บทที่ 4 ตอนที่4 ความเจ็บที่เธอซ่อนไว้

ตอนที่4

ความเจ็บที่เธอซ่อนไว้

มินตรากลืนก้อนสะอื้นลงคอ เธออยากบอกความจริง อยากบอกว่าเธอไม่ได้เป็นคนที่คุณหญิงควรฝากหัวใจของลูกชายไว้ด้วย แต่เมื่อเห็นน้ำตาซึมในดวงตาหญิงสูงวัย เธอกลับทำได้เพียงบีบมืออีกฝ่ายเบา ๆ

“คุณหญิงต้องอยู่ดูปรินทร์มีความสุขไปนาน ๆ นะคะ อย่าเพิ่งพูดเหมือนจะไปไหนเลยค่ะ” มินตราพูดจากใจจริง ไม่ใช่บทบาทตามสัญญา

ปรินทร์หันมามองเธออีกครั้ง คราวนี้สายตาของเขาหยุดอยู่บนใบหน้าอ่อนหวานนานกว่าที่ควร เธอพูดกับแม่เขาเหมือนห่วงใยจริง ทั้งที่ไม่มีใครบังคับให้พูดประโยคนั้น ไม่มีข้อกำหนดใดในสัญญาที่บอกว่าเธอต้องทำให้เสียงตัวเองสั่นน้อย ๆ เหมือนกลัวสูญเสียคนตรงหน้าไปจริง ๆ

“แม่จะพยายามอยู่ ถ้าหนูมินสัญญาว่าจะอยู่กับปรินทร์” คุณหญิงภาวินีพูดต่อ

หัวใจของมินตราหยุดไปหนึ่งจังหวะ เธอรู้สึกว่ามือของปรินทร์ที่ทาบอยู่บนมือเธอหนักขึ้นเล็กน้อย คล้ายเตือนให้เธอตอบอย่างระวัง

หญิงสาวค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองคุณหญิงภาวินี ดวงตาหวานมีความเจ็บที่เธอซ่อนไว้สุดกำลัง ก่อนเอ่ยออกมาอย่างนุ่มนวล

“มินจะทำหน้าที่ของมินให้ดีที่สุดค่ะ คุณหญิงไม่ต้องกังวลนะคะ” เธอตอบเลี่ยงคำว่าสัญญา แต่ในความรู้สึกของคนฟัง นั่นก็เพียงพอแล้ว

คุณหญิงภาวินียิ้มออกมาอย่างโล่งใจ ไม่นานนักความเหนื่อยจากการตื่นเต้นก็ทำให้เธออ่อนเพลีย ปรินทร์สั่งให้ป้านวลเตรียมยาและให้แม่พักผ่อน มินตราช่วยปรับหมอน ห่มผ้า และวางแก้วน้ำในระยะเอื้อมถึงอย่างคล่องแคล่วโดยไม่ต้องมีใครบอก

เมื่อคนป่วยหลับลงในที่สุด ปรินทร์จึงก้าวออกจากห้อง มินตราปล่อยมือคุณหญิงภาวินีอย่างเบาที่สุด ก่อนเดินตามเขาออกไป

ทันทีที่ประตูห้องปิดลง สัมผัสอบอุ่นบนแผ่นหลังและมือของเธอก็หายไปเหมือนไม่เคยเกิดขึ้น ปรินทร์ถอยห่างจากเธอหนึ่งก้าวอย่างชัดเจน ราวกับการใกล้ชิดเมื่อครู่เป็นเพียงฉากละครที่จบลงแล้ว ความว่างเปล่าที่เกิดขึ้นรวดเร็วจนมินตราเจ็บลึกอย่างไม่ทันตั้งตัว

“คุณทำได้ดีต่อหน้าแม่ผม” เขาพูดขึ้น น้ำเสียงกลับมาเย็นชาเหมือนเดิม

“มินดีใจที่คุณหญิงดูสบายใจขึ้นค่ะ” เธอตอบอย่างสุภาพ พยายามไม่แสดงความรู้สึกกับระยะห่างที่เขาจงใจสร้าง

“จำไว้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในห้องเมื่อครู่เป็นหน้าที่ ไม่ใช่ความสัมพันธ์จริง” เขากล่าวต่อโดยไม่อ้อมค้อม

มินตราชะงักเล็กน้อย ก่อนหันไปสบตาเขา

“มินยังไม่ได้เข้าใจผิดอะไรค่ะ คุณหมอไม่จำเป็นต้องย้ำทุกครั้งก็ได้” เธอพูดเสียงเบา แต่ปลายเสียงมีรอยเจ็บจาง ๆ

ปรินทร์มองเธอนิ่ง“ผมย้ำ เพราะคนเรามักเข้าใจผิดง่ายเวลาต้องแสดงอะไรซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน” เขาตอบ

“หรือคุณหมอกลัวว่าคนที่เข้าใจผิดจะไม่ใช่มินคะ” เธอถามออกไปอย่างไม่ทันยั้งปาก

บรรยากาศบริเวณทางเดินเงียบลงทันที ป้านวลที่ยืนอยู่ห่างออกไปทำทีเป็นจัดแจกันดอกไม้ ไม่กล้าหันมามอง ส่วนปรินทร์นิ่งสนิท ดวงตาคมเข้มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

มินตรารู้ตัวว่าพูดเกินไป จึงรีบก้มหน้าลง

“มินขอโทษค่ะ มินเหนื่อย เลยพูดไม่คิด” เธอกล่าวอย่างสุภาพ แม้ในใจยังมีความขมขื่น

ปรินทร์ไม่ตอบทันที เขาเพียงมองผู้หญิงตรงหน้าราวกับกำลังชั่งน้ำหนักว่าเธอเป็นคนแบบไหนกันแน่ อ่อนโยนจนทำให้แม่เขายิ้มได้ แต่ก็ไม่ได้อ่อนแอจนยอมถูกเหยียบโดยไม่ตอบโต้

“ตามมา ผมจะพาไปดูห้อง” เขาพูดในที่สุด แล้วเดินนำขึ้นบันไดใหญ่ไปชั้นบน

มินตราเดินตามเงียบ ๆ บันไดหินอ่อนกว้างขวางทอดขึ้นไปยังชั้นสอง ผนังสองข้างประดับภาพถ่ายครอบครัวเก่า ๆ ภาพหนึ่งเป็นภาพคุณหญิงภาวินีในวัยสาวยืนกอดเด็กชายหน้าตาหล่อเหลา ดวงตาของเด็กชายในภาพสดใสกว่าปรินทร์คนปัจจุบันมาก มินตราเผลอหยุดมองอยู่นิดหนึ่ง

เด็กชายในภาพยิ้มบาง ๆ ให้กล้อง มือเล็กจับชายเสื้อของแม่เหมือนกลัวพลัดหลง ยากจะเชื่อว่าเด็กคนนั้นจะเติบโตมาเป็นผู้ชายที่พูดคำว่า “ความเมตตาไม่ใช่ความรัก” ได้โดยไม่สะทกสะท้าน

“มีอะไร” ปรินทร์ถามเมื่อเห็นเธอหยุดเดิน

“ไม่มีค่ะ มินแค่เห็นรูปคุณตอนเด็ก” เธอตอบตามตรง

เขาหันไปมองภาพนั้นเพียงแวบเดียว สีหน้าไม่เปลี่ยน แต่แววตาลึกลงจนเหมือนมีประตูบางบานปิดลงทันที

“รูปเก่า ไม่มีอะไรน่าสนใจ” เขาพูดสั้น ๆ แล้วเดินต่อ

มินตราไม่ได้ตอบ แต่ในใจกลับเกิดคำถาม เงียบ ๆ ว่าอะไรทำให้เด็กชายที่เคยดูอ่อนโยนในรูป กลายเป็นผู้ชายเย็นชาตรงหน้าเธอได้ถึงเพียงนี้

ห้องนอนใหญ่ของปรินทร์อยู่ปลายทางเดินด้านในสุด เมื่อประตูถูกเปิดออก มินตราก็ได้กลิ่นสะอาดเย็นของห้องที่ถูกจัดไว้อย่างไร้ที่ติ ห้องกว้างมากกว่าห้องเช่าทั้งห้องของเธอหลายเท่า เตียงขนาดใหญ่ตั้งอยู่กลางห้อง ผ้าปูสีเทาเข้มเรียบตึงราวกับไม่มีใครเคยนอน โต๊ะทำงานเล็กอยู่มุมหนึ่ง ชั้นหนังสือเต็มไปด้วยตำราการแพทย์และแฟ้มเอกสาร ส่วนอีกด้านเป็นประตูเชื่อมไปยังห้องแต่งตัวและห้องน้ำส่วนตัว

ทุกอย่างในห้องนี้สะท้อนตัวตนของเจ้าของได้ดี สวยงาม เรียบหรู เป็นระเบียบ และเย็นจนแทบไม่มีชีวิต

“คุณจะอยู่ห้องนี้” ปรินทร์พูด

มินตราหันไปมองเขาทันที“อยู่ห้องเดียวกับคุณหมอหรือคะ” เธอถามอย่างตกใจ ก่อนรีบแก้คำเรียก “กับปรินทร์หรือคะ”

“แม่ผมอาจขึ้นมาหา หรือให้ป้านวลขึ้นมาตามคุณได้ทุกเมื่อ ถ้าเราแยกห้องกัน ทุกอย่างจะผิดสังเกต” เขาอธิบายอย่างเป็นเหตุเป็นผล

มินตรามองเตียงใหญ่กลางห้องแล้วรู้สึกใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้ แม้รู้ว่าเขาคงไม่ได้มีเจตนาเช่นนั้น แต่การต้องอยู่ห้องเดียวกับผู้ชายที่เป็นสามีตามกฎหมายย่อมทำให้เธออึดอัด

ปรินทร์เห็นท่าทางของเธอแล้วเอ่ยเสียงเรียบ

“ไม่ต้องทำหน้าเหมือนผมกำลังคิดจะทำอะไรคุณ ผมไม่แตะต้องผู้หญิงที่อยู่ในสัญญา ถ้าไม่จำเป็น”

คำพูดนั้นควรทำให้เธอโล่งใจ แต่กลับทำให้เจ็บอย่างประหลาด มินตราก้มหน้าลงเล็กน้อยเพื่อซ่อนแววตา

“มินไม่ได้คิดแบบนั้นค่ะ แค่ยังไม่ทันตั้งตัวว่าจะต้องใช้ห้องเดียวกัน” เธอตอบ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป