บทที่ 2 ตอนที่ 2 สัญญาเมียชั่วคราว

ตอนที่ 2

สัญญาเมียชั่วคราว

ฝนหยุดตกในตอนเกือบรุ่งสาง แต่กลิ่นชื้นของคืนยาวยังติดอยู่ตามชายผ้าม่านบาง ๆ และซอกหน้าต่างของห้องเช่าเล็ก ๆ ชั้นสามในอาคารเก่าท้ายซอย มินตรากลับถึงบ้านด้วยเสื้อผ้าเปียกหมาด ผมยาวสีน้ำตาลเข้มลู่ติดกรอบหน้า และหัวใจหนักอึ้งเหมือนอุ้มหินก้อนใหญ่กลับมาด้วยทั้งก้อน

ห้องเช่าของเธอไม่ได้กว้างนัก มีเตียงเหล็กหนึ่งหลัง โต๊ะเขียนหนังสือเก่า ๆ หนึ่งตัว ตู้เสื้อผ้าบานเลื่อนที่สีลอกตามขอบ และมุมเล็ก ๆ สำหรับวางยาของน้องชาย ทุกอย่างเรียบง่ายจนเกือบโล่ง แต่สะอาดสะอ้าน เพราะมินตราเชื่อเสมอว่า ต่อให้ชีวิตไม่เคยให้ความหรูหรากับเธอ อย่างน้อยเธอก็ยังเลือกทำให้ที่พักของตัวเองอบอุ่นได้ด้วยสองมือ

บนเตียง เมธาวิน น้องชายวัยยี่สิบต้น ๆ ของเธอนอนหลับอยู่ ใบหน้าซูบเซียวกว่าคนวัยเดียวกันเล็กน้อยเพราะอาการป่วยเรื้อรังที่ต้องรักษาต่อเนื่องมาหลายปี เครื่องช่วยพ่นยาขนาดเล็กวางอยู่ข้างหัวเตียง ใกล้กันมีขวดยาเรียงเป็นแถวเหมือนหลักฐานเงียบ ๆ ว่าครอบครัวเล็ก ๆ นี้ต้องต่อสู้กับคำว่า “ค่าใช้จ่าย” ทุกวัน

มินตราค่อย ๆ เดินเข้าไปหา นั่งลงข้างเตียงอย่างเบาที่สุด เกรงว่าน้องจะตื่น เธอยื่นมือไปแตะหน้าผากเมธาวินเบา ๆ เมื่อสัมผัสได้ว่าอุณหภูมิร่างกายไม่สูงเกินไปจึงผ่อนลมหายใจออกช้า ๆ

“พี่กลับมาแล้วนะวิน หลับต่อเถอะ ไม่ต้องตื่นขึ้นมากังวลกับพี่หรอก” เธอกระซิบเบา ๆ ดวงตาหวานที่ผ่านการฝืนเข้มแข็งมาทั้งคืนอ่อนลงทุกครั้งเมื่อมองน้องชาย

เมธาวินขยับตัวเล็กน้อย แต่ยังไม่ตื่น มินตรายิ้มเศร้า ก่อนลุกไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดแห้ง เธอไม่กล้าอาบน้ำเพราะกลัวเสียงน้ำจะรบกวนน้อง ได้แต่ใช้ผ้าขนหนูเช็ดผม แล้วเดินไปนั่งที่โต๊ะเขียนหนังสือ         เก่า ๆ

สมุดบัญชีรายรับรายจ่ายถูกเปิดออกอีกครั้ง ทั้งที่เธอรู้ดีว่าเปิดกี่ครั้งตัวเลขก็ไม่เปลี่ยน เงินเก็บก้อนสุดท้ายของเธอเหลือไม่พอแม้แต่ครึ่งหนึ่งของค่ายารอบใหม่ เธอมีงานดูแลผู้ป่วยพิเศษประปราย ได้ค่าจ้างดีในบางคืน แต่ไม่มีทางหาเงินก้อนใหญ่ภายในสามวันได้ทัน ต่อให้เธอรับงานไม่หลับไม่นอนทั้งสัปดาห์ก็ตาม

ปลายปากกาสั่นเล็กน้อยขณะขีดคำนวณตัวเลขซ้ำไปซ้ำมา มินตราเม้มริมฝีปากแน่น พยายามไม่ร้องไห้ เพราะน้ำตาไม่เคยช่วยให้เงินเพิ่มขึ้น และความอ่อนแอไม่เคยช่วยให้คนที่เธอรักปลอดภัย

เสียงโทรศัพท์สั่นบนโต๊ะทำให้เธอสะดุ้ง มินตราหยิบขึ้นมาดู เห็นชื่อโรงพยาบาลที่เมธาวินรักษาอยู่ปรากฏบนหน้าจอ หัวใจเธอหล่นวูบ แต่ก็รีบรับสายทันที

“สวัสดีค่ะ มินตราพูดค่ะ” เธอเอ่ยเสียงสุภาพ แม้ร่างกายอ่อนล้าจนแทบไม่มีแรง

“คุณมินตราคะ ทางห้องการเงินขอแจ้งย้ำเรื่องค่ายารอบใหม่ของคุณเมธาวินนะคะ แพทย์ประเมินว่าควรเริ่มยาโดยเร็วที่สุด ถ้าชำระงวดแรกได้ภายในสามวัน การรักษาจะต่อเนื่องและไม่ต้องเลื่อนแผนค่ะ”

เจ้าหน้าที่ปลายสายแจ้งด้วยน้ำเสียงสุภาพเช่นเดิม ทว่าความสุภาพนั้นกลับบาดลึกไม่ต่างจากมีด เพราะมันบอกเธออย่างอ้อม ๆ ว่า หากไม่มีเงิน การรักษาของน้องชายก็อาจสะดุด

“ค่ะ มินทราบแล้วค่ะ มินจะรีบจัดการให้นะคะ” มินตราตอบ ทั้งที่ยังไม่รู้เลยว่าจะจัดการอย่างไร

“ทางโรงพยาบาลเข้าใจนะคะ แต่เนื่องจากยาตัวนี้ต้องสั่งล่วงหน้า ถ้าพ้นกำหนดอาจต้องรอรอบจัดซื้อถัดไปค่ะ” เจ้าหน้าที่พูดต่อด้วยความจำเป็น

“ขอบคุณมากนะคะที่แจ้ง มินจะพยายามค่ะ” มินตรากลั้นเสียงสั่นไว้สุดกำลัง ก่อนวางสายอย่างสุภาพ

เมื่อหน้าจอโทรศัพท์ดับลง ห้องทั้งห้องก็เงียบจนเธอได้ยินเสียงลมหายใจของตัวเอง มินตรามองตัวเลขในสมุดอีกครั้ง ภาพพร่าเบลอขึ้นทีละน้อยเพราะน้ำตาที่เอ่อคลอ แต่เธอรีบเงยหน้าขึ้นมองเพดาน พยายามบังคับให้มันไหลย้อนกลับเข้าไป

“ไม่ร้องนะมิน ยังร้องไม่ได้” เธอบอกตัวเองเสียงแผ่ว “ถ้าพี่ล้ม วินจะทำยังไง”

หญิงสาวนั่งนิ่งอยู่ตรงนั้นจนแสงแรกของเช้าวันใหม่ลอดผ่านผ้าม่านเก่า ๆ เข้ามาแตะพื้นห้อง แสงนั้นควรเป็นสัญญาณของการเริ่มต้น ทว่าสำหรับมินตรา มันกลับเหมือนนาฬิกาทรายที่กำลังนับถอยหลังสู่เส้นตายของน้องชาย

ในเวลาเดียวกัน บนชั้นผู้ป่วยพิเศษของโรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง ปรินทร์ วรเศรษฐ์ ยืนอยู่หน้ากระจกใสของห้องพักมารดา ใบหน้าหล่อคมเรียบนิ่งจนแทบอ่านอารมณ์ไม่ออก แต่ใต้ความนิ่งนั้นมีความเครียดขึงแน่นอยู่ทุกเส้นประสาท

คุณหญิงภาวินีนอนหลับอยู่บนเตียงหลังจากอาการกำเริบซ้ำสองเมื่อคืน แพทย์เจ้าของไข้แจ้งชัดว่าหัวใจของเธออ่อนแอลงกว่าที่ประเมินไว้ การรักษาที่ควรทำในระยะต่อไปไม่ควรเลื่อนออกไปอีก แต่ปัญหาใหญ่ไม่ได้อยู่ที่ทีมแพทย์ ไม่ได้อยู่ที่เครื่องมือ และไม่ได้อยู่ที่ค่าใช้จ่าย ปัญหาอยู่ที่คนไข้ไม่ยอมรับการรักษา

“เมื่อคืนหลังคุณมินตราออกไป คุณหญิงมีอาการกระวนกระวายขึ้นอีกครับ” หมอเวรหัวใจรายงานด้วยน้ำเสียงระมัดระวัง เพราะรู้ดีว่าคนตรงหน้าไม่ใช่เพียงญาติคนไข้ แต่เป็นศัลยแพทย์หัวใจมือหนึ่งของโรงพยาบาล “ท่านพูดซ้ำ ๆ ว่าอยากพบลูกสะใภ้ แล้วก็ถามว่าคุณหมอจะพาเธอกลับมาเมื่อไร”

ปรินทร์หันกลับมามองหมอรุ่นน้อง ดวงตาคมนิ่งสนิท

“แม่ผมมีภาวะสับสนชั่วคราว ไม่ควรส่งเสริมความเข้าใจผิดนั้น” เขาพูดเสียงเรียบ

“ผมเข้าใจครับ แต่เมื่อท่านเชื่อมโยงคุณมินตรากับความรู้สึกปลอดภัย อาการทางกายก็สงบลงชัดเจน ตอนคุณมินตราอยู่ ชีพจรและความดันค่อนข้างนิ่ง พอเธอออกไป ความดันกลับมาแกว่งอีก” หมอเวรอธิบายตามข้อมูล ไม่ได้ตั้งใจท้าทาย แต่ข้อเท็จจริงนั้นยากจะปฏิเสธ

ปรินทร์นิ่งไปครู่หนึ่ง กรามแกร่งขบแน่นเพียงเล็กน้อย

“ผมจะจัดการเอง” เขาตอบสั้น ๆ ก่อนเดินออกจากหน้าห้องพักไปยังห้องทำงานส่วนตัว

ห้องทำงานของปรินทร์อยู่ในชั้นบริหารของโรงพยาบาล กว้างขวาง เงียบ และเป็นระเบียบจนแทบไม่มีสิ่งใดวางผิดตำแหน่ง ผนังด้านหนึ่งเป็นชั้นหนังสือการแพทย์หนาแน่น อีกด้านเป็นกระจกสูงมองเห็นเมืองทั้งเมือง แสงเช้าส่องเข้ามากระทบโต๊ะไม้สีเข้มที่สะอาดจนเหมือนไม่เคยมีฝุ่นจับ

ปรินทร์นั่งลงหลังโต๊ะ หยิบแฟ้มบาง ๆ ที่ผู้ช่วยวางไว้ให้ตั้งแต่เช้าขึ้นมาเปิด ข้อมูลของมินตรา สิริกานต์ อยู่ในนั้นครบถ้วนกว่าที่คนทั่วไปควรมีภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง

อายุยี่สิบหกปี อาศัยอยู่กับน้องชายเพียงสองคน พ่อแม่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุเมื่อหลายปีก่อน ทำงานรับจ้างดูแลผู้ป่วยพิเศษ รับเขียนบันทึกความทรงจำให้ผู้สูงวัยและผู้ป่วยระยะสุดท้าย มีประวัติการทำงานดี ไม่มีข้อร้องเรียน ไม่มีหนี้เสียร้ายแรง แต่มีภาระค่ารักษาพยาบาลของน้องชายจำนวนมากสายตาของปรินทร์หยุดอยู่ที่บรรทัดสุดท้าย

“ค่ายารอบใหม่ต้องชำระภายในสามวัน”

ชายหนุ่มเอนหลังพิงเก้าอี้ช้า ๆ แววตาเย็นเยียบขึ้นอย่างคนที่เห็นทางออกของปัญหา แม้ทางออกนั้นจะไม่อ่อนโยนกับใครก็ตาม

เขาไม่เชื่อเรื่องโชคชะตา ไม่เชื่อความบังเอิญ และไม่เชื่อว่าความรักจะเยียวยาทุกสิ่งในชีวิตได้ เขาเชื่อแต่ข้อเท็จจริง เชื่อเงื่อนไข เชื่อการควบคุม และในเวลานี้ข้อเท็จจริงบอกเขาว่า แม่ของเขาต้องการมินตรา ขณะที่มินตราต้องการเงิน

ทุกอย่างจึงสามารถจัดการได้ด้วยข้อเสนอที่ชัดเจน เสียงเคาะประตูดังขึ้นเบา ๆ ผู้ช่วยส่วนตัวก้าวเข้ามาพร้อมแท็บเล็ตในมือ

“คุณหมอคะ ดิฉันติดต่อคุณมินตราแล้วค่ะ เธอบอกว่าถ้าเป็นเรื่องงานเมื่อคืน เธอส่งรายงานให้หัวหน้าผู้ประสานงานแล้ว และไม่สะดวกเข้ามาพบคุณหมอค่ะ” ผู้ช่วยรายงานด้วยสีหน้ากังวลเล็กน้อย เพราะไม่บ่อยนักที่มีคนปฏิเสธคำเรียกพบของปรินทร์ วรเศรษฐ์

มุมปากของปรินทร์ขยับเพียงนิด ไม่ใช่รอยยิ้ม แต่เป็นสัญญาณของความไม่พอใจที่ถูกควบคุมไว้

“บอกเธอว่าเรื่องนี้เกี่ยวกับแม่ผม และเกี่ยวกับน้องชายของเธอ” เขาพูดเสียงราบเรียบ

ผู้ช่วยชะงักเล็กน้อย แต่ไม่กล้าถามมาก

“ได้ค่ะคุณหมอ”

“ให้เธอมาถึงก่อนเที่ยง ถ้าเธอยังอยากได้โอกาสช่วยคนในครอบครัวของตัวเอง” ปรินทร์กล่าวต่อ น้ำเสียงของเขาไม่สูง ไม่ต่ำ แต่ทุกพยางค์หนักแน่นเหมือนคำสั่งที่ไม่เปิดช่องให้ปฏิเสธ

ผู้ช่วยก้มศีรษะรับคำแล้วออกไปจากห้อง               ปรินทร์ปิดแฟ้มข้อมูลลงอย่างเงียบงัน สายตาคมทอดมองออกไปนอกกระจกสูง เมืองทั้งเมืองดูเล็กลงเมื่อมองจากชั้นบนสุด แต่หัวใจของคนเรากลับซับซ้อนเกินกว่าจะมองจากที่สูงแล้วเข้าใจได้ทั้งหมด

มินตรามาถึงโรงพยาบาลก่อนเที่ยงสิบห้านาที เธอสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวกับกระโปรงยาวสีกรมท่าเรียบร้อย ใบหน้าหวานมีร่องรอยอิดโรยจากการพักผ่อนไม่พอ แต่เธอพยายามเก็บทุกอย่างไว้ใต้ท่าทางสุภาพเหมือนเช่นเคย ตอนที่ได้รับโทรศัพท์จากผู้ช่วยของปรินทร์ เธอปฏิเสธไปแล้วด้วยความตั้งใจแน่วแน่ว่าจะไม่กลับไปเผชิญหน้ากับผู้ชายคนนั้นอีก ถ้อยคำดูถูกของเขายังติดอยู่ในใจราวกับหนามเล็ก ๆ ที่ดึงออกไม่ได้ แต่เมื่อผู้ช่วยเอ่ยถึงน้องชายของเธอ มินตราก็รู้ทันทีว่า เธอไม่มีสิทธิ์เมินเฉย

ห้องทำงานส่วนตัวของปรินทร์เย็นเฉียบกว่าทางเดินด้านนอก แอร์อุณหภูมิต่ำทำให้มินตราเผลอกอดกระเป๋าผ้าแนบตัวแน่นขึ้น เมื่อผู้ช่วยเปิดประตูให้ เธอเห็นชายร่างสูงนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานใหญ่ แผ่นหลังตรง ใบหน้าเรียบนิ่ง และดวงตาที่เงยขึ้นมามองเธอราวกับกำลังประเมินราคาของบางสิ่ง ไม่ใช่กำลังมองคนคนหนึ่ง

“เชิญนั่ง” ปรินทร์พูดสั้น ๆ พลางผายมือไปยังเก้าอี้ตรงหน้าโต๊ะ

มินตรายืนอยู่ที่เดิม ไม่ยอมนั่งทันที“คุณหมอให้คนติดต่อมินมา เพราะมีเรื่องอะไรเกี่ยวกับน้องชายของมินคะ” เธอถามตรง ๆ น้ำเสียงสุภาพ แต่แฝงความระวังอย่างชัดเจน

ปรินทร์มองเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนปิดแฟ้มเอกสารบนโต๊ะอย่างช้า ๆ

“คุณไม่คิดจะถามถึงแม่ผมก่อนหรือ” เขาถามกลับ

มินตราชะงักเล็กน้อย ความเป็นห่วงคุณหญิงภาวินีแล่นผ่านดวงตาทันที แม้พยายามเก็บไว้

“มินอยากถามค่ะ แต่เกรงว่าคุณหมอจะคิดว่ามินแสดงบทคนดีเพื่อไต่บันไดชีวิตอีก” เธอตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าแต่ละคำมีรอยเจ็บซ่อนอยู่

ปรินทร์นิ่งไปเพียงเสี้ยววินาที ดวงตาคมกริบขึ้นเล็กน้อย

“ถ้าคุณคิดจะประชด ผมไม่มีเวลามากพอจะฟัง” เขาพูดเรียบ ๆ

“มินก็ไม่มีเวลามากพอจะถูกดูถูกซ้ำเหมือนกันค่ะ” มินตราตอบทันที ก่อนสูดลมหายใจลึกเพื่อควบคุมอารมณ์ “แต่ถ้าเกี่ยวกับคุณหญิง มินยินดีฟัง เพราะเมื่อคืนมินไม่ได้อยากให้ท่านแย่ลง”

ความเงียบแผ่ตัวระหว่างคนทั้งสอง ปรินทร์มองผู้หญิงตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่อธิบายไม่ง่าย เธอไม่ได้แต่งตัวหรู ไม่ได้มีท่าทีทะเยอทะยาน และไม่ได้ลดสายตาหลบเขาอย่างคนรู้ตัวว่าผิด สิ่งที่อยู่ในดวงตาของเธอคือความเหนื่อยล้า ความระวัง และศักดิ์ศรีที่ยังยืนอยู่แม้ชีวิตจะบีบให้แทบไม่มีทางไป

“แม่ผมถามหาคุณทั้งคืน” ปรินทร์พูดในที่สุด

แววตาของมินตราอ่อนลงโดยอัตโนมัติ

“คุณหญิงอาการเป็นยังไงบ้างคะ” เธอถามเร็วขึ้นอย่างลืมตัว “ความดันยังแกว่งอยู่ไหมคะ ท่านได้พักบ้างหรือเปล่า”

ปรินทร์จับความห่วงใยจริงในน้ำเสียงนั้นได้ แต่เขาปฏิเสธที่จะปล่อยให้มันมีผลต่อการตัดสินใจ

“อาการทางกายควบคุมได้ แต่ท่านปฏิเสธแผนการรักษาต่อไป และเอาแต่พูดว่าจะยอมทำทุกอย่างถ้าผมพาลูกสะใภ้กลับมา” เขาอธิบาย

มินตราหน้าซีดเล็กน้อย

“มินขอโทษค่ะ เรื่องเมื่อคืนมินไม่ได้ตั้งใจให้ท่านเข้าใจผิดจริง ๆ ตอนนั้นมินแค่กลัวว่าถ้าปฏิเสธแรงเกินไป ท่านจะตื่นตกใจมากกว่าเดิม” เธอพูดอย่างจริงใจ

“ผมไม่ได้เรียกคุณมาเพื่อฟังคำขอโทษ”               ปรินทร์ตัดบท

“แล้วคุณหมอเรียกมินมาทำไมคะ” เธอถาม พยายามรักษาน้ำเสียงให้มั่นคง

ปรินทร์หยิบเอกสารชุดหนึ่งออกจากลิ้นชัก วางลงบนโต๊ะตรงหน้าเธอ แฟ้มสีดำเรียบหรูนั้นดูหนักทั้งที่บางเพียงไม่กี่หน้า มินตรามองมันด้วยความไม่สบายใจอย่างบอกไม่ถูก

“ผมต้องการให้คุณแต่งงานกับผม” เขาพูดราวกับกำลังบอกเวลานัดประชุม ไม่ใช่โยนประโยคที่สามารถพลิกชีวิตผู้หญิงคนหนึ่งทั้งชีวิตลงกลางอากาศ

มินตรานิ่งไปหลายวินาที เธอได้ยินชัด แต่สมองกลับไม่ยอมประมวลผลในทันที

“อะไรนะคะ” เธอถามเสียงเบากว่าที่ตั้งใจ

“ผมต้องการให้คุณแต่งงานกับผม เป็นเวลาเก้าเดือน” ปรินทร์ขยายความด้วยน้ำเสียงเดิม “หลังจากนั้นเราจะหย่ากันอย่างเงียบที่สุด และคุณจะได้รับค่าตอบแทนมากพอสำหรับค่ารักษาน้องชายของคุณ รวมถึงหนี้สินที่เกี่ยวข้องทั้งหมด”

มินตรารู้สึกเหมือนพื้นใต้เท้าหายไป เธอจ้องหน้าเขาด้วยสายตาไม่อยากเชื่อ

“คุณหมอพูดเรื่องบ้าอะไรคะ” เธอหลุดถามออกไปด้วยความตกใจมากกว่าความหยาบคาย

“ผมพูดเรื่องข้อเสนอ” ปรินทร์ตอบเรียบเฉย “แม่ผมเชื่อว่าคุณเป็นลูกสะใภ้ ท่านสงบเมื่อมีคุณอยู่ และอาการของท่านจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือทางใจมากกว่านี้ ถ้าคุณเข้ามาอยู่ในฐานะภรรยาของผม แม่อาจยอมรักษาตัวและเข้ารับการผ่าตัดตามแผน”

“แล้วคุณหมอก็เลยคิดว่าจะจ้างมินมาเป็นภรรยาอย่างนั้นเหรอคะ” มินตราถามเสียงสั่น ดวงตาเริ่มแดงขึ้นจากทั้งความโกรธและความเจ็บ

“ใช่” เขาตอบตรงจนเจ็บ

มินตราหัวเราะออกมาเบา ๆ อย่างไม่ขบขันเลยสักนิด

“คุณหมอเห็นชีวิตคนอื่นเป็นอะไรกันแน่คะ เห็นความรู้สึกของแม่ตัวเองเป็นข้ออ้าง เห็นความจนของมินเป็นเครื่องมือ แล้วเห็นคำว่าแต่งงานเป็นแค่กระดาษแผ่นหนึ่งที่เอาไว้หลอกคนป่วยเหรอคะ” เธอถามยาวอย่างอดกลั้นไม่ไหวอีกต่อไป

ปรินทร์มองเธอนิ่ง ๆ ไม่สะทกสะท้านต่อถ้อยคำที่เธอโยนกลับมา

“ผมเห็นแม่ผมเป็นคนไข้ที่ต้องได้รับการรักษา และเห็นคุณเป็นคนที่สามารถช่วยให้การรักษานั้นเกิดขึ้นได้” เขาตอบ “ส่วนการแต่งงาน สำหรับผมมันเป็นสถานะทางกฎหมายและสังคม ถ้ามันช่วยรักษาชีวิตแม่ได้ ผมก็ไม่เห็นเหตุผลที่จะไม่ใช้มัน”

“แต่มินเป็นคนค่ะ ไม่ใช่อุปกรณ์การแพทย์ที่คุณหมอจะหยิบไปใช้กับคนไข้แล้วเก็บเข้าตู้เมื่อหมดประโยชน์” มินตราพูดด้วยน้ำเสียงที่ยังสุภาพ แต่แววตาเจ็บจนปิดไม่มิด

“ผมไม่ได้มองคุณเป็นอุปกรณ์” เขาตอบ

“แต่คุณกำลังซื้อบทบาทของมิน” เธอสวนทันที “ซื้อให้มินยิ้ม ซื้อให้มินเรียกคุณว่าสามี ซื้อให้มินจับมือแม่ของคุณ แล้วแกล้งทำเหมือนทุกอย่างเกิดจากความรัก ทั้งที่ความจริงมันเป็นแค่สัญญา”

ปรินทร์เอนหลังพิงเก้าอี้ มองเธอด้วยสีหน้าสงบอย่างน่าหงุดหงิด

“ผมจ่ายค่าตอบแทนให้คุณทำงานอย่างหนึ่ง คุณทำอาชีพดูแลผู้ป่วยอยู่แล้ว เพียงแต่ครั้งนี้บทบาทของคุณซับซ้อนขึ้น”

“มินดูแลผู้ป่วยด้วยความจริงใจ ไม่ได้ขายตัวตนให้ใครเหยียบค่ะ” มินตราตอบเสียงหนักขึ้น

“ผมไม่ได้ซื้อศักดิ์ศรีของคุณ” ปรินทร์พูดชัดถ้อยชัดคำ “ผมซื้อเวลา ความร่วมมือ และความสามารถของคุณในการทำให้แม่ผมสงบ ถ้าคุณมองงานนี้อย่างมืออาชีพ คุณจะเห็นว่ามันไม่ต่างจากงานดูแลคนไข้ เพียงแต่ค่าตอบแทนสูงกว่าหลายเท่า”

มินตรากำสายกระเป๋าผ้าแน่นจนมือสั่น

“มินขอปฏิเสธค่ะ” เธอพูดออกมาในที่สุด ดวงตาฉายความเจ็บปวดชัดเจน “มินจนก็จริง มินต้องการเงินก็จริง แต่มินไม่เคยคิดขายศักดิ์ศรีตัวเองด้วยการรับบทภรรยาของผู้ชายที่ดูถูกมินตั้งแต่แรกพบ”

ปรินทร์เงียบไปครู่หนึ่ง เขาไม่ได้โกรธ ไม่ได้ขมวดคิ้ว ท่าทางของเขากลับนิ่งยิ่งกว่าเดิม ราวกับคำปฏิเสธของเธอเป็นเพียงตัวแปรหนึ่งที่เขาคำนวณไว้แล้ว

“น้องชายคุณชื่อเมธาวิน” เขาพูดขึ้นอย่างไม่เร่งร้อน ใบหน้าของมินตราซีดลงทันที

“คุณหมอรู้เรื่องน้องชายมินได้ยังไงคะ” เธอถามเสียงต่ำลงอย่างระวัง

“ผมต้องรู้ข้อมูลของคนที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องกับแม่ผม” ปรินทร์ตอบโดยไม่รู้สึกผิด “เขาต้องใช้ยาตัวใหม่ภายในสามวัน และค่าใช้จ่ายสูงเกินกว่าเงินเก็บของคุณมาก”

มินตราเหมือนถูกต้อนจนถอยชนกำแพง เธอไม่ชอบที่เขารู้เรื่องส่วนตัว ไม่ชอบที่เขาเอาบาดแผลของเธอมาวางบนโต๊ะเหมือนตัวเลขในรายงาน แต่เธอปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกคำที่เขาพูดคือความจริง

“กรุณาอย่าเอาน้องชายของมินมาเกี่ยวกับเรื่องนี้ค่ะ” เธอพูดเสียงสั่น

“เขาเกี่ยวอยู่แล้ว เพราะคุณต้องใช้เงินรักษาเขา” ปรินทร์กล่าวอย่างตรงไปตรงมา

“คุณหมอใจร้ายมากนะคะ” มินตราหลุดพูดออกมาทันที น้ำตาเอ่อขึ้นมาที่ขอบตา แต่เธอยังไม่ยอมให้มันไหล

“ผมเป็นคนตรง” เขาแก้ด้วยน้ำเสียงเย็น

“ไม่ค่ะ คนตรงไม่จำเป็นต้องเหยียบแผลคนอื่นเพื่อให้ได้สิ่งที่ตัวเองต้องการ” เธอเถียงกลับ ดวงตาหวานสั่นไหวแต่ยังสู้ “คนตรงพูดความจริง แต่คนใจร้ายเลือกใช้ความจริงเป็นอาวุธ” ประโยคนั้นทำให้ปรินทร์นิ่งไป เขาจ้องหน้าเธอเหมือนเพิ่งพบว่าผู้หญิงตรงหน้าไม่ได้อ่อนแออย่างที่คิด เธออาจยากจน อาจถูกชีวิตบีบจนแทบไม่มีทางเลือก แต่เธอไม่ได้ไร้เสียง และไม่ได้พร้อมยอมให้เขาวางเงื่อนไขทุกอย่างโดยไม่โต้แย้ง

เสียงโทรศัพท์ของมินตราดังขึ้นกลาง                ความเงียบ เธอสะดุ้งเล็กน้อย เมื่อเห็นชื่อโรงพยาบาลของเมธาวินบนหน้าจอ ใบหน้าที่พยายามเข้มแข็งก็ซีดเผือดทันที เธอหันไปทางประตูเหมือนต้องการออกไปรับสาย แต่ปรินทร์กลับพูดขึ้นก่อน

“รับตรงนี้ก็ได้”

มินตราอยากปฏิเสธ ทว่าเสียงโทรศัพท์ดังซ้ำจนเธอกังวล จึงจำต้องกดรับสาย

“สวัสดีค่ะ มินตราพูดค่ะ” เธอเอ่ยเสียงเบา พยายามหันหลังให้เขาเล็กน้อยเพื่อรักษาความเป็นส่วนตัวเท่าที่ทำได้

ปลายสายเป็นเสียงพยาบาลประจำหอผู้ป่วยของเมธาวิน น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเกรงใจ

“คุณมินตราคะ ตอนนี้คุณเมธาวินมีอาการเหนื่อยนิดหน่อยค่ะ หมอดูแล้วไม่ถึงกับฉุกเฉิน แต่แนะนำว่าไม่ควรเลื่อนยารอบใหม่แล้วนะคะ ถ้าเริ่มได้เร็วจะดีกับตัวคนไข้มากกว่า”

มินตราหลับตาลงช้า ๆ หัวใจบีบแน่นจนเจ็บ

“ค่ะ เขาเป็นอะไรมากไหมคะ เขาถามหามินหรือเปล่า” เธอถามเสียงสั่นโดยไม่รู้ตัว

“ถามค่ะ แต่เราบอกว่าให้พักก่อน คุณมินตราไม่ต้องตกใจนะคะ แค่อยากแจ้งให้ทราบเรื่องแผนการรักษาค่ะ”

“ค่ะ มินจะรีบไปเยี่ยมเขา แล้วเรื่องค่ายา มินจะรีบจัดการนะคะ” เธอพูดทั้งที่ไม่รู้ว่าจะจัดการอย่างไร

หลังวางสาย มินตรายืนนิ่งอยู่หลายวินาที เธอกำโทรศัพท์ไว้แน่นราวกับมันเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้เธอไม่ทรุดลงไปกับพื้น ความโกรธที่มีต่อปรินทร์ยังอยู่ครบ แต่ความกลัวที่จะเสียน้องชายมีน้ำหนักมากกว่า มันกดลงบนหัวใจเธอจนแทบหายใจไม่ออก

ปรินทร์มองภาพนั้นเงียบ ๆ ไม่พูดปลอบ เพราะเขาไม่ถนัดการปลอบใคร และบางทีเขาอาจไม่คิดว่าคำปลอบมีประโยชน์เท่าทางออกที่จับต้องได้

“ค่ารักษาทั้งหมด ผมจะรับผิดชอบ” เขาพูดขึ้นในที่สุด “ไม่ใช่แค่ยารอบนี้ แต่รวมถึงการรักษาต่อเนื่อง จนกว่าแพทย์จะประเมินว่าน้องชายคุณเข้าสู่ภาวะคงที่”

มินตราหันกลับมามองเขาทั้งน้ำตาคลอ

“แลกกับการที่มินต้องแต่งงานกับคุณหมอเก้าเดือนใช่ไหมคะ” เธอถามอย่างเจ็บปวด

“ใช่” เขาตอบ ความเงียบที่ตามมาหนักจนแทบกดอากาศในห้องให้บางลง มินตรารู้สึกเหมือนตัวเองยืนอยู่บนสะพานแคบ ๆ ข้างหนึ่งคือศักดิ์ศรีของเธอ อีกข้างคือชีวิตของน้องชาย ถ้าเธอเลือกตัวเอง เธออาจรักษาศักดิ์ศรีไว้ได้ แต่ถ้าเมธาวินเป็นอะไรไป เธอจะให้อภัยตัวเองได้อย่างไร

“ขอดูสัญญาค่ะ” เธอพูดออกมาในที่สุด เสียงแผ่วเบาจนแทบแตกสลาย

ปรินทร์ดันแฟ้มสีดำมาให้ตรงหน้าเธอ มินตราค่อย ๆ นั่งลงบนเก้าอี้เป็นครั้งแรก มือที่เปิดแฟ้มสั่นน้อย ๆ แม้เธอพยายามบังคับให้มั่นคง ตัวอักษรบนกระดาษชัดเจน เป็นระเบียบ และเย็นชาไม่ต่างจากเจ้าของสัญญา

สัญญาระบุว่าเธอต้องจดทะเบียนสมรสกับปรินทร์ วรเศรษฐ์ เป็นเวลาเก้าเดือน เพื่อทำหน้าที่ภรรยาในทางสังคมและลูกสะใภ้ของคุณหญิงภาวินี ต้องย้ายไปอยู่ในสถานที่ที่เขากำหนด ต้องรักษาความลับทุกอย่าง ห้ามเปิดเผยเงื่อนไขแก่บุคคลภายนอก ห้ามเรียกร้องสิทธิ์ในทรัพย์สิน ห้ามก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อชื่อเสียงของเขาและครอบครัว และเมื่อครบกำหนดต้องหย่าโดยไม่มีข้อโต้แย้ง

มินตราอ่านแต่ละบรรทัดด้วยหัวใจที่เย็นลงเรื่อย ๆ มันไม่ใช่แค่สัญญาจ้าง แต่มันเหมือนกรงที่ถูกเขียนด้วยภาษากฎหมายอย่างประณีต กรงที่บอกว่าเธอจะมีสถานะภรรยา แต่ไม่มีสิทธิ์รู้สึกเหมือนภรรยา

เมื่ออ่านถึงข้อสุดท้าย น้ำตาที่เธอกลั้นมาตลอดก็เอ่อขึ้นจนตัวอักษรพร่าเลือน

“หากเกิดความรู้สึกส่วนตัวระหว่างระยะเวลาของสัญญา ฝ่ายหญิงต้องรับผิดชอบความรู้สึกนั้นด้วยตนเอง และไม่อาจนำมาเป็นเหตุเรียกร้องความสัมพันธ์ สถานะ หรือผลประโยชน์ใด ๆ เพิ่มเติมได้”

มินตราอ่านประโยคนั้นซ้ำอีกครั้ง ริมฝีปากสั่นน้อย ๆ ก่อนเงยหน้าขึ้นมองคนเขียนสัญญา

“คุณหมอเขียนข้อนี้เองหรือคะ” เธอถามเสียงแผ่ว

“ทนายร่างตามเงื่อนไขของผม” ปรินทร์ตอบตรง ๆ

“คุณหมอกลัวอะไรคะ กลัวมินรักคุณหมอ หรือกลัวตัวเองจะต้องรับผิดชอบความรู้สึกของใครสักคน” เธอถามด้วยแววตาเจ็บปวด

ดวงตาของปรินทร์มืดลงเพียงชั่ววินาที ก่อนกลับมาเย็นชาเหมือนเดิม

“ผมแค่ไม่ต้องการความเข้าใจผิด” เขาตอบ

“แล้วคุณหมอคิดว่าความรู้สึกของผู้หญิงคนหนึ่งเป็นของที่เขียนสั่งห้ามไว้ในกระดาษได้จริง ๆ เหรอคะ” มินตราถามต่อ “ถ้าวันหนึ่งมินเจ็บขึ้นมา ถ้าวันหนึ่งมินรู้สึกเหมือนตัวเองไม่มีค่า ถ้าวันหนึ่งมินร้องไห้เพราะบทภรรยาจอมปลอมนี้ คุณหมอก็จะบอกว่าเป็นความผิดของมินเอง เพราะมินเซ็นยอมรับไว้แล้วใช่ไหมคะ”

ปรินทร์สบตาเธอนิ่ง ๆ “ผมจะไม่ให้ความหวังคุณ” เขาพูดเสียงเรียบ

มินตราหัวเราะทั้งน้ำตา เป็นเสียงสั้น ๆ ที่ฟังแล้วน่าสงสารมากกว่าน่าขัน

“คุณหมอใจร้ายกับผู้หญิงคนหนึ่งได้ถึงขนาดนี้เลยหรือคะ” เธอถามเหมือนคนไม่อยากเชื่อว่าโลกจะมีคนพูดเรื่องโหดร้ายได้ด้วยใบหน้านิ่งเฉยเช่นนี้

ปรินทร์เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงที่ยังคงหนักแน่น

“ผมใจร้าย เพราะไม่อยากให้คุณเข้าใจผิดว่าความเมตตาคือความรัก” เขากล่าว “สิ่งที่ผมให้คุณคือเงินและสถานะชั่วคราว ส่วนสิ่งที่คุณต้องให้ผมคือความร่วมมือ ทุกอย่างชัดเจนตั้งแต่ต้น คุณจะได้ไม่ต้องเจ็บเพราะคาดหวังในสิ่งที่ไม่มีวันเกิดขึ้น”

คำพูดนั้นเงียบงันไปพร้อมกับหัวใจของมินตรา เธอก้มมองสัญญาอีกครั้ง กระดาษสีขาวสะอาดตาราวกับไม่มีความโหดร้ายซ่อนอยู่ ทั้งที่ทุกบรรทัดกำลังบังคับให้เธอเลือกระหว่างชีวิตน้องชายกับศักดิ์ศรีของตัวเอง

“ถ้ามินเซ็น คุณหมอจะช่วยน้องมินทันทีใช่ไหมคะ” เธอถามเสียงเบา

“ผมจะให้ทีมแพทย์ประสานเรื่องการรักษาและจัดการค่าใช้จ่ายทั้งหมดทันที” เขาตอบ

“ขอเป็นลายลักษณ์อักษรค่ะ ว่าน้องชายของมินจะได้รับการรักษาโดยไม่มีการเลื่อนเพราะเรื่องเงินตลอดระยะเวลาที่มินทำตามสัญญา”

มินตราพูดทั้งที่น้ำตายังคลอ “มินอาจไม่มีอำนาจต่อรองมากนัก แต่สิ่งเดียวที่มินต้องปกป้องคือวิน ถ้าคุณหมอจะซื้อชีวิตเก้าเดือนของมิน อย่างน้อย มินต้องแน่ใจว่าน้องชายมินจะปลอดภัย”

เป็นครั้งแรกที่แววตาของปรินทร์มีประกายคล้ายยอมรับบางอย่างในตัวเธอ เธอไม่ได้ร้องขอบ้าน รถ หรือทรัพย์สิน เธอไม่ได้ถามเรื่องเครื่องประดับหรือชีวิตหรูหราที่จะได้จากการเป็นภรรยาของเขา สิ่งเดียวที่เธอเรียกร้องคือการรักษาของน้องชาย

“ผมจะเพิ่มเงื่อนไขนั้นให้” เขาตอบ

“และมินขอสิทธิ์ไปเยี่ยมน้องตามจำเป็นค่ะ มินไม่ยอมถูกขังไว้เพื่อเล่นละครตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง” เธอพูดต่อ น้ำเสียงยังสั่น แต่มีความหนักแน่นปนอยู่

“ตราบใดที่ไม่กระทบต่ออาการแม่ผมและไม่ทำให้คนสงสัย ผมอนุญาต” เขาตอบ

มินตรากลั้นยิ้มขมขื่น คำว่าอนุญาตทำให้เธอรู้สึกเหมือนชีวิตของตัวเองเริ่มหลุดจากมือไปทีละน้อยแล้วจริง ๆ

“หลังครบเก้าเดือน มินต้องออกไปจากชีวิตคุณหมอโดยไม่มีอะไรติดค้าง ใช่ไหมคะ” เธอถาม ทั้งที่อ่านเงื่อนไขนั้นแล้ว

“ใช่” ปรินทร์ตอบ

“ถ้าคุณหญิงอาการดีขึ้นก่อนครบกำหนดล่ะคะ” เธอถามต่อ

“เราจะยังรักษาสัญญาไว้จนกว่าสถานการณ์เหมาะสมต่อการหย่า” เขาอธิบาย “ทุกอย่างต้องเป็นธรรมชาติที่สุด แม่ผมไม่ควรถูกกระทบกระเทือนซ้ำ”

มินตราพยักหน้าช้า ๆ เธอเข้าใจแล้วว่าในสมการของเขา ความรู้สึกของคุณหญิงภาวินีสำคัญที่สุด ชีวิตของเมธาวินคือค่าตอบแทน ส่วนหัวใจของเธอคือสิ่งที่ต้องรับผิดชอบเองหากเผลอทำมันตกแตกระหว่างทาง

ปรินทร์กดโทรศัพท์เรียกผู้ช่วยและทนายให้เข้ามาแก้ไขเอกสารตามเงื่อนไขที่มินตราขอ ระหว่างรอ ห้องทั้งห้องเงียบจนได้ยินเสียงเครื่องปรับอากาศ มินตรานั่งตัวตรง มองมือตัวเองบนตัก เธออยากโทรหาน้องชาย อยากได้ยินเสียงเขา อยากบอกว่าไม่ต้องกลัว พี่จะช่วยให้ได้ แต่เธอก็รู้ดีว่าเธอไม่อาจบอกเขาได้ว่ากำลังแลกอะไรไปเพื่อเงินก้อนนั้น

ไม่นาน เอกสารฉบับแก้ไขถูกนำกลับเข้ามา ทนายอธิบายเงื่อนไขทางกฎหมายอย่างเป็นกลาง มินตราฟังทุกคำ แม้บางช่วงจะรู้สึกเหมือนเสียงนั้นลอยอยู่ไกลมาก เธอถามในจุดที่สงสัย ขอแก้ถ้อยคำบางประโยคให้ชัดเจนเรื่องการรักษาของเมธาวิน และยืนยันว่าเงินส่วนที่เกี่ยวกับน้องชายต้องโอนเข้าบัญชีโรงพยาบาลโดยตรง ไม่ผ่านมือเธอ

ปรินทร์มองเธอระหว่างนั้นโดยไม่พูดอะไร ผู้หญิงตรงหน้าอาจถูกชีวิตบีบให้จนมุม แต่เธอยังพยายามปกป้องความบริสุทธิ์ของตัวเองแม้ในข้อตกลงที่ดูเหมือนการซื้อขาย เขาควรจะพอใจที่           ทุกอย่างเดินไปตามแผน แต่กลับมีความรู้สึกแปลก ๆ เกิดขึ้นในอก ความรู้สึกที่เขาไม่ชอบและไม่คิดจะเรียกชื่อ

เมื่อทุกอย่างพร้อม ปากกาด้ามหนึ่งถูกวางลงตรงหน้ามินตรา

เธอมองมันอยู่นาน ราวกับปากกาด้ามนั้นไม่ใช่เครื่องเขียน แต่เป็นมีดเล่มเล็กที่จะกรีดเส้นแบ่งชีวิตของเธอออกเป็นสองฝั่ง ฝั่งหนึ่งคือมินตราคนเดิมที่จนแต่ยังเป็นอิสระ อีกฝั่งคือมินตราที่กำลังจะกลายเป็นภรรยาชั่วคราวของผู้ชายซึ่งไม่เคยถนอมคำพูดกับเธอเลยสักครั้ง

“คุณยังเปลี่ยนใจได้” ปรินทร์พูดขึ้นอย่างไม่คาดคิด

มินตราเงยหน้ามองเขา ดวงตายังมีน้ำใส ๆ เคลือบอยู่

“ถ้ามินเปลี่ยนใจ น้องชายมินจะได้เริ่มยาทันไหมคะ” เธอถามกลับ

ปรินทร์ไม่ตอบ เพราะคำตอบชัดเจนอยู่แล้ว

มินตรายิ้มจาง ๆ เป็นรอยยิ้มที่เศร้าจนคนมองบางคนอาจต้องหลบตา แต่ปรินทร์ไม่ได้หลบ เขาเพียงนั่งนิ่ง มองผู้หญิงตรงหน้าหยิบปากกาขึ้นมาด้วยมือสั่น ๆ

“ถ้าอย่างนั้นมินไม่มีสิทธิ์เปลี่ยนใจหรอกค่ะ” เธอพูดเสียงเบา “คนจนบางครั้งไม่ได้เลือกทางที่ดีที่สุด แต่เลือกทางที่ทำให้คนที่รักยังมีลมหายใจต่อไปได้ก็พอ”

ปลายปากกาจรดลงบนกระดาษ ลายเซ็นของมินตรา สิริกานต์ ค่อย ๆ ปรากฏขึ้นทีละตัว ท่ามกลางความเงียบที่เหมือนยาวนานกว่าทั้งคืนฝนพรำที่ผ่านมา

เมื่อเซ็นครบทุกหน้า มินตราวางปากกาลงอย่างช้า ๆ น้ำตาหนึ่งหยดร่วงลงบนหลังมือ เธอรีบใช้ปลายนิ้วเช็ดออกก่อนใครจะเห็น แต่ปรินทร์เห็นแล้ว

เขาเห็นทุกอย่าง เห็นมือที่สั่น เห็นน้ำตาที่เธอพยายามซ่อน เห็นศักดิ์ศรีที่ถูกบีบให้ก้มลงเซ็นชื่อ แต่ยังไม่ยอมแตกสลายง่าย ๆ

“หลังจากนี้ผู้ช่วยของผมจะจัดการเรื่องเอกสารส่วนตัว การจดทะเบียน และการย้ายที่พักของคุณ” ปรินทร์พูดด้วยน้ำเสียงกลับมาเป็นงานเป็นการ “คุณต้องพร้อมภายในสองวัน”

มินตราช้อนตาขึ้นมองเขา “เร็วขนาดนั้นเลยหรือคะ”

“แม่ผมไม่มีเวลามากพอให้เรายืดเยื้อ” เขาตอบ

“แล้วมินล่ะคะ คุณหมอคิดว่ามินต้องมีเวลาบอกลาชีวิตตัวเองบ้างไหม” เธอถามเสียงเบา แต่คมลึก

ปรินทร์นิ่งไปอีกครั้ง ก่อนตอบอย่างเย็นชา

“คุณยังมีชีวิตของคุณอยู่ เพียงแต่เก้าเดือนต่อจากนี้ ชีวิตของคุณต้องสอดคล้องกับแผนการรักษาของแม่ผม”

มินตราพยักหน้าช้า ๆ เหมือนคนที่ไม่เหลือแรงเถียง

“ค่ะ มินเข้าใจแล้วค่ะ” เธอกล่าว พลางลุกขึ้นยืน

“คุณจะไปไหน” เขาถาม

“ไปเยี่ยมน้องชายค่ะ” เธอตอบ “ก่อนที่มินจะต้องเริ่มเป็นภรรยาของคุณหมอ มินขอไปเป็นพี่สาวของวินก่อน อย่างน้อยบทบาทนั้นก็เป็นของจริง ไม่ต้องมีใครจ้าง”ประโยคนั้นทำให้ปรินทร์เงียบสนิท มินตราก้มศีรษะให้เขาและทนายอย่างสุภาพ ก่อนหยิบกระเป๋าผ้าเดินออกจากห้องไปโดยไม่หันกลับมามอง

เมื่อประตูปิดลง ปรินทร์หยิบสัญญาขึ้นมาดู ลายเซ็นของเธออยู่ตรงนั้น ชัดเจน อ่อนหวาน และเจ็บปวดอย่างประหลาด เขาควรโล่งใจ เพราะปัญหาถูกแก้ไปหนึ่งขั้น แม่ของเขาจะได้พบผู้หญิงที่ทำให้เธอสงบ น้องชายของมินตราจะได้รักษา ส่วนเขาเพียงต้องควบคุมสถานการณ์ให้จบภายในเก้าเดือน

ทุกอย่างเป็นไปตามแผน ทว่าด้วยเหตุผลบางอย่าง ภาพน้ำตาหยดเล็กบนหลังมือของมินตรากลับไม่ยอมหายไปจากสายตา

ปรินทร์วางสัญญาลงบนโต๊ะ ดวงตาคมมองชื่อตัวเองที่อยู่คู่กับชื่อของเธอในเอกสารฉบับเดียวกันอย่างนิ่งงัน เขาเพิ่งซื้อบทบาทภรรยาจากผู้หญิงคนหนึ่ง ซื้อเวลา ซื้อความร่วมมือ ซื้อการแสดงออกที่แม่ของเขาต้องการ แต่ปรินทร์ไม่รู้เลยว่า นับจากวินาทีที่ลายเซ็นของมินตราปรากฏบนกระดาษ เขาไม่ได้เป็นเพียงคนซื้อบทบาทอีกต่อไป

เขากำลังเปิดประตูให้ผู้หญิงที่เขาคิดว่าควบคุมได้ ก้าวเข้ามาในพื้นที่ซึ่งไม่มีใครเคยเข้าถึงมานานมากแล้ว พื้นที่ที่เขาเรียกมันอย่างเย็นชาว่าไร้ประโยชน์

แต่ความจริง มันคือหัวใจของเขาเอง

บทก่อนหน้า
บทถัดไป