เพียงเมียชั่วคราวของคุณหมอปรินทร์

เพียงเมียชั่วคราวของคุณหมอปรินทร์

ปะหนัน · เสร็จสิ้น · 142.9k คำ

450
ยอดนิยม
78.6k
การดู
3.1k
เพิ่มเมื่อ
เพิ่มไปยังชั้นวาง
เริ่มอ่าน
แชร์:facebooktwitterpinterestwhatsappreddit

บทนำ

คำโปรย
เขาเป็นหมอหัวใจที่รักษาคนไข้ได้
แต่กลับไม่เคยรู้เลยว่าหัวใจของตัวเองกำลังป่วยหนักเพียงใด สำหรับคุณหมอปรินทร์ วรเศรษฐ์ ความรักคือพันธะ การแต่งงานคือกรงและผู้หญิงที่ก้าวเข้ามาในชีวิตเขาก็เป็นได้เพียงหน้าที่ที่มีวันหมดอายุ
เขาจึงยื่นสัญญาให้เธอ จ้างเธอมาเป็นภรรยาชั่วคราวจ้างให้เธอยิ้ม จ้างให้เธอดูแลแม่ของเขา จ้างให้เธอยืนข้างเขาในฐานะเมียที่ไม่มีสิทธิ์เรียกร้องหัวใจ
แต่มินตราไม่เคยรู้เลยว่า บทบาทที่เธอรับไว้เพื่อช่วยชีวิตคนสำคัญของตัวเองจะค่อย ๆ กลายเป็นบ่วงเงียบงันที่รัดหัวใจเธอแน่นขึ้นทุกวัน
เธอเคยคิดว่าตัวเองเข้มแข็งพอ เข้มแข็งพอจะเป็นภรรยาตามสัญญา เข้มแข็งพอจะยิ้มให้เขา ทั้งที่ถูกผลักให้อยู่กับการไม่มีค่า เข้มแข็งพอจะรักเขา เงียบ ๆ โดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทน แต่ไม่มีผู้หญิงคนไหนเข้มแข็งพอ เมื่อหัวใจที่เธอมอบให้ถูกเหยียบย่ำ
วันที่เธอเดินจากไปกลางสายฝน เขาเพิ่งรู้ว่าบ้านหลังใหญ่ทั้งหลังไม่มีความหมายเลยหากไม่มีผู้หญิงที่เคยนอนบนโซฟาตัวเล็ก ๆ คนนั้นอยู่ในชีวิต
วันที่เขาอยากเป็นพ่อ ลูกของเขากลับยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ครั้งหนึ่งพ่อเคยไม่ต้อนรับเธอ และวันที่เขาตามหาเธอจนพบผู้หญิงที่เคยเป็น “เมียชั่วคราว” กลับกลายเป็นแม่คนหนึ่งที่จะปกป้องลูกจากความรักที่มาช้าเกินไป

บท 1

ตอนที่ 1

ผู้หญิงที่ถูกเข้าใจผิดว่าเป็นลูกสะใภ้

เสียงฝนกระหน่ำลงบนกระจกบานสูงของโรงพยาบาลเอกชนกลางเมืองราวกับฟ้าทั้งผืนกำลังร้องไห้แทนใครบางคน แสงไฟสีขาวนวลทอดยาวไปตามทางเดินเงียบสงัดของชั้นผู้ป่วยพิเศษ กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อจาง ๆ ปะปนกับกลิ่นอับชื้นของค่ำคืนฝนพรำ ทำให้บรรยากาศยามใกล้เที่ยงคืนยิ่งเงียบเหงากว่าปกติ

มินตรา เร่งฝีเท้าไปตามทางเดินด้วยหัวใจที่ยังเต้นไม่เป็นจังหวะ เธอเพิ่งวางโทรศัพท์จากหัวหน้าผู้ประสานงานดูแลผู้ป่วยพิเศษไม่ถึงยี่สิบนาที หลังได้รับแจ้งว่ามีคนไข้วีไอพีอาการกำเริบหลังผ่าตัดเล็ก ต้องการคนเฝ้าเฉพาะกิจที่ใจเย็น พูดจานุ่มนวล และสามารถดูแลผู้ป่วยสูงวัยที่มีอาการตื่นกลัวได้เป็นพิเศษ

เธอไม่ใช่พยาบาล ไม่ใช่หมอ และไม่มีตำแหน่งใดในโรงพยาบาลแห่งนี้ นอกจากคำเรียบง่ายว่า             คนดูแลผู้ป่วยพิเศษ ซึ่งหลายคนมองว่าเป็นเพียงงานรับจ้างเฝ้าไข้ ทว่าในสายตาของมินตรา งานนี้ไม่ใช่แค่การนั่งอยู่ข้างเตียงเพื่อรอเวลาเปลี่ยนกะ มันคือ            การอยู่เป็นเพื่อนคนที่กำลังเปราะบางที่สุดในชีวิต อยู่กับความกลัว อยู่กับความเจ็บ และบางครั้งก็อยู่กับลมหายใจสุดท้ายของใครบางคน

หญิงสาวยกมือกดกระเป๋าผ้าสะพายข้างแนบอก ในนั้นมีสมุดบันทึกเล่มเล็ก ปากกาด้ามโปรด และผ้าพันคอผืนบางที่เธอมักพกติดตัวไว้เสมอ ยามต้องเฝ้าคนไข้กลางคืน บางคนหลับยาก บางคนกลัวความมืด บางคนเพียงต้องการใครสักคนอ่านหนังสือให้ฟังจนกว่าจะผ่านคืนยาวนานไปได้

คืนนี้ก็อาจเป็นคืนเช่นนั้น“คุณมินตราใช่ไหมคะ” พยาบาลเวรคนหนึ่งรีบเดินเข้ามาหา สีหน้ามีความกังวลชัดเจนแม้พยายามเก็บอาการไว้ภายใต้ความเป็นมืออาชีพ

“ใช่ค่ะ คนไข้อยู่ห้องไหนคะ” มินตราถามด้วยน้ำเสียงสุภาพพลางพยายามปรับลมหายใจให้มั่นคง แม้เสื้อเชิ้ตสีครีมของเธอจะเปียกชื้นจากละอองฝนบริเวณหัวไหล่ก็ตาม

“ห้องพิเศษด้านในสุดค่ะ ท่านเพิ่งมีภาวะตื่นตกใจ ความดันแกว่งนิดหน่อย หมอเวรเข้ามาดูแล้ว ตอนนี้อาการทางกายยังควบคุมได้ แต่ทางใจไม่ค่อยดีเลยค่ะ ท่านเอาแต่เรียกลูกชาย แล้วก็ไม่ยอมให้ใครเข้าใกล้” พยาบาลอธิบายยาวกว่าปกติ เพราะรู้ดีว่าคนไข้รายนี้ไม่ใช่คนไข้ธรรมดา

“ท่านชื่ออะไรคะ มินจะได้เรียกถูก” มินตราถามต่ออย่างใจเย็น ขณะเดินตามพยาบาลไปตามทางเดินที่มีไฟสว่างแต่ไร้ผู้คน

“คุณหญิงภาวินีค่ะ” พยาบาลตอบเบาลงเล็กน้อย คล้ายเกรงว่าแม้แต่ชื่อคนไข้ก็ยังเป็นเรื่องละเอียดอ่อน

มินตราชะงักเพียงเสี้ยววินาที ชื่อนั้นดูคุ้นหูอย่างประหลาด บางทีเธออาจเคยเห็นตามข่าวสังคมหรือป้ายบริจาคของโรงพยาบาล แต่เธอไม่ปล่อยให้ความสงสัยดึงความสนใจออกจากหน้าที่ตรงหน้า

เมื่อประตูห้องพิเศษถูกเปิดออก เสียงสะอื้นแหบพร่าของหญิงสูงวัยก็ดังลอดออกมาทันที

“ปรินทร์... ปรินทร์อยู่ไหน... อย่าทิ้งแม่ไว้คนเดียว... แม่ไม่อยากอยู่คนเดียว...” เสียงนั้นสั่นเครือจนคนฟังเจ็บตาม แม้ไม่รู้จักกันมาก่อน

มินตราก้าวเข้าไปในห้องอย่างช้า ๆ ไม่รีบร้อน ไม่ส่งเสียงดัง และไม่ทำท่าตื่นตกใจ แม้ภาพตรงหน้าจะบีบหัวใจไม่น้อย หญิงสูงวัยร่างผอมบางนอนอยู่บนเตียงผู้ป่วย ใบหน้าซีดเซียวมีร่องรอยความงามสง่าในวัยสาวหลงเหลืออยู่ ดวงตาคู่เศร้าจับจ้องไปยังประตูเหมือนกำลังรอใครบางคนที่ไม่เคยมาถึง ข้อมือมีสายน้ำเกลือ บริเวณอกติดแผ่นวัดสัญญาณชีพ เสียงเครื่องมอนิเตอร์ดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ทว่าอัตราการเต้นของหัวใจบนหน้าจอกลับเร็วผิดปกติ

“คุณหญิงคะ มินตรานะคะ มินขอนั่งเป็นเพื่อนตรงนี้ได้ไหมคะ” มินตราเอ่ยอย่างอ่อนโยน พลางหยุดยืนห่างจากเตียงในระยะที่ไม่ทำให้คนไข้รู้สึกถูกคุกคาม

คุณหญิงภาวินีหันมามองเธอ แววตาขุ่นมัวด้วยน้ำตาและความตื่นกลัว ริมฝีปากแห้งผากสั่นระริกเหมือนพยายามจำว่าใบหน้าหวานตรงหน้าเป็นใคร

“ลูก... ลูกเป็นใคร... ปรินทร์ส่งลูกมาใช่ไหม” หญิงสูงวัยถามด้วยน้ำเสียงไม่มั่นคง มือเหี่ยวย่นพยายามยื่นออกมาหาใครสักคน แต่ยกได้เพียงครึ่งทางก็ร่วงลงบนผ้าห่ม

มินตรารีบเข้าไปใกล้ขึ้นอีกเล็กน้อย แต่ยังไม่แตะต้องโดยพลการ เธอย่อตัวลงข้างเตียงให้ระดับสายตาใกล้กับคนไข้มากที่สุด

“มินเป็นคนที่จะมานั่งเป็นเพื่อนคุณหญิงคืนนี้ค่ะ คุณหญิงไม่ต้องกลัวนะคะ ตอนนี้คุณหญิงอยู่ที่โรงพยาบาล มีหมอ มีพยาบาล และมีมินอยู่ตรงนี้ด้วยค่ะ” เธอพูดช้า ๆ ชัดถ้อยชัดคำ น้ำเสียงนุ่มจนพยาบาลที่ยืนอยู่ด้านหลังยังรู้สึกผ่อนคลายตาม

“ไม่... ไม่เอาหมอ... ไม่เอาใครทั้งนั้น... แม่จะหาปรินทร์... ปรินทร์โกรธแม่ใช่ไหม เขาถึงไม่มา... เขาไม่รักแม่แล้วใช่ไหมลูก” คุณหญิงภาวินีเริ่มหอบ น้ำตาไหลจากหางตา ความดันบนจอขยับสูงขึ้นอีกเล็กน้อยจนพยาบาลก้าวเข้ามาใกล้ด้วยความกังวล

มินตราเห็นตัวเลขบนจอแล้วรู้ทันทีว่าหากปล่อยให้คนไข้ตื่นตระหนกต่อไป อาการอาจแย่ลง เธอจึงค่อย ๆ วางมือตัวเองลงใกล้มือของหญิงสูงวัย ก่อนถามเสียงเบา

“มินจับมือคุณหญิงได้ไหมคะ มินจะอยู่ตรงนี้ ไม่ปล่อยให้คุณหญิงอยู่คนเดียวค่ะ” เธอถามด้วยความเคารพ ไม่ใช่คำสั่ง และรอคำตอบราวกับกำลังรออนุญาตจากคนสำคัญ

คุณหญิงภาวินีมองมือเรียวเล็กนั้นอยู่นาน ก่อนจะค่อย ๆ ขยับนิ้วมาแตะปลายนิ้วของมินตราเอง สัมผัสนั้นเย็นเฉียบและสั่นน้อย ๆ จนมินตราใจหาย เธอจึงประคองไว้ด้วยสองมืออย่างระมัดระวัง

“มือคุณหญิงเย็นจังเลยค่ะ เดี๋ยวมินช่วยห่มผ้าให้อีกชั้นนะคะ คืนนี้ฝนตกหนัก อากาศเย็นกว่าทุกคืน แต่ไม่เป็นไรนะคะ อีกไม่นานฝนก็จะซาแล้วค่ะ” มินตราพูดพลางดึงผ้าห่มขึ้นคลุมไหล่ให้คนไข้ด้วยท่าทางอ่อนโยน

“ลูกสะใภ้...” คุณหญิงภาวินีกระซิบออกมาพร้อมน้ำตา แววตาที่สับสนเมื่อครู่กลับมีประกายบางอย่างคล้ายความหวัง “ในที่สุดปรินทร์ก็พาลูกมาหาแม่จริง ๆ ใช่ไหม แม่คิดว่าเขาโกหกแม่เสียอีก เขาบอกแม่หรือเปล่าว่าเขารักลูกมากแค่ไหน”

หัวใจของมินตรากระตุกวูบ เธอเงยหน้ามองพยาบาลอย่างตกใจ อีกฝ่ายมีสีหน้าลำบากใจชัดเจนและส่ายหน้าเบา ๆ ราวกับไม่รู้จะแก้สถานการณ์อย่างไร

“คุณหญิงคะ มินคิดว่าคุณหญิงอาจจะเข้าใจผิดนะคะ มินไม่ใช่...” มินตราพยายามปฏิเสธด้วยน้ำเสียงนุ่มที่สุด เพราะไม่อยากทำให้คนป่วยสะเทือนใจ

“ไม่ผิด... แม่จำได้... ปรินทร์บอกว่าจะพาลูกสะใภ้มาหาแม่... แม่รอทุกวัน... รอจนกลัวว่าจะไม่ได้เห็นหน้า...” คุณหญิงภาวินีเริ่มหายใจถี่อีกครั้ง นิ้วที่จับมือมินตราเกร็งแน่นขึ้นอย่างน่าสงสาร “ลูกอย่าไปนะ อย่าทิ้งแม่ไว้เหมือนปรินทร์... ทุกคนมีงาน มีชีวิต มีคนต้องรักษา แต่ไม่มีใครมีเวลาให้แม่เลย”

ประโยคนั้นเหมือนมีดเล่มเล็กกรีดลงกลางอกมินตรา เธอรู้ดีว่าเธอไม่ควรรับสมอ้าง ไม่ควรปล่อยให้คนไข้เข้าใจผิด แต่เสียงเครื่องมอนิเตอร์ที่เริ่มถี่ขึ้นทำให้เธอไม่มีเวลาคิดมากนัก ชีวิตและความสงบของคนไข้ตรงหน้าสำคัญกว่าความถูกต้องสมบูรณ์แบบในวินาทีนั้น

“มินไม่ไปไหนค่ะ คุณหญิงพักก่อนนะคะ มินจะอยู่ตรงนี้จนกว่าคุณหญิงจะหลับ” มินตราตัดสินใจพูดเพียงเท่านั้น ไม่ยอมรับเต็มปากว่าเป็นลูกสะใภ้ แต่ก็ไม่ปฏิเสธจนคนไข้ตื่นตกใจ

สีหน้าคุณหญิงภาวินีค่อย ๆ คลายลง ราวกับคำสัญญาสั้น ๆ นั้นเป็นยาที่ทำให้หัวใจอ่อนล้าได้พัก เธอจับมือมินตราแน่นขึ้นแล้วหลับตาลงช้า ๆ

“ลูกชื่ออะไรนะ แม่จำไม่ค่อยได้ ช่วงนี้แม่ลืมง่ายเหลือเกิน แม่กลัวว่าสักวันจะลืมหน้าปรินทร์ด้วย” คนป่วยถามเสียงแผ่ว

“มินตราค่ะ เรียกมินก็ได้ค่ะ” มินตราตอบพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ แม้ในใจจะเต็มไปด้วยความสงสาร

“มิน... ชื่อเพราะจัง เหมาะกับคนใจดีอย่างลูก” คุณหญิงภาวินีพึมพำ ดวงตาที่ปิดอยู่มีน้ำตาซึมออกมาอีกครั้ง “ปรินทร์เป็นคนดื้อ เป็นคนใจแข็ง แต่ลูกอย่าเพิ่งเกลียดเขานะ เขาเคยเป็นเด็กอ่อนโยนมาก เพียงแต่ชีวิตทำให้เขาต้องแข็งกระด้าง แม่เลี้ยงเขาไม่ดีพอหรือเปล่าก็ไม่รู้ เขาถึงไม่ค่อยยิ้มให้ใครแล้ว”

มินตรามองใบหน้าซีดเซียวของหญิงสูงวัยด้วยหัวใจอ่อนยวบ เธอไม่รู้ว่าปรินทร์คือใคร แต่จากน้ำเสียงของคนเป็นแม่ เธอสัมผัสได้ว่าชื่อนั้นคือทั้งความรัก ความหวัง และความเจ็บปวดทั้งหมดในชีวิตของผู้หญิงคนนี้

“คนที่ยิ้มยากไม่ได้แปลว่าไม่มีหัวใจนะคะ บางทีเขาอาจแค่ลืมวิธีแสดงออกว่ารักใครสักคนก็ได้ค่ะ” มินตราพูดออกไปอย่างไม่รู้ตัว เพราะในชีวิตของเธอเองก็เคยพบคนที่แสดงความรักไม่เก่งมาก่อน

“ลูกพูดเหมือนรู้จักเขาดีเลย” คุณหญิงภาวินีลืมตาขึ้นมามองเธอด้วยรอยยิ้มอ่อนแรง

มินตราชะงักเล็กน้อย ก่อนยิ้มให้คนไข้ด้วยความระมัดระวัง

“มินไม่ได้รู้จักคุณปรินทร์หรอกค่ะ แต่มินเคยดูแลคนไข้หลายคน บางคนบอกรักลูกไม่เป็น บางคนดุลูกทั้งที่ใจเป็นห่วง บางคนร้องไห้ทุกคืนเพราะคิดถึงครอบครัว แต่พอครอบครัวมาเยี่ยมกลับทำหน้านิ่งเหมือนไม่รู้สึกอะไร มินเลยคิดว่า บางทีหัวใจคนเราอาจมีวิธีซ่อนความรักไม่เหมือนกันค่ะ” เธออธิบายยาวขึ้น เพื่อให้คนไข้ค่อย ๆ จดจ่อกับเสียงของเธอแทนความกลัวในใจ

คุณหญิงภาวินีนิ่งฟังอย่างตั้งใจ ลมหายใจที่เคยถี่เริ่มช้าลง เครื่องมอนิเตอร์กลับมาเป็นจังหวะสม่ำเสมอกว่าเดิม พยาบาลที่ยืนสังเกตการณ์อยู่            เงียบ ๆ ถอนหายใจอย่างโล่งอก

“เล่านิทานให้แม่ฟังหน่อยได้ไหม ตอนปรินทร์ยังเล็ก แม่เคยเล่านิทานให้เขาฟังทุกคืน แต่พอโตขึ้น เขาก็บอกว่านิทานไม่มีประโยชน์กับชีวิตจริง” คุณหญิงภาวินีเอ่ยด้วยรอยยิ้มเศร้าจาง ๆ

มินตราหยิบสมุดบันทึกเล่มเล็กออกจากกระเป๋า เธอเปิดหน้ากระดาษที่มีเรื่องเล่าสั้น ๆ ซึ่งเธอแต่งไว้สำหรับคนไข้สูงวัยโดยเฉพาะ เรื่องเหล่านี้ไม่ใช่นิทานเด็กหวานเลี่ยน แต่เป็นเรื่องเล่าที่มีความหมายต่อคนที่ผ่านชีวิตมายาวนาน

“ได้ค่ะ มินจะเล่าเรื่องดอกไม้ที่รอแสงอาทิตย์นะคะ” เธอบอกเสียงอ่อนโยน แล้วเริ่มอ่านด้วยจังหวะช้า ๆ

น้ำเสียงของมินตราไหลไปในห้องเงียบ ๆ เหมือนลำธารเล็กในคืนฝนพรำ เธอเล่าเรื่องดอกไม้ดอกหนึ่งที่เคยคิดว่าตัวเองถูกลืม เพราะแสงอาทิตย์ไม่เคยส่องถึงมุมสวนที่มันอยู่ แต่แท้จริงแล้ว แสงอาทิตย์ไม่ได้ลืม เพียงแต่เมฆฝนบดบังไว้นานเกินไป ดอกไม้จึงต้องอดทนรอจนถึงวันที่ฟ้าเปิด

ขณะฟัง คุณหญิงภาวินีหลับตาลงช้า ๆ รอยย่นบนหน้าผากคลายออกทีละน้อย มือที่จับมือมินตราอยู่ยังไม่ยอมปล่อย แต่แรงบีบอ่อนลงจนคล้ายเพียงต้องการยึดเหนี่ยวกับความอบอุ่นเล็ก ๆ เท่านั้น

มินตราอ่านต่อจนจบ แล้วนั่งเงียบอยู่อีกพักใหญ่เพื่อให้แน่ใจว่าคนไข้หลับสนิท ทว่าในขณะที่เธอกำลังจะค่อย ๆ ดึงมือตัวเองออก ประตูห้องพักก็ถูกผลักเปิดอย่างแรง

ชายร่างสูงในชุดสูทสีเข้มก้าวเข้ามาพร้อมกลิ่นฝนและความเย็นจากภายนอก ใบหน้าหล่อจัดเคร่งขรึมจนเกือบดุ ดวงตาคมกริบภายใต้คิ้วเข้มมองตรงมายังเตียงคนไข้ ก่อนหยุดที่มือของมินตราซึ่งยังถูกคุณหญิงภาวินีจับไว้แน่น วินาทีนั้น บรรยากาศในห้องเหมือนลดต่ำลงอย่างน่าประหลาด

“คุณเป็นใคร” เสียงทุ้มต่ำถามขึ้น ไม่ดังมาก แต่เย็นจัดจนมินตรารู้สึกเหมือนถูกน้ำแข็งแตะหลังคอ

มินตรารีบลุกขึ้นอย่างระมัดระวัง แต่เพราะคุณหญิงภาวินียังจับมือเธออยู่ เธอจึงไม่อาจถอยห่างได้ทันที

“มินตราค่ะ เป็นคนดูแลผู้ป่วยพิเศษที่ถูกเรียกมา tonight... เอ่อ คืนนี้ค่ะ” เธอรีบแก้คำพูดเพราะความตกใจ ก่อนจะก้มศีรษะเล็กน้อยอย่างสุภาพ

ดวงตาของชายตรงหน้าไม่อ่อนลงเลยแม้แต่นิด เขาก้าวเข้ามาใกล้เตียงช้า ๆ ทุกก้าวเต็มไปด้วยอำนาจและความไม่ไว้วางใจ

“ใครอนุญาตให้คุณจับมือแม่ผม” เขาถามเสียงเรียบ แต่คำว่าแม่ผมทำให้มินตราเข้าใจทันทีว่าชายคนนี้คือปรินทร์ คนที่คุณหญิงภาวินีเรียกหาทั้งคืน

“คุณหญิงมีอาการตื่นตกใจค่ะ มินขออนุญาตท่านก่อนแล้ว และท่านก็จับมือมินไว้เอง มินไม่ได้ตั้งใจล่วงเกินนะคะ” มินตราอธิบายด้วยน้ำเสียงสุภาพที่สุด แม้จะรู้สึกได้ว่าตัวเองกำลังถูกตัดสินโดยยังไม่ได้มีโอกาสชี้แจง

“แม่ผมมีภาวะความทรงจำสับสนเป็นช่วง ๆ ท่านอาจพูดหรือเข้าใจอะไรผิดได้ง่าย คนที่ทำงานกับผู้ป่วยควรรู้ว่าไม่ควรเล่นตามอาการหลงผิดของคนไข้” ปรินทร์พูดอย่างเฉียบคม สายตาเขากวาดมองสมุดบันทึกบนตักเธอ ก่อนกลับมาจ้องหน้าเธออีกครั้ง

“มินไม่ได้เล่นตามค่ะ มินแค่พยายามทำให้คุณหญิงสงบ เพราะเมื่อครู่อัตราการเต้นของหัวใจและความดันแกว่งมาก ถ้ามินปฏิเสธแรง ๆ ท่านอาจตกใจมากกว่าเดิม” มินตราพยายามอธิบายยาวขึ้น เพราะไม่อยากให้เขาเข้าใจผิด

ปรินทร์แค่นหัวเราะเบา ๆ แต่ไม่มีความขบขันอยู่ในนั้นเลย

“คุณคิดว่าตัวเองเข้าใจอาการของแม่ผมดีกว่าทีมแพทย์อย่างนั้นหรือ” เขาถามพลางยืนกอดอก สีหน้าเย็นชาเหมือนหมอกที่จับตัวหนาในคืนฝน

มินตราหน้าเสียเล็กน้อย แต่ยังไม่ยอมให้เสียงตัวเองสั่น

“มินไม่ได้คิดแบบนั้นค่ะ คุณหมอ มินรู้ว่ามินไม่ใช่แพทย์ และไม่มีความรู้มากพอจะรักษาใคร แต่มินรู้ว่าคนไข้กำลังกลัว และบางครั้งคนกลัวก็ต้องการใครสักคนจับมือไว้เท่านั้นเองค่ะ” เธอตอบออกไป ตรง ๆ ด้วยความจริงใจคำตอบนั้นทำให้ปรินทร์นิ่งไปเพียงเสี้ยววินาที แต่ความแข็งกระด้างในแววตาไม่ได้ลดลง ตรงกันข้าม มันกลับยิ่งคมขึ้นคล้ายเขาไม่ชอบถูกผู้หญิงตรงหน้าทำให้รู้สึกอะไรบางอย่าง

“คำพูดแบบนี้ใช้ได้ผลกับคนไข้สูงวัยหลายคนสินะ ความอ่อนโยน เสียงนุ่ม ๆ นิทานสั้น ๆ แล้วก็การจับมือให้เหมือนเป็นคนในครอบครัว” เขาพูด            ช้า ๆ แต่ทุกคำเหมือนตั้งใจทิ่มแทง “บางคนอาจใช้ความสงสารเป็นบันไดไต่ขึ้นมาในชีวิตได้เก่งกว่าที่คิด”

มินตรารู้สึกเหมือนถูกตบหน้าโดยไม่มีมือ เธอได้ยินเสียงพยาบาลที่ยืนอยู่มุมห้องสูดลมหายใจอย่างตกใจ แต่ไม่มีใครกล้าแทรกบทสนทนาของคุณหมอ ปรินทร์ ศัลยแพทย์หัวใจชื่อดังของโรงพยาบาล

“คุณหมอกำลังกล่าวหามินแรงเกินไปนะคะ” มินตราพูดเสียงเบาลง แต่ดวงตาหวานที่เคยอ่อนโยนเริ่มมีประกายเจ็บปวด “มินมาที่นี่เพราะได้รับแจ้งให้มาดูแลคนไข้ ไม่ได้รู้ด้วยซ้ำว่าคุณหญิงเป็นคุณแม่ของคุณหมอ และไม่เคยคิดใช้ความสงสารของใครเป็นบันไดอะไรทั้งนั้นค่ะ”

“คนที่คิดจะทำ มักพูดแบบนี้ทุกคน” ปรินทร์ตอบทันทีโดยไม่เว้นช่องให้เธอหายใจ

มินตรากำมือข้างที่ว่างแน่นจนเล็บจิกฝ่ามือ เธออยากเดินออกไปจากห้องนี้ทันที อยากบอกเขาว่าความใจร้ายของเขาไม่สมควรได้รับความสุภาพจากเธอแม้แต่นิดเดียว แต่เมื่อก้มลงมองมือเย็น ๆ ของคุณหญิงภาวินีที่ยังจับเธออยู่ เธอก็จำต้องกลืนความเจ็บลงไป

“ถ้าคุณหมอไม่สบายใจ มินจะออกไปค่ะ แต่ขอให้คุณหญิงหลับสนิทกว่านี้อีกสักครู่ได้ไหมคะ ถ้ามินดึงมือออกตอนนี้ ท่านอาจตื่นขึ้นมาอีก” มินตราพูดด้วยความอดทน เธอไม่เถียงเพื่อตัวเองอีก แต่ยังคำนึงถึงคนไข้ตรงหน้าเป็นอันดับแรก

ปรินทร์มองมือนั้นอีกครั้ง สายตาของเขามีประกายบางอย่างที่อ่านยาก อาจเป็นความไม่พอใจ อาจเป็นความหึงหวงในฐานะลูกชาย หรืออาจเป็นความเจ็บที่เห็นแม่ยึดมือคนแปลกหน้าแน่นกว่าที่เคยยึดมือเขาในระยะหลัง

“ผมจะอยู่เอง คุณหมดหน้าที่แล้ว” เขาพูดตัดบท แล้วก้าวเข้ามาใกล้เตียง

มินตราจำใจค่อย ๆ แกะนิ้วคุณหญิงภาวินีออกจากมือของตนอย่างนุ่มนวลที่สุด แต่เพียงเธอขยับ คนป่วยก็สะดุ้งเล็กน้อยและพึมพำทั้งที่ยังไม่ลืมตา

“มิน... ลูกอย่าเพิ่งไป... อยู่กับแม่ก่อน...” เสียงนั้นแผ่วเบา แต่ชัดเจนพอให้ทั้งห้องได้ยิน

มินตราหยุดนิ่งทันที หัวใจเธอปวดหนึบ ส่วนปรินทร์ยืนนิ่งเหมือนถูกประโยคนั้นแทงเข้าตรงที่ลึกที่สุดในใจ

เขากลับบ้านดึกแทบทุกคืน ผ่าตัด ช่วยชีวิตคนไข้ ประชุม วางแผนงาน และบอกตัวเองเสมอว่าเขาทำทุกอย่างเพื่อแม่ แต่ในคืนที่แม่หวาดกลัวที่สุด คนที่แม่เรียกหาและจับมือไว้กลับเป็นผู้หญิงแปลกหน้าคนนี้

“คุณหญิงคะ มินอยู่ตรงนี้ค่ะ มินไม่ได้ไปไหนนะคะ คุณหญิงนอนพักก่อน เดี๋ยวคุณหมอปรินทร์จะอยู่เป็นเพื่อนคุณหญิงเองค่ะ” มินตราก้มลงพูดใกล้ ๆ คนไข้ด้วยน้ำเสียงปลอบโยน

“ปรินทร์...” คุณหญิงภาวินีพึมพำชื่อนั้นเบา ๆ น้ำตาซึมออกจากหางตาทั้งที่ยังหลับ “ลูกชายแม่... อย่าใจร้ายกับตัวเองนักเลย...” ประโยคนั้นทำให้บรรยากาศในห้องเงียบงันขึ้นกว่าเดิม มินตราเผลอเงยหน้ามองชายตรงหน้า เห็นเพียงกรามแกร่งที่ขบแน่นและแววตาเย็นชาที่เหมือนพยายามกักอะไรบางอย่างไว้ภายใน แต่เพียงครู่เดียว ปรินทร์ก็กลับมาเป็นผู้ชายคนเดิมที่เธอเพิ่งรู้จัก ผู้ชายที่ใช้ความเย็นชาเป็นเสื้อเกราะหนาแน่น

“ออกไปได้แล้ว” เขาพูดโดยไม่มองหน้าเธอ

มินตราชะงักกับน้ำเสียงนั้น แต่สุดท้ายก็พยักหน้า          ช้า ๆ เธอวางมือคุณหญิงภาวินีลงบนผ้าห่มอย่างทะนุถนอม ก่อนหยิบสมุดบันทึกและกระเป๋าขึ้นมา

“ถ้าคุณหญิงตื่นแล้วตกใจ ให้เปิดไฟหัวเตียงไว้ครึ่งหนึ่งนะคะ ท่านกลัวความมืด และถ้าท่านหายใจถี่ ให้พูดช้า ๆ อย่าขัดทันทีเวลาท่านเรียกหาใคร เพราะยิ่งปฏิเสธแรง ท่านยิ่งตื่นกลัวค่ะ” มินตราบอกด้วยความเป็นห่วง แม้รู้ว่าเขาอาจไม่อยากฟัง

ปรินทร์หันมามองเธออย่างเย็นชา“ผมเป็นหมอ ผมรู้วิธีดูแลแม่ตัวเอง” เขาตอบเสียงเรียบ

มินตราเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนก้มศีรษะอย่างสุภาพอีกครั้ง

“ค่ะ มินขอโทษที่พูดมากเกินไป” เธอกล่าวเสียงเบา แล้วเดินออกจากห้องโดยไม่หันกลับไปมองอีก

ทันทีที่ประตูปิดลง ความเข้มแข็งซึ่งเธอฝืนประคองไว้ต่อหน้าคนอื่นก็สั่นคลอน มินตรายืนพิงผนังทางเดิน สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อกักน้ำตาที่เอ่อขึ้นมาอย่างไม่ทันตั้งตัว เธอถูกดูถูกมาหลายครั้งในชีวิต ถูกมองว่าเป็นผู้หญิงจน ๆ ที่ต้องรับจ้างดูแลคนอื่น ถูกมองว่าไม่มีทางเลือก แต่ไม่เคยมีครั้งไหนที่ถ้อยคำไม่กี่ประโยคจะเจ็บเท่าคืนนี้ บางทีอาจเป็นเพราะเธอเพิ่งให้ความจริงใจกับคนไข้คนหนึ่งไปเต็มหัวใจ แล้วถูกลูกชายของคนไข้มองว่าความจริงใจนั้นเป็นเล่ห์เหลี่ยม

“คุณมินตราคะ” พยาบาลเวรเดินตามออกมาด้วยสีหน้าลำบากใจ “ดิฉันขอโทษแทนคุณหมอด้วยนะคะ ท่านอาจเครียดเรื่องคุณแม่มากไปหน่อย ปกติคุณหมอปรินทร์ก็... เอ่อ... เป็นคนพูดตรงค่ะ” มินตราฝืนยิ้มบาง ๆ ทั้งที่ยังเจ็บในอก

“ไม่เป็นไรค่ะ มินเข้าใจ คนในครอบครัวป่วยหนัก ใครก็คงเครียดได้ทั้งนั้น” เธอตอบอย่างใจเย็น เพราะไม่อยากให้พยาบาลต้องอึดอัดไปด้วย

“แต่เมื่อกี้คุณช่วยคุณหญิงไว้มากจริง ๆ นะคะ ก่อนคุณมา ท่านไม่ยอมให้ใครแตะตัวเลย ความดันขึ้นจนพวกเรากลัวมาก” พยาบาลพูดด้วยความจริงใจ

“แค่ท่านสงบลงก็ดีแล้วค่ะ” มินตราตอบสั้น ๆ พลางยกมือเช็ดหยดน้ำฝนที่ยังเกาะปลายผม ทั้งที่ความจริงมันอาจปนกับหยดน้ำตาที่เธอไม่อยากยอมรับ

เธอเดินลงลิฟต์ไปยังชั้นล่างของโรงพยาบาลด้วยหัวใจหนักอึ้ง กระจกในลิฟต์สะท้อนใบหน้าหวานซีดเซียวของตัวเอง ดวงตาของเธอมีร่องรอยความเหนื่อยล้าเกินวัยยี่สิบหกปี ชีวิตไม่ได้ใจดีกับเธอนัก ตั้งแต่พ่อแม่จากไป เธอต้องกลายเป็นเสาหลักให้ครอบครัว ดูแลน้องชายที่ป่วยเรื้อรัง รับงานทุกอย่างที่สุจริตเพื่อประคองชีวิตไว้ และคืนนี้ เธอก็เพิ่งถูกชายคนหนึ่งสรุปคุณค่าของเธอด้วยความระแวงในเวลาไม่ถึงสิบนาที

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นทันทีที่เธอก้าวออกจากลิฟต์ มินตราหยิบขึ้นมาดู เห็นชื่อโรงพยาบาลอีกแห่งซึ่งเป็นสถานที่รักษาน้องชายปรากฏบนหน้าจอ หัวใจเธอกระตุกแรงกว่าตอนเผชิญหน้ากับปรินทร์เสียอีก

“สวัสดีค่ะ มินตราพูดค่ะ” เธอรับสายด้วยเสียงที่พยายามไม่สั่น

“คุณมินตราใช่ไหมคะ ทางโรงพยาบาลโทรมาแจ้งเรื่องค่ายาและค่ารักษาของคุณเมธาวินนะคะ แพทย์เจ้าของไข้ประเมินว่ารอบนี้จำเป็นต้องใช้ยาตัวใหม่ต่อเนื่อง ค่าใช้จ่ายส่วนต่างค่อนข้างสูง และต้องชำระงวดแรกภายในสามวันค่ะ” เสียงเจ้าหน้าที่ปลายสายแจ้งอย่างสุภาพ แต่ทุกคำเหมือนก้อนหินถ่วงลงกลางอก

มินตราหยุดเดินอยู่กลางโถงโรงพยาบาล แสงไฟสีขาวส่องลงมาบนใบหน้าที่ซีดลงทันตา

“ประมาณเท่าไรคะ” เธอถามเบามาก เบาจนแทบไม่ใช่เสียงของตัวเอง

เมื่อได้ยินตัวเลขจากปลายสาย โลกทั้งใบของมินตราเหมือนเงียบไปชั่วขณะ เสียงฝน เสียงเครื่องปรับอากาศ เสียงคนเดินผ่าน ล้วนเลือนหาย เหลือเพียงตัวเลขที่สูงเกินกว่าผู้หญิงตัวเล็ก ๆ อย่างเธอจะหามาได้ในสามวัน

“ค่ะ... มินจะพยายามค่ะ ขอบคุณมากนะคะ” เธอพูดอย่างสุภาพจนจบสาย ทั้งที่มือเย็นเฉียบและหัวใจสั่นไหวราวกับกำลังจะหลุดออกจากอก

หลังวางสาย มินตราเดินไปนั่งที่เก้าอี้มุมหนึ่งของโถงรับรอง เธอมองออกไปนอกกระจก เห็นสายฝนไหลเป็นทางยาวเหมือนม่านน้ำตาของฟ้า ความอ่อนแอที่เธอเก็บไว้ทั้งคืนเริ่มร้าวออกทีละน้อย

“วินต้องไม่เป็นอะไรนะ พี่จะหาเงินให้ได้ พี่สัญญา” เธอกระซิบกับตัวเอง พลางกำโทรศัพท์แน่นจนข้อนิ้วขาว

ในเวลาเดียวกัน ชั้นผู้ป่วยพิเศษด้านบน ปรินทร์ วรเศรษฐ์ นั่งอยู่ข้างเตียงมารดา เขาเปลี่ยนจากสูทเปียกฝนมาเป็นเสื้อกาวน์สีขาวที่พยาบาลนำมาให้ ท่าทางของเขากลับสู่ความนิ่งสงบเหมือนทุกครั้งที่อยู่ในโรงพยาบาล ทว่าดวงตาคมยังคงจับจ้องมือของแม่ที่วางอยู่บนผ้าห่ม มือข้างนั้นเพิ่งจับมือผู้หญิงแปลกหน้าไว้แน่น แน่นกว่าที่เคยจับมือเขาในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา

“มิน...” คุณหญิงภาวินีพึมพำขึ้นอีกครั้งหลังจากหลับไปได้ไม่นาน

ปรินทร์เงยหน้าทันที“แม่ครับ ผมอยู่ตรงนี้” เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงกว่าตอนคุยกับมินตรามาก

คุณหญิงภาวินีค่อย ๆ ลืมตาขึ้น แววตายังพร่าเลือน ครั้นเห็นใบหน้าลูกชาย เธอก็ยิ้มทั้งน้ำตา

“ปรินทร์... ลูกพาเธอกลับมาหาแม่แล้วใช่ไหม ลูกสะใภ้ของแม่... หนูมินใจดีมาก แม่ชอบเธอ” คนเป็นแม่พูดอย่างอ่อนแรง แต่ทุกคำทำให้หัวใจของปรินทร์หนักอึ้ง

“เธอไม่ใช่ลูกสะใภ้ของแม่ครับ แม่เข้าใจผิด” เขาพยายามอธิบายอย่างใจเย็น แม้ในใจจะมีความหงุดหงิดพุ่งขึ้นมาอีกครั้ง

สีหน้าคุณหญิงภาวินีเปลี่ยนไปทันที ความสุขเล็ก ๆ เมื่อครู่แตกสลายเหมือนแก้วบาง ๆ

“ไม่ใช่เหรอ... แล้วปรินทร์จะปล่อยให้แม่รอไปถึงเมื่อไร ลูกไม่อยากมีใครเลยใช่ไหม ลูกไม่อยากให้แม่เห็นว่าลูกมีคนรักก่อนแม่ตายใช่ไหม” เสียงของหญิงสูงวัยเริ่มสั่น อัตราการเต้นหัวใจบนจอขยับสูงขึ้นอีกครั้ง

“แม่ครับ อย่าพูดแบบนั้น” ปรินทร์รีบจับมือแม่ แต่คุณหญิงภาวินีกลับหันหน้าหนี น้ำตาไหล          เงียบ ๆ

“แม่ไม่ได้อยากบังคับลูก แม่แค่อยากเห็นลูกไม่โดดเดี่ยว แม่กลัวว่าถ้าวันหนึ่งแม่ไม่อยู่ ลูกจะเหลือแต่โรงพยาบาล เหลือแต่คนไข้ เหลือแต่มีดผ่าตัด แต่ไม่มีใครกอดลูกในวันที่ลูกเจ็บ” คุณหญิงภาวินีพูดยาวจนเหนื่อย หายใจสะดุดเป็นช่วง ๆ

ปรินทร์กดเรียกพยาบาลทันที สีหน้าที่เคยนิ่งเริ่มมีรอยกังวลชัดเจน เมื่อพยาบาลเข้ามาประเมินอาการ ทุกอย่างในห้องก็กลับมาวุ่นวายอีกครั้ง

“คุณหมอคะ ความดันท่านขึ้นอีกแล้วค่ะ” พยาบาลรายงานอย่างระมัดระวัง

ปรินทร์ยืนตัวตรง มองตัวเลขบนจอด้วยแววตาแข็งเครียด ทว่าลึกลงไปมีความกลัวซ่อนอยู่ ความกลัวที่เขาไม่เคยยอมรับต่อหน้าใคร

“ให้ยาตามแผนเดิม แล้วตามหมอเวรหัวใจขึ้นมาดูอีกครั้ง” เขาสั่งเสียงเรียบ แต่นิ้วที่กำปลายเตียงกลับแน่นจนเส้นเลือดหลังมือปูดขึ้น

คุณหญิงภาวินียังคงพร่ำเรียกชื่อมินตราเบา ๆ ระหว่างที่พยาบาลดูแลอาการ ปรินทร์ยืนฟังด้วยหัวใจที่ค่อย ๆ ถูกบีบรัดอย่างประหลาด เขาไม่ชอบผู้หญิงคนนั้น ไม่ชอบสายตาอ่อนโยนที่ทำให้แม่สงบได้ง่ายเกินไป ไม่ชอบน้ำเสียงนุ่มนวลที่เหมือนเข้าใจคนเจ็บป่วยมากกว่าเขา ทั้งที่เขาเป็นหมอ ไม่ชอบความรู้สึกพ่ายแพ้ที่เกิดขึ้นเมื่อเห็นแม่เรียกหาผู้หญิงคนนั้นแทนที่จะเรียกหาเขา แต่ไม่ว่าเขาจะไม่ชอบมากแค่ไหน ความจริงตรงหน้าก็ปฏิเสธไม่ได้ มินตรา ทำให้แม่ของเขาสงบได้ และตอนนี้แม่ของเขากำลังทรุดเพราะเธอไม่อยู่

เกือบหนึ่งชั่วโมงต่อมา อาการของคุณหญิงภาวินีจึงค่อย ๆ คงที่อีกครั้ง ปรินทร์เดินออกจากห้องด้วยใบหน้าเคร่งเครียด พยาบาลเวรรีบตามออกมารายงานข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับมินตราอย่างละเอียด ทั้งเวลาที่ถูกเรียกมา วิธีที่เธอปลอบคนไข้ และข้อเท็จจริงที่ว่าเธอไม่ได้รู้มาก่อนว่าคุณหญิงเป็นแม่ของเขา

“ดิฉันคิดว่าคุณมินตราทำดีที่สุดแล้วค่ะคุณหมอ ถ้าเธอไม่ช่วยคุยให้ คุณหญิงอาจตื่นตกใจนานกว่านั้น” พยาบาลพูดอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ

ปรินทร์เงียบไปนาน ก่อนถามเสียงต่ำ

“เธอยังอยู่ในโรงพยาบาลไหม”

“น่าจะเพิ่งลงไปข้างล่างค่ะ แต่ไม่แน่ใจว่าออกไปหรือยัง” พยาบาลตอบ

ปรินทร์ไม่พูดอะไรต่อ เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรหาผู้ช่วยส่วนตัวทันที

“หาข้อมูลผู้หญิงชื่อมินตรา สิริกานต์ คนที่รับงานดูแลผู้ป่วยพิเศษคืนนี้ให้ผม” เขาสั่งเสียงเรียบ

ปลายสายตอบรับอย่างรวดเร็ว แต่ปรินทร์ยังไม่วางสายทันที เขาหันไปมองประตูห้องพักของแม่อีกครั้ง ก่อนพูดต่อด้วยน้ำเสียงเย็นลง

“ผมต้องการรู้ว่าเธอเป็นใคร ทำงานกับใคร มีปัญหาอะไรอยู่ และทำไมแม่ผมถึงติดเธอมากขนาดนั้น”

เมื่อวางสาย ปรินทร์ยืนนิ่งอยู่หน้าห้องของมารดา ภาพหญิงสาวในชุดเสื้อเชิ้ตสีครีมเปียกฝน          นิด ๆ ดวงตาหวานที่เจ็บแต่ยังพยายามสุภาพย้อนกลับเข้ามาในความคิดโดยไม่ทันตั้งตัว

เขาควรลืมเธอไปเหมือนคนรับจ้างทั่วไป

แต่เสียงแม่ที่เรียกหา “มิน” ยังดังอยู่ในหู และความรู้สึกบางอย่างที่เขาไม่อยากยอมรับก็เริ่มก่อตัวขึ้นอย่างเงียบงัน

ใต้ตึกโรงพยาบาล มินตราเดินฝ่าสายฝนออกไปยังป้ายรถโดยสารหน้าอาคาร เธอไม่มีเงินมากพอจะเรียกรถกลับบ้านในคืนนี้ เพราะทุกบาทในกระเป๋าต้องเก็บไว้ให้น้องชาย เธอกอดกระเป๋าผ้าแนบอก ปล่อยให้ละอองฝนเปียกผมและใบหน้าโดยไม่สนใจ

คืนนี้เธอช่วยคนไข้คนหนึ่งไว้ แต่กลับถูกลูกชายของคนไข้มองว่าเป็นผู้หญิงฉวยโอกาส คืนนี้เธอได้รับรู้ว่าค่ารักษาน้องชายสูงเกินกว่าที่เธอจะเอื้อมถึง คืนนี้โลกทั้งใบเหมือนกำลังบอกเธอว่า ความอ่อนโยนไม่เคยปกป้องใครจากความโหดร้ายของชีวิตได้จริง

ทว่ามินตรายังยืนอยู่ตรงนั้น ยังหายใจ ยังไม่ยอมทรุดลงไปกับพื้น เธอยกมือปาดน้ำฝนออกจากแก้ม สูดลมหายใจลึก แล้วบอกตัวเองว่าเธอต้องผ่านไปให้ได้เหมือนทุกครั้ง โดยไม่รู้เลยว่า อีกไม่นาน ผู้ชายที่เพิ่งทำร้ายเธอด้วยถ้อยคำเย็นชาจะกลับเข้ามาในชีวิตเธออีกครั้ง ไม่ใช่ในฐานะหมอเจ้าของคนไข้

ไม่ใช่ในฐานะลูกชายของคุณหญิงภาวินี แต่ในฐานะผู้ชายที่จะยื่นข้อเสนออันโหดร้ายที่สุดให้เธอ ข้อเสนอที่จะเปลี่ยนชีวิตของเธอไปตลอดกาล

บทล่าสุด

คุณอาจชอบ 😍

มลทินรักภรรยาไร้ค่า

มลทินรักภรรยาไร้ค่า

357.6k การดู · เสร็จสิ้น · ปะหนัน
คำโปรย
เธอถูกส่งมาแทนที่พี่สาวในคืนแต่งงานพร้อมคำดูถูกว่าเป็นเพียง ภรรยาไร้ค่า

เขาแต่งงานเพื่อรักษาหน้าไม่เคยคิดจะรัก ไม่เคยคิดจะผูกพัน แต่เด็กในท้องของเธอ…

กลับกลายเป็นสายใยที่เขาตัดไม่ขาด

จากผู้ชายที่เย็นชาไร้หัวใจสู่พ่อที่กลัวแม้แต่จับลูกแรงเกินไปจากผู้หญิงที่ไม่เคยมีสิทธิ์เลือก

สู่คนที่ทั้งบ้านยอมรับว่าขาดไม่ได้
แค้นรัก มาเฟียร้าย (ซีรีส์ชุดDARK )

แค้นรัก มาเฟียร้าย (ซีรีส์ชุดDARK )

152.9k การดู · เสร็จสิ้น · ท้องฟ้าและทุ่งหญ้า
ชีวิตที่เรียบง่ายของ 'พิมรภา' กลับผกผันขั้นสุด เมื่อเธอต้องกลายเป็นผู้ร้ายและตกอยู่ในเงื้อมมือของเขา
'ดาเรนเต้ ราฟาเอลโล' มาเฟียตัวฉกาจหนึ่งในสมาชิกแก๊งค์DARK
เธอจะสามารถหลุดพ้นจากบวงแค้นนี้ได้หรือไม่?!
พันธะร้ายนายวิศวะ

พันธะร้ายนายวิศวะ

576.9k การดู · เสร็จสิ้น · Kim Nayeol
"_" ใครๆ ก็คิดว่าฉันโสด จะพูดยังไงดีละ มันพูดได้ไม่เต็มปากนะ "

"_" คนรัก ความรัก แฟน มันเป็นแบบไหนกัน เพราะฉันไม่เคยมีแฟน แค่....ข้ามขั้นไปเท่านั้นเอง

"พี่... เป็นคนพูดเองนะคะ ว่าอยู่มหาลัยห้ามทำตัวสนิท ห้ามทำเป็นรู้จักกัน จำไม่ได้เหรอ" รีนลดาพูดพร้อมกับเชิดหน้าใส่เขา อย่างท้าทาย

***********************

เรียวตะมองคนตรงหน้าอย่างใกล้ชิด พร้อมกับยื่นหน้าอันเหล่อเหลาของตนเข้ามาใกล้ๆ ใบหน้าหวานของเธอรีนลดา คนโดนล็อกมือเธอเอาไว้ คนตัวเล็กรู้สึกถึงลมหายใจอุ่นๆ ของเขา ทั้งสองใบหน้าห่างกันไม่ถึงคืบ รีนลดาพยายามจะขัดขืนแต่ก็ไม่เป็นผล

"ทำไมกลัวเหรอ ที่เมื่อกี้ยังปากเก่งว่าฉันเป็นหมา ไม่เห็นจะกลัว" เรียวตะกดน้ำเสียงที่ไม่น่าฟังนัก

" ตึก ตึก " คนตัวเล็กรู้สึกใจเต้นแรงขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ เธอไม่ชอบเลยที่เขาเข้าใกล้แบบนี้

เรียวตะยังคงโน้มหน้าคม เข้ามาใกล้จนแทบจะชิดกัน คนโดนกดตัวได้แต่หลับตาพริบๆ

"_" อย่าคิดจะอะไรบ้าๆนะพี่เรียวพูดเองว่ารีนใช่สเปกพี่ อย่าทำอะไรที่มันกลืนน้ำลายตัวเองนะคะ" รีนลดากลั้นใจพูดออกไป แม้ในใจแอบจะกลัวเขาบ้างก็เถอะ เธอรู้ว่าเรียวตะนั้นเกลียดขี้หน้าเธอมากขนาดไหน แต่ครั้งนี้รีนลดากลับคิดผิด
So Bad เพื่อนสนิทร้ายซ่อนรัก

So Bad เพื่อนสนิทร้ายซ่อนรัก

346.3k การดู · เสร็จสิ้น · Phat_sara
ทั้งที่เธอแค่แอบรักเขาที่เป็นเหมือนเพื่อนสนิทแต่แล้ววันหนึ่งเขากลับย่ำยีเธอจนแหลกละเอียด
และยังแบล็คเมล์เพื่อให้เธอเป็นแค่คู่นอน!
ร้ายซ่อนรักฉบับโหด

ร้ายซ่อนรักฉบับโหด

617.8k การดู · เสร็จสิ้น · Yaygoh
เธอ คะนิ้ง นกน้อยที่หลงเข้าไปพัวพันกับเหล่านักแข่งใต้ดิน เธอแค่อยากตามหาน้องสาวที่หายตัวไป โดยไม่รู้เลยว่าความจริงที่รออยู่เบื้องหน้าโหดร้ายยิ่งกว่าขุมนรก

เขา ริกกี้ ชีวิตที่ไร้ซึ่งกฏเกณฑ์ หัวหน้าทีม RED SUN ผู้ซ่อนรอยร้าวไว้ใต้ใบหน้าแสนเลือดเย็น ความหื่นร้ายของเขาสยบผู้หญิงได้ทั่วราชอาณาจักร ยกเว้น...

ปัง!!
ใครจะคิดว่าในโลกนี้ยังมีคนโง่เอาตัวเข้าไปบังกระสุนให้คนอื่นโดยที่ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันเลย ทว่า เสียงกระสุนที่ดังขึ้นในวันนั้นกลับเป็นเหมือนด้ายแดงผูกโชคชะตาของหัวใจสองดวงเข้าไว้ด้วยกัน
เล่ห์รักซ่อนชู้

เล่ห์รักซ่อนชู้

32.9k การดู · เสร็จสิ้น · รินธารา
“ทำไมพี่คีรินต้องใจร้ายกับธิชาแบบนี้ด้วยคะ…พี่ไหมมีชู้แล้วมันเกี่ยวอะไรกับธิชาด้วย”
“ทำไมจะไม่เกี่ยว ธิชารู้เห็นเรื่องที่ไหมเขามีชู้ แล้วธิชาก็ปิดบังพี่เรื่องนี้…ทำให้พี่เป็นไอ้โง่ถูกไหมเขาสวมเขาให้ แล้วไหนจะลูกของไอ้ชู้นั่นที่ไหมเอามายัดเหยียดให้เป็นลูกของพี่อีก…เพราะฉะนั้นธิชาก็ลองมาปิดบังไหมเขาเรื่องที่เราเป็นชู้กันให้มิดละกัน…ไม่งั้นไหมเขาคงจะเสียใจน่าดู ถ้ารู้ว่าน้องสาวมาเป็นชู้กับผัวตัวเองแบบอย่างนี้..”
“พี่มันเลว…พี่มันชั่ว…ปล่อยนะคะ ธิชาไม่อยากจะให้คนเลวๆอย่างพี่มาแตะเนื้อต้องตัวธิชาอีก…”
“ด่าผัวตัวเองอย่างนี้น่ารักเลยนะ…สงสัยต้องทำโทษสักหน่อยแล้ว…แต่พวกเขาจะสงสัยไหมว่าทำไมเราสองคนถึงได้ออกมานานแบบนี้…”
“พี่ไม่มีวันได้….อื้อ….อือ….อื้อ….ปึก เพี๊ยะ….อย่าทำแบบนี้กับธิชาอีกนะคะ ไม่งั้นอย่าหาว่าธิชาไม่เตือน”
“หึๆ…ชอบแบบตบจูบก็ไม่บอก งั้นเดี๋ยวพี่จัดให้ อยากตบพี่นักใช่ไหมหึ…จุ๊บ….อื้อ….อืม…อือ…”
แอบรักรุ่นพี่ตัวร้าย

แอบรักรุ่นพี่ตัวร้าย

331.5k การดู · เสร็จสิ้น · Aoybabyz
เธอสาวมัธยมปลายไปสารภาพรักกับรุ่นพี่มหาลัยปี1แต่ก็โดนปฎิเสธกลับมา ผ่านไป3ปีพวกเขากลับมาเจอกันอีกครั้งในรั้วมหาลัย....แถมยังต้องให้มีเรื่องใกล้ชิดกันอีก
ภารกิจให้เป็นคู่เดทเป็นเวลา1อาทิตย์...
เกิดใหม่เป็นเมียของตัวร้าย...พลิกฐานะให้ร่ำรวยด้วยมิติวิเศษในยุค80

เกิดใหม่เป็นเมียของตัวร้าย...พลิกฐานะให้ร่ำรวยด้วยมิติวิเศษในยุค80

2.2k การดู · เสร็จสิ้น · อังกฤษ - อักษรสีทอง - ลูกปัด - นาคิม
ถูกหาว่าเป็นดาวไม้กวาดแล้วยังไง ในเมื่อฉันมีระบบมิติสุดเทพและสามีมาเฟียสายเปย์!

หลินเฟยเฟยตื่นขึ้นมาในร่างของเด็กสาวอาภัพที่ถูกทิ้งเพราะคำทำนายลวงโลก ปล่อยให้แฝดพี่สวมรอยเป็นหงส์ฟ้าเสวยสุขในบ้านเศรษฐี ส่วนเธอต้องทนลำบากแถมยังถูกใส่ร้ายจนตาย!
แต่ขอโทษที หลินเฟยเฟยคนใหม่นี้ไม่หมูเหมือนคนเก่า ในมือมีระบบแลกเปลี่ยนมิติสุดล้ำ สมองมีแผนธุรกิจระดับร้อยล้าน เธอจะพลิกโฉมสมุนไพรบ้านนอกให้กลายเป็นอาณาจักรเครื่องสำอางระดับชาติ ตอกหน้าแฝดพี่ดอกบัวขาวและอดีตคู่หมั้นเฮงซวยให้หงายหลัง!
แถมยังมีเซี่ยจินเหิง พญามารคุมตลาดมืดที่ใครๆต่างหวาดกลัว มาคอยตามป้วนเปี้ยนขอสมัครเป็นบอดี้การ์ดพ่วงตำแหน่งสามี... หึ ดาวไม้กวาดงั้นเหรอ คอยดูเถอะ ฉันจะกวาดเงินกวาดทองให้เกลี้ยงประเทศเลย!
ทาสรัก บำเรอชีกห์

ทาสรัก บำเรอชีกห์

19.4k การดู · เสร็จสิ้น · ท้องฟ้าและทุ่งหญ้า
เรื่องรักดราม่า ร้อนแรง ของชีกห์จอมปากแข็งและใจร้าย กับหญิงสาวชาวไทยที่เขาเกลียด!

เธอคือสาวใช้คนสนิทของภรรยาชีกห์การิม แค่แหงนหน้าขึ้นมองใบหน้าหล่อเหลาของเขา เธอยังไม่กล้า
แล้วจะให้เธอยืนเปลื้องผ้าต่อหน้าเขาเนี่ยนะ?!
โซ่ปรารถนา คุณหมอศัลย์

โซ่ปรารถนา คุณหมอศัลย์

141.6k การดู · เสร็จสิ้น · CORDIA/เดือนสิบ
"ครั้งเดียว...ท้องได้ไงวะ น้ำยาของเขามันแรงจริง ๆ"
'อังคณา' พยาบาลสาวจบใหม่ประชดรักหักหลังด้วยการปล่อยตัวปล่อยใจไปกับค่ำคืนวันไนท์สแตนท์ เธอคิดว่ามันจะเป็นแค่ความทรงจำตื่นสายที่แยกย้ายแล้วจบกัน แต่ใครจะคิดว่า 'กระสุนนัดเดียว' ของชายแปลกหน้าในคืนนั้นจะแม่นยำจนทำให้เธอตั้งครรภ์!
และที่ช็อกยิ่งกว่า... คือพ่อของลูกดันเป็นถึง 'นายแพทย์ภาคินทร์' ศัลยแพทย์หนุ่มสุดเนี้ยบ ทายาทตระกูลมหาเศรษฐีอันดับต้น ๆ ของประเทศ แถมเขายังเป็นหมอในโรงพยาบาลที่เธอทำงานอยู่ด้วย!
การแต่งงานสายฟ้าแลบเกิดขึ้นตามคำสั่งของประมุขตระกูล ภาคินทร์ยอมรับผิดชอบทุกอย่าง ทว่าเขากลับสวมหน้ากากเฉยชาและบอกว่าทั้งหมดคือ ‘หน้าที่’ ทำให้อังคณาต้องเจียมตัว รักษาระยะห่างเพื่อไม่ให้เขาอึดอัด
โดยที่เธอไม่เคยรู้เลยว่า... ภายใต้แววตานิ่งสนิทคู่นั้น หมอหนุ่มแทบจะบ้าตายทุกครั้งที่มีชายอื่นเข้าใกล้เธอ!
เมื่อความลับใต้พรมเริ่มปะทุ และวิกฤตร้ายแรงในครรภ์เข้าขั้นวิกฤต คุณหมอผู้ไร้ความรู้สึกจะทำอย่างไร เมื่อรู้ว่า ‘หน้าที่’ นี้... แท้จริงแล้วมันคือ ‘ความปรารถนา’ ที่เขาอยากครอบครองเธอมาตั้งแต่แรกพบ
พิษรักคุณหมอ

พิษรักคุณหมอ

447k การดู · เสร็จสิ้น · เพียงเม็ดทราย
"มีนอยากกินน้ำอุ่นค่ะ" "ที่ห้องไม่มีน้ำอุ่นหรอก เอาอย่างอื่นแทนไหม...อุ่นเหมือนกัน" นอกจากฝีมือผ่าตัดคุณหมอฟันยังเหลี่ยมจัดอีกด้วย
มนต์มีนาคือหญิงสาวที่ครอบครัวของพิชยะให้ความช่วยเหลือตอนเธอไร้ที่พึ่ง นอกจากนี้เธอยังเป็นเพื่อนสนิทของน้องสาวตัวแสบ
การได้อยู่ร่วมชายคากันทำให้เขาและเธอเกิดความชิดใกล้ จนอยู่มาวันหนึ่ง..เพื่อนของน้องสาวดันริจะมีแฟน เขี้ยวเล็บที่พิชยะซ่อนเอาไว้อย่างดีจึงค่อย ๆ งอกออกมา
เขารุกและอ่อยเธออย่างหนักจนหัวใจของมนต์มีนาอ่อนปวกเปียกเหลวเป็นวุ้น ยอมเป็นแมงเม่าโบยบินเข้าไปในกองไฟด้วยตัวเองสปอยล์เนื้อหาบางส่วน

“เฮียไม่ชอบให้มีนสนิทสนมกับผู้ชายคนอื่น หวง…เข้าใจไหม” เขากระซิบชิดริมหูของเธอ
"แต่เราสองคนไม่ได้เป็นอะไรกันนะคะ”
"ต้องเป็นก่อนใช่ไหมถึงจะหวงได้” สายตาที่มองลงมาเจิดจ้าลุกวาวชวนให้มนต์มีนาหนาวเยือกเย็นขึ้นมา ทั้งที่อุณหภูมิในห้องไม่ได้ส่งผลต่อร่างกาย
“ทำไมไม่ตอบล่ะ” เสียงของพิชยะใกล้เข้ามาลมหายใจร้อนผ่าวเจือกลิ่นเหล้ากรุ่นอยู่ข้างแก้ม แล้วฉวยโอกาสหนึ่งสอดแทรกลิ้นเข้ามาในโพรงปากแล้วบดเบียด ลิ้นอุ่นครูดสีไปกับเรียวลิ้นเล็กอย่างเนิบช้าแต่ไม่อ่อนโยน

โปรดระวัง คืนหมาหอน แต่จะเป็นหมาหรือหมอต้องดูดี ๆ
รักร้อน ซ่อนเกียร์ร้าย

รักร้อน ซ่อนเกียร์ร้าย

607.3k การดู · เสร็จสิ้น · ชาไทยเย็น
"อย่าขัดใจฉัน ไม่อย่างนั้นก็อย่าหวังว่าจะคลานลงจากเตียงได้ ได้ยินมั้ยมะนาว!"

เดือนมหาวิทยาลัย 4 ปี ซ้อนอย่าง "เซย์จิ" หล่อ รวย เด็กท็อปคณะวิศวะ เจ้าชู้ เอาแต่ใจตัวเอง ไม่สนใจใคร ไม่คบกับใครจริงจัง เปลี่ยนผู้หญิงเป็นว่าเล่น

แต่ใครจะรู้ว่า เขาจะแพ้ทาง แม่เด็กเนิร์ดที่ทั้งเฉิ่มและดูจืดชืดต่างกับชื่อของเธออย่าง...

"มะนาว" สาวน้อยนักศึกษาคณะนิติศาสตร์ ปี 2 เธอ... เป็นลูกสาวแม่บ้าน ในบ้านของเขา

คืนเดียวที่เปลี่ยนชีวิตเขาและเธอไปตลอดกาล....

"ช่วยด้วย ยัยบ้านั่น! เมียน้อยพ่อฉัน..."

เขาถูกเมียน้อย หรือแม่เลี้ยงคนล่าสุดของพ่อ วางยา!

พอหนีมาได้ ก็เจอเธอที่เอาของขึ้นมาเก็บ หลังจากคืนเร่าร้อนผ่านไป ชีวิตของมะนาวก้ไม่เคยเหมือนเดิมอีกเลย

เธอยิ่งหนี ไม่อยากถลำลึก แต่เขากลับไม่ยอมปล่อย และตามติดเธอไปทุกที่

โดยขอแม่เธอว่า "ผมต้องการแม่บ้านที่คอนโด"

สุดท้ายมะนาวก็ต้องทำหน้าที่แม่บ้าน และบริการเขาทั้งวัน.... ทั้งคืน แต่ทว่า....

ทุกอย่างมันไม่ได้ง่ายแบบนั้น เพราะผู้หญิงรอบตัวเขา ที่คอยมาวุ่นวายกับเธอ

และเธอเองก็มีคนอื่น ที่เข้ามาจีบอยุ่ไม่น้อย

ทำให้เซย์จิ ปลุกซาตานในตัวขึ้นมา และตามหึงหวงเธอไปทุกที่

ทำเอามหาวิทยาลัยแทบลุกเป็นไฟ!!

"ถ้ากล้าคุยกับมันต่อหน้าฉันอีก ระวังเธอจะตาคาเตียงนะมะนาว!!"

ฝากติดตามความหึงหวงของไอ้โบ้ตัวใหม่ ที่ปากร้าย "ขึ้นอย่างหงส์ ลงอย่างเอ๋ง..." ด้วยนะคะ