวจแทน”

มินตราชะงักเล็กน้อย “เปลี่ยนหมอเหรอคะ”

“ค่ะ แต่ไม่ต้องกังวลนะคะ คุณหมอท่านนี้เป็นศัลยแพทย์หัวใจที่อาจารย์หมอไว้วางใจมากที่สุด”

คำว่า ไม่ต้องกังวล ไม่เคยทำให้เธอกังวลน้อยลงเลย มินตราพยักหน้า แล้วเดินตามพยาบาลไปยังห้องตรวจหมายเลขเก้า เมื่อประตูเปิดออก สิ่งแรกที่เธอรู้สึกไม่ใช่กลิ่นยา แต่เป็นความเย็นจากเครื่องปรับอากาศภายในห้องที่ลดอุณหภูมิต่ำกว่าปกติ แสงในห้องขาวจัดจนผิวมือของเธอดูซีดลงไปอีก บนโต๊ะทำงานมีแฟ้มประวัติของเธอวางเปิดอยู่ และริมหน้าต่างมีผู้ชายคนหนึ่งยืนหันหลังให้ เขาสวมเสื้อกาวน์สีขาว แผ่นหลังกว้างนิ่งสนิท ราวกับเขายืนอยู่ตรงนั้นมานานแล้ว ไม่ใช่เพิ่งเข้ามารอคนไข้ มินตราก้าวเข้าไปอย่างระวัง

“สวัสดีค่ะคุณหมอ ดิฉันมินตรา มีนัดตรวจประจำปีค่ะ”

ชายคนนั้นค่อย ๆ หันกลับมา ห้องทั้งห้องเหมือนเงียบลงผิดปกติ เขาเป็นผู้ชายหน้าคม ดวงตาเข้มจัดและนิ่งเกินกว่าจะเรียกว่าเป็นมิตร สายตาของเขาไม่ได้ไล่มองเธออย่างหยาบคาย แต่กลับละเอียด เย็น และแม่นยำเหมือนกำลังอ่านค่าบางอย่างจากร่างกายเธอโดยไม่ต้องใช้เครื่องมือ มินตรารู้สึกถึงอาการเกร็งที่ปลายนิ้วตัวเอง

“เชิญนั่งครับ” เสียงของเขาทุ้ม เรียบ และไม่มีความอ่อนโยนเกินจำเป็น

เธอนั่งลงบนเก้าอี้หน้าโต๊ะตรวจ วางกระเป๋าไว้บนตักโดยไม่รู้ตัวขณะที่แพทย์หนุ่มหยิบแฟ้มประวัติขึ้นมา พลิกหน้ากระดาษช้า ๆ ก่อนหยุดสายตาที่ข้อมูลบางบรรทัด

“มินตรา บดินทร์เทวา” เขาอ่านชื่อเธอเหมือนเคยรู้จักมันมาก่อน “ปลูกถ่ายหัวใจเมื่ออายุสิบสาม”

มินตรานิ่งไปครู่หนึ่งก่อนเอ่ย “ค่ะ”

ปลายนิ้วของเขาแตะลงบนหน้ากระดาษเบา ๆ “สิบสองปีแล้วสินะครับ”

เธอไม่ชอบน้ำเสียงนั้น ไม่ใช่เพราะมันหยาบคาย แต่เพราะมันเหมือนมีบางอย่างซ่อนอยู่ใต้ความสุภาพ“ค่ะ สิบสองปีแล้ว”

นายแพทย์เงยหน้าขึ้นมองเธอเต็มตา “หัวใจดวงนี้ทำงานทนกว่าที่คิด”

คำพูดนั้นทำให้ลมหายใจของมินตราสะดุดไปเสี้ยววินาที

เขาปิดแฟ้มลงอย่างช้า ๆ “ผม นพ.อรัณย์ วัฒนเมธากุล จะเป็นคนดูแลคุณแทนอาจารย์หมอเกริกเกียรติในวันนี้”

มินตราพยักหน้ารับ แต่ในอกกลับเต้นแรงขึ้นโดยไม่มีเหตุผล ขณะที่อรัณย์มองเธอนิ่ง นิ่งพอให้เธอเริ่มรู้สึกเหมือนตัวเองไม่ได้เพิ่งเข้ามาในห้องตรวจ แต่เพิ่งเดินเข้ามาในพื้นที่ของใครบางคน พื้นที่ที่เขาเตรียมไว้รอเธออยู่แล้ว

น้ำเสียงทุ้มต่ำและราบเรียบของเขาไม่มีความเป็นมิตร แต่มีอำนาจบางอย่างที่ทำให้มินตราขยับไปนั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามโดยไม่ทันตั้งคำถาม นพ.อรัณย์ไม่ได้มองหน้าเธอทันที เขาก้มลงเปิดแฟ้มประวัติหนาปึกบนโต๊ะ นิ้วยาวเคาะเบา ๆ ตรงบรรทัดที่ระบุวันที่เธอได้รับการผ่าตัดปลูกถ่ายหัวใจเมื่อสิบสองปีก่อน มินตรามองปลายนิ้วนั้นโดยไม่รู้ตัว เขาอ่านประวัติของเธอช้าเกินไป คล้ายไม่ได้อ่านเพื่อทำความเข้าใจ แต่กำลังทบทวนบางอย่างที่รู้มาก่อนแล้ว

“อาหารสุขภาพที่คุณทำลงเพจดูน่ากินดีนะครับ”

คำพูดนั้นทำให้มินตราเงยหน้าขึ้นทันที

อรัณย์ยังไม่ละสายตาจากแฟ้ม “คนไข้โรคหัวใจหลายคนขอบคุณคุณ บอกว่าคุณทำให้เขารู้สึกว่าการดูแลตัวเองไม่ใช่เรื่องน่าเบื่อ”

เธอขยับตัวเล็กน้อย “คุณหมอทราบได้ยังไงคะ”

คราวนี้เขาเงยหน้าขึ้น แววตาของเขาดูอ่อนลงเพียงชั่วครู่ เหมือนคำชมที่สุภาพและพอดี แต่ความอ่อนนั้นไม่ลึกไปถึงดวงตา “หน้าที่ของผมคือรู้จักคนไข้ของตัวเองให้มากที่สุด โดยเฉพาะคนไข้ที่มีประวัติซับซ้อนแบบคุณ”

คำว่า ซับซ้อน ทำให้มินตรารู้สึกแปลก ๆ ไม่ใช่คำหยาบคาย แต่ก็ไม่ใช่คำที่ทำให้สบายใจ “ฉันไม่ได้ซับซ้อนขนาดนั้นหรอกค่ะ”

มุมปากของเขาขยับนิดเดียว “คนไข้ที่ได้รับการปลูกถ่ายหัวใจตั้งแต่อายุสิบสาม และอยู่กับหัวใจดวงใหม่มาได้สิบสองปี ไม่ใช่เคสธรรมดาครับ”

มินตรานิ่งไป เขาพูดถูกทุกอย่าง แต่เธอไม่ชอบวิธีที่เขาพูด ราวกับชีวิตของเธอเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจมากกว่าจะเป็นชีวิตของคนคนหนึ่ง อรัณย์ปิดแฟ้มลง แล้วหยิบหูฟังแพทย์ขึ้นมาคล้องคอ

“ขึ้นเตียงตรวจครับ ผมจะฟังเสียงหัวใจและตรวจชีพจรเบื้องต้น”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป