บทที่ 5 ตอนที่5 ตรงไหนไม่มีสิทธิ์ก้าวล้ำ
ตอนที่5
ตรงไหนไม่มีสิทธิ์ก้าวล้ำ
ปรินทร์เดินไปเปิดประตูห้องแต่งตัว ด้านในกว้างขวาง มีตู้เสื้อผ้าบานสูงเรียงเต็มผนัง เขาชี้ไปยังตู้เล็กฝั่งซ้ายสุด
“ของคุณอยู่ส่วนนั้น ผู้ช่วยผมจัดเสื้อผ้าและของใช้ที่จำเป็นไว้ให้แล้ว ถ้ายังขาดอะไรให้บอกป้านวล อย่าเอาของไปวางปะปนกับของผม ส่วนเอกสารส่วนตัวของผม หนังสือ และโต๊ะทำงาน ห้ามแตะต้องโดยไม่ได้รับอนุญาต”
มินตรายืนฟังเงียบ ๆ ทุกประโยคเหมือนเส้นขีดที่เขาวาดลงบนพื้นทีละเส้น เพื่อบอกว่าเธอสามารถยืนตรงไหนได้ และตรงไหนไม่มีสิทธิ์ก้าวล้ำ
“ค่ะ มินจะระวัง ไม่ยุ่งกับของส่วนตัวของคุณ” เธอตอบอย่างพยายามรักษาศักดิ์ศรี
ปรินทร์เดินกลับออกมาที่ห้องนอน แล้วชี้ไปยังโซฟายาวริมหน้าต่าง
“คุณนอนตรงนั้น” เขาพูดสั้น ๆ
มินตรามองโซฟาตัวนั้นแล้วเงียบไป มันดูนุ่มและกว้างพอให้นอนได้ แต่คำว่า “คุณนอนตรงนั้น” กลับเหมือนตอกย้ำว่า เธอเป็นภรรยาเพียงในสายตาคนอื่น ไม่ใช่ในพื้นที่ส่วนตัวของเขา
“ได้ค่ะ มินนอนตรงนั้นได้” เธอตอบ
“ผมจะให้คนเอาผ้าห่มกับหมอนเพิ่มมาให้” เขาพูดต่อ
“ไม่เป็นไรค่ะ ถ้ามีหมอนใบเดียวกับผ้าห่ม บาง ๆ ก็พอ มินไม่อยากรบกวนใครมากกว่านี้” เธอกล่าวด้วยความเกรงใจตามนิสัย
ปรินทร์หันมามองเธอเล็กน้อย “ที่นี่มีคนรับใช้ พวกเขารับเงินเพื่อทำงาน คุณไม่จำเป็นต้องเกรงใจจนทำให้ตัวเองลำบาก” เขาพูด
“มินรู้ค่ะ แต่การที่ใครสักคนได้รับเงิน ไม่ได้แปลว่าเราควรใช้เขาโดยไม่เห็นใจนะคะ” เธอตอบออกไปอย่างเป็นธรรมชาติ
ปรินทร์นิ่งไป คำพูดของเธอไม่ได้รุนแรง แต่กลับสะกิดบางอย่างในใจเขาอย่างประหลาด เขาไม่ชอบความรู้สึกนั้น จึงเลือกตัดบท
“คุณพักได้แล้ว พรุ่งนี้เราต้องไปจดทะเบียน และหลังจากนั้นแม่ผมจะเริ่มแผนการรักษาใหม่” เขากล่าว
“ค่ะ” มินตราตอบสั้น ๆ แล้วเดินไปวางกระเป๋าใกล้โซฟา
เธอนั่งลงเงียบ ๆ เปิดกระเป๋าใบเล็กออกเพื่อหยิบชุดนอนและของใช้ส่วนตัว มือเรียวจัดของอย่างประณีต แม้มีพื้นที่เพียงมุมเล็ก ๆ ของห้องใหญ่โตเกินจำเป็น เธอวางสมุดบันทึกเล่มเก่าลงบนโต๊ะข้างโซฟาอย่างทะนุถนอม สมุดนั้นเป็นของอย่างเดียวที่เธอรู้สึกว่าเป็นบ้านของตัวเองในเวลานี้
ปรินทร์ถอดสูทออกแขวนไว้บนพนักเก้าอี้ ก่อนพับแขนเสื้อเชิ้ตขึ้นอย่างเคยชิน มินตราไม่ได้ตั้งใจมอง แต่สายตาเธอเหลือบไปเห็นรอยแผลเป็นยาวจาง ๆ บนหลังมือและข้อมือของเขา รอยนั้นดูเก่าแล้ว แต่ยังชัดพอให้รู้ว่าเคยลึกไม่น้อย
“แผลที่มือ...” เธอหลุดปากถาม ก่อนหยุดตัวเองไม่ทัน
ปรินทร์ชะงัก มือที่กำลังปลดกระดุมแขนเสื้อหยุดนิ่ง เขาหันมามองเธอด้วยสายตาเย็นขึ้นทันที
มินตรารีบอธิบาย
“มินขอโทษค่ะ มินไม่ได้ตั้งใจยุ่งเรื่องส่วนตัว แค่เห็นว่าแผลดูเหมือนเคยลึกมาก เลยเผลอถาม” เธอกล่าวอย่างสุภาพ
“อุบัติเหตุในห้องผ่าตัดนานแล้ว ไม่มีอะไร” เขาตอบห้วนกว่าทุกครั้ง
“ยังปวดอยู่ไหมคะ บางทีแผลเก่าถ้าใช้มือเยอะ ๆ อาจตึงหรือเจ็บได้ มินเคยดูแลคนไข้ที่มีแผลผ่าตัดเก่า เขาจะปวดเวลาฝนอากาศเย็นค่ะ” เธอพูดด้วยความห่วงใยจริงใจ เพราะเห็นแผลแล้วนึกถึงคนไข้หลายคนที่เธอเคยดูแล
ปรินทร์มองเธอนิ่ง ดวงตาคมมีประกายบางอย่างไหววูบเหมือนไม่คุ้นกับการถูกถามเช่นนี้โดยไม่มีผลประโยชน์แฝง แต่เพียงครู่เดียว เขาก็ปิดทุกอย่างด้วยถ้อยคำเย็นชา
“อย่าทำเหมือนเป็นภรรยาจริง ๆ ของผม” เขาพูดเสียงต่ำ “ความห่วงใยของคุณไม่ได้อยู่ในสัญญา”
มินตรานิ่งไป รอยเจ็บแล่นผ่านหัวใจอย่างรวดเร็ว เธอรู้สึกเหมือนความปรารถนาดีเล็ก ๆ ที่ยื่นออกไปถูกเขาปัดทิ้งลงพื้นอย่างไม่ใยดี
“ค่ะ ต่อไปมินจะระวังไม่ห่วงเกินหน้าที่” เธอตอบเสียงเบา แต่ยังพยายามไม่ให้สั่น
ปรินทร์เห็นแววตาของเธอและรู้ว่าเขาพูดแรงเกินไป แต่ความรู้สึกผิดที่เพิ่งก่อตัวถูกเขากดทับลงไปทันทีด้วยเหตุผลเดิม ผู้หญิงคนนี้อยู่ที่นี่เพราะสัญญา เขาไม่ควรเปิดช่องให้ความอ่อนโยนเล็ก ๆ กลายเป็นความเข้าใจผิดในอนาคต
“ดี” เขาตอบสั้น ๆ แล้วเดินเข้าห้องน้ำไป
เมื่อประตูห้องน้ำปิดลง มินตราจึงปล่อยลมหายใจที่กลั้นไว้ออกมา เธอนั่งนิ่งอยู่บนโซฟา ก้มมองมือของตัวเองซึ่งยังจำสัมผัสของคุณหญิงภาวินีและปรินทร์ได้ในเวลาเดียวกัน มือหนึ่งอ่อนแรงและเต็มไปด้วยความหวัง อีกมือหนึ่งแข็งแรง อบอุ่น แต่เย็นชาราวกับไม่เคยรู้จักการถนอม
เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดดูรูปเมธาวินที่ถ่ายไว้ในโรงพยาบาล น้องชายยิ้มซีด ๆ ให้กล้องพร้อมยกนิ้วสู้ ๆ เหมือนปลอบเธอมากกว่าปลอบตัวเอง มินตรายิ้มทั้งน้ำตาคลอ
“พี่ทำถูกแล้วใช่ไหมวิน” เธอกระซิบเบา ๆ “ถ้าสิ่งที่พี่เสียไปทำให้วินได้รักษาต่อ พี่ก็ต้องทนได้ใช่ไหม”
ไม่มีคำตอบจากรูปถ่าย มีเพียงความเงียบของห้องกว้างและเสียงน้ำไหลจากห้องน้ำที่ยิ่งทำให้เธอรู้สึกโดดเดี่ยว
คืนนั้น มินตรานอนบนโซฟาริมหน้าต่างจริง ๆ ป้านวลนำผ้าห่มกับหมอนนุ่มมาให้ด้วยสีหน้าเห็นใจ แต่ไม่กล้าถามอะไรมาก หญิงสาวขอบคุณอย่างนอบน้อม ก่อนปิดไฟหัวเตียงฝั่งตัวเอง เหลือเพียงแสงสลัวจากสวนด้านนอกลอดผ่านผ้าม่านเข้ามา
ปรินทร์นอนบนเตียงใหญ่ ห่างจากเธอไม่กี่เมตร แต่ความห่างนั้นเหมือนข้ามคนละฟากฟ้า เขานอนตะแคงหันหลังให้เธอ ตั้งใจจะหลับเหมือนทุกคืน ทว่าเสียงขยับตัวเบา ๆ บนโซฟากลับรบกวนความสงบของเขาอย่างไม่น่าให้อภัย
มินตราไม่ได้คร่ำครวญ ไม่ร้องไห้เสียงดัง เธอเพียงพลิกตัวอย่างระวัง เพราะคงไม่คุ้นกับที่นอนใหม่ และคงไม่อยากส่งเสียงให้เขารำคาญ ความเกรงใจเงียบ ๆ ของเธอกลับทำให้ปรินทร์หงุดหงิดยิ่งกว่าเสียงร้องไห้เสียอีก เขาบอกตัวเองว่าไม่ควรสนใจ
แต่ไม่นานนัก เสียงเคาะประตูรัว ๆ ก็ดังขึ้นกลางดึก
“คุณปรินทร์คะ คุณมินตราคะ คุณหญิงอาการไม่ค่อยดีค่ะ ท่านตื่นขึ้นมาแล้วหายใจเร็ว ถามหาคุณมินตราตลอดเลยค่ะ” เสียงป้านวลดังจากหน้าประตูอย่างตื่นตระหนก
มินตราลุกพรวดขึ้นจากโซฟาทันทีจนผ้าห่มร่วงลงพื้น เธอไม่สนใจว่าตัวเองยังอยู่ในชุดนอนเรียบร้อย ไม่สนใจผมที่ยุ่งเล็กน้อย รีบคว้าเสื้อคลุมขึ้นมาสวมแล้วเดินไปเปิดประตูก่อนปรินทร์ด้วยซ้ำ
“คุณหญิงเป็นนานหรือยังคะป้านวล ความดันขึ้นมากไหมคะ ได้เรียกพยาบาลประจำบ้านหรือยัง” มินตราถามเป็นชุด น้ำเสียงตื่นแต่ไม่ลน เธอเริ่มจัดการสถานการณ์อย่างเป็นธรรมชาติ
“เพิ่งตื่นเมื่อครู่นี้ค่ะ พยาบาลกำลังดูอยู่ แต่ท่านไม่ยอมให้วัดความดัน เอาแต่เรียกหาคุณมินตราค่ะ” ป้านวลตอบอย่างร้อนใจ
“มินจะลงไปเดี๋ยวนี้ค่ะ” เธอกล่าว แล้วรีบเดินตามป้านวลออกไปทันที
ปรินทร์ซึ่งเพิ่งลุกจากเตียงหยุดมองแผ่นหลังเล็ก ๆ ที่รีบหายไปทางบันได ดวงตาคมมีประกายไม่เข้าใจปะปนอยู่ในความนิ่ง เธอเพิ่งถูกเขาพูดทำร้ายไม่กี่ชั่วโมงก่อน เพิ่งถูกบอกว่าอย่าทำตัวเป็นภรรยาจริง ๆ แต่เมื่อแม่ของเขามีอาการ เธอกลับวิ่งไปโดยไม่ลังเล ไม่ถามว่าอยู่ในหน้าที่หรือไม่ ไม่รอคำสั่งจากเขาเลยสักคำ
ปรินทร์สวมเสื้อคลุมแล้วรีบตามลงไป เมื่อถึงห้องพักของคุณหญิงภาวินี มินตราก็นั่งอยู่ข้างเตียงแล้ว เธอจับมือคนป่วยไว้แน่น ใช้น้ำเสียงนุ่มนวลปลอบให้หญิงสูงวัยมองหน้าเธอแทนเครื่องมือแพทย์รอบตัว
“คุณหญิงคะ มินอยู่ตรงนี้แล้วนะคะ หายใจตามมินนะคะ ค่อย ๆ หายใจเข้า แล้วผ่อนออกช้า ๆ แบบนี้ค่ะ ไม่ต้องกลัวนะคะ ไม่มีใครทิ้งคุณหญิงไว้คนเดียวค่ะ” มินตราพูดทีละคำอย่างมั่นคง พลางยกมืออีกข้างแตะหลังมือคนไข้เป็นจังหวะช้า ๆ
คุณหญิงภาวินีหอบเล็กน้อย ดวงตาเต็มไปด้วยความตื่นกลัว แต่เมื่อเห็นมินตราอยู่ตรงหน้า สีหน้าก็ค่อย ๆ คลายลง
“หนูมิน... แม่ฝันว่าหนูไปแล้ว ฝันว่าปรินทร์ทิ้งแม่ไว้คนเดียวอีกแล้ว” คนป่วยพูดเสียงสั่น น้ำตาไหลซึมออกจากหางตา
“มินไม่ได้ไปไหนค่ะ มินอยู่ในบ้านนี้ อยู่ใกล้ ๆ คุณหญิงนี่เอง ถ้าคุณหญิงเรียก มินก็จะมา” มินตราตอบโดยลืมไปชั่วขณะว่านี่คือคำพูดที่อาจผูกมัดตัวเองมากเกินไป
ปรินทร์ยืนอยู่หน้าประตู ได้ยินทุกคำ คำว่า “ถ้าคุณหญิงเรียก มินก็จะมา” ไม่ได้ถูกพูดเหมือนหน้าที่ ไม่ได้มีน้ำหนักของการแสดง แต่มันมีความอ่อนโยนจริงแทบล้นออกมาจากเสียงของเธอ พยาบาลประจำบ้านค่อย ๆ วัดความดันอีกครั้ง คราวนี้คุณหญิงยอมให้ทำอย่างสงบขึ้น มินตรายังคงจับมือและชวนคุยเรื่องดอกไม้ในสวน เรื่องอาหารเช้าที่อยากให้คุณหญิงลองกิน และเรื่องนิทานดอกไม้ที่เคยเล่าให้ฟังในโรงพยาบาล
ไม่นานนัก อัตราการเต้นของหัวใจบนจอก็ลดลง ความดันเริ่มนิ่ง คุณหญิงภาวินีหลับลงอีกครั้งโดยยังจับมือมินตราไว้
ห้องทั้งห้องผ่อนคลายลงพร้อมเสียงถอนหายใจของป้านวลและพยาบาล
“คุณมินตราเก่งมากเลยค่ะ” ป้านวลกระซิบด้วยความโล่งใจ “ถ้าไม่ได้คุณมินตรา ป้าก็ไม่รู้จะทำยังไง”
มินตรายิ้มจาง ๆ ใบหน้าซีดเพราะเพิ่งตื่นกลางดึก แต่แววตายังอบอุ่น
“มินไม่ได้เก่งหรอกค่ะป้านวล แค่คุณหญิงกำลังกลัว ถ้าเราทำให้ท่านรู้สึกว่ามีคนอยู่ด้วย ท่านก็จะค่อย ๆ สงบเองค่ะ” เธอตอบเบา ๆ
ปรินทร์มองภาพนั้นเงียบ ๆ ความรู้สึกบางอย่างเคลื่อนผ่านหัวใจเขาอีกครั้ง คราวนี้ชัดเจนกว่าทุกครั้ง แต่เขายังไม่ยอมรับว่ามันคืออะไร
มินตราหันมาเห็นเขายืนอยู่ตรงประตูพอดี เธอรีบวางมือคุณหญิงลงอย่างเบาที่สุด ก่อนลุกขึ้นยืน
“คุณหญิงอาการนิ่งขึ้นแล้วค่ะ พยาบาลวัดความดันเมื่อครู่ก็ดีขึ้นมาก แต่มินคิดว่าคืนนี้ควรเปิดไฟหัวเตียงไว้ครึ่งหนึ่ง และอย่าให้ห้องเงียบเกินไปนะคะ ถ้าคุณหญิงตื่นมาแล้วเห็นว่ามืดมาก ท่านอาจตกใจอีก” เธอรายงานด้วยน้ำเสียงสุภาพ ราวกับลืมไปว่าก่อนหน้านี้เขาเคยบอกว่าไม่ต้องสอนหมอดูแลแม่ตัวเอง
คราวนี้ ปรินทร์ไม่ได้ตัดบททันที เขามองหน้าเธอนิ่งอยู่นาน ก่อนพยักหน้าเพียงเล็กน้อย
“ขอบคุณ” เขาพูดสั้น ๆ
มินตราชะงัก เพราะไม่คิดว่าจะได้ยินคำนั้นจากเขา น้ำเสียงของเขาไม่ได้อ่อนโยนมากนัก แต่ก็ไม่เย็นชาเท่าทุกครั้ง เธอจึงก้มหน้ารับ
“มินทำตามหน้าที่ค่ะ” เธอตอบ ประโยคนั้นควรทำให้ปรินทร์พอใจ เพราะมันคือสิ่งที่เขาต้องการให้เธอจำไว้เสมอ แต่ด้วยเหตุผลบางอย่าง เขากลับรู้สึกไม่ชอบใจนักเมื่อเธอใช้คำว่า “หน้าที่” กับความอ่อนโยนที่เขาเพิ่งเห็นด้วยตาตัวเอง
มินตราเดินออกจากห้องพักของคุณหญิงภาวินีอย่างเงียบ ๆ ปรินทร์เดินตามมา ทั้งสองกลับขึ้นชั้นบนโดยไม่มีใครพูดอะไร บรรยากาศระหว่างทางเงียบ แต่ไม่เหมือนเดิมเสียทีเดียว
เมื่อกลับถึงห้องนอน มินตราเก็บผ้าห่มที่ร่วงอยู่บนพื้นขึ้นมาพับอย่างเรียบร้อย เธอกำลังจะนอนลงบนโซฟาอีกครั้ง แต่เสียงของปรินทร์ดังขึ้นจากด้านหลัง
“ถ้าคุณต้องลงไปหาแม่ผมกลางดึกบ่อย ๆ โซฟาอาจทำให้คุณพักไม่พอ” เขาพูด
มินตราหันกลับไปมองเขาอย่างไม่เข้าใจ
“ไม่เป็นไรค่ะ มินนอนได้ คุณหมอ... เอ่อ ปรินทร์ไม่ต้องกังวลค่ะ” เธอตอบอย่างระมัดระวัง
ปรินทร์เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนพูดเสียงเรียบ “ผมไม่ได้กังวล ผมแค่ไม่อยากให้คุณป่วย เพราะถ้าคุณป่วย แผนการรักษาแม่ผมจะมีปัญหา”
คำอธิบายนั้นทำให้ความอบอุ่นเล็ก ๆ ที่เพิ่งเกิดในใจมินตราดับลงอย่างรวดเร็ว เธอยิ้มบาง ๆ ให้เขา เป็นรอยยิ้มสุภาพที่ซ่อนความเจ็บไว้ข้างใน
“ค่ะ มินจะดูแลตัวเองไม่ให้กระทบงานของคุณหมอ” เธอตอบ แล้วนอนลงบนโซฟา หันหน้าออกไปทางหน้าต่าง
ปรินทร์ยืนมองแผ่นหลังเล็กใต้ผ้าห่มอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเดินกลับไปที่เตียงของตัวเอง
คืนนั้น ทั้งสองคนอยู่ในห้องเดียวกัน ใต้หลังคาเดียวกัน ในสถานะสามีภรรยาตามกฎหมาย แต่คนหนึ่งนอนบนเตียงกว้างอย่างว่างเปล่า อีกคนหนึ่งนอนบนโซฟาริมหน้าต่างพร้อมหัวใจที่ถูกบอกซ้ำ ๆ ว่าไม่มีสิทธิ์รู้สึก และท่ามกลางความเงียบเย็นของคฤหาสน์วรเศรษฐ์ มินตราก็เริ่มเข้าใจชัดเจนว่า การเป็นภรรยาชั่วคราวของคุณหมอปรินทร์อาจไม่ได้น่ากลัวเพราะต้องแสดงละครต่อหน้าคนอื่นแต่น่ากลัวเพราะเธอต้องคอยเตือนหัวใจตัวเองทุกลมหายใจว่า อย่าเผลอรักผู้ชายใจร้ายคนนี้เด็ดขาด
