บทที่ 6 ตอนที่ 6 คืนที่ความใกล้ชิดกลายเป็นบาดแผล
ตอนที่ 6
คืนที่ความใกล้ชิดกลายเป็นบาดแผล
แสงเช้าของวันใหม่ลอดผ่านผ้าม่านสีครีมเข้ามาแตะพื้นห้องนอนกว้างใหญ่ของคฤหาสน์วรเศรษฐ์อย่างเงียบงัน มินตราลืมตาขึ้นบนโซฟาริมหน้าต่างด้วยความรู้สึกปวดเมื่อยไปทั้งตัว เธอไม่ได้หลับสนิทนัก เพราะทั้งที่โซฟานุ่มกว่าที่คิด แต่หัวใจกลับไม่ยอมพักตามร่างกาย
คืนแรกในบ้านหลังนี้ยาวนานกว่าทุกคืนในชีวิตของเธอ เธอจำได้ว่ากลางดึกคุณหญิงภาวินีมีอาการตื่นตกใจ และเธอรีบลงไปดูแลจนท่านสงบลง เธอจำได้ว่าปรินทร์ยืนมองเธอจากหน้าประตูด้วยสายตานิ่งลึกเหมือนอ่านไม่ออก และจำได้ชัดที่สุดว่า เมื่อกลับขึ้นมาบนห้อง เขาบอกเธอด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่าไม่ได้กังวล เพียงแค่ไม่อยากให้เธอป่วยจนกระทบแผนการรักษาของแม่เขาเท่านั้นคำพูดนั้นเหมือนผ้าห่มบาง ๆ ที่คลุมลงบนตัวเธอทั้งคืน อุ่นไม่พอจะปลอบใจ แต่หนักพอจะทำให้หายใจติดขัด
มินตราค่อย ๆ ลุกขึ้นนั่ง พับผ้าห่มอย่างเรียบร้อย แล้ววางหมอนกลับเข้าที่เดิมเหมือนกลัวว่าการอยู่ของตัวเองจะทำให้ห้องของเขาเสียระเบียบ สายตาของเธอเหลือบไปยังเตียงใหญ่กลางห้อง ปรินทร์ไม่ได้อยู่ตรงนั้นแล้ว ผ้าปูยังเรียบตึงอย่างน่าประหลาด ราวกับเขาไม่เคยหลับบนเตียงนั้นเลย
ประตูห้องน้ำเปิดอยู่เล็กน้อย ไม่มีเสียงน้ำ ไม่มีเสียงเคลื่อนไหวใด ๆ ภายในห้องทั้งห้องเงียบจนได้ยินเสียงลมหายใจของตัวเอง
มินตราเดินไปล้างหน้าในห้องน้ำอีกฝั่งที่ป้านวลบอกว่าเตรียมไว้ให้เธอใช้ เธอมองตัวเองในกระจก เห็นหญิงสาวดวงตาบวมช้ำเล็กน้อย ใบหน้าหวานซีดกว่าปกติ แต่ยังพยายามยืนให้ตรงเหมือนคนที่ไม่มีสิทธิ์ทรุดลงง่าย ๆ
วันนี้คุณหญิงภาวินีต้องเข้ารับการผ่าตัดใหญ่
เมื่อคืนป้านวลบอกเธอด้วยน้ำเสียงกังวลว่า แพทย์นัดประเมินอาการสุดท้ายตอนเช้า หากคุณหญิงยอมเซ็นเอกสารและสภาพร่างกายพร้อม การผ่าตัดจะเริ่มช่วงบ่าย การผ่าตัดครั้งนี้สำคัญมาก เพราะหัวใจของท่านอ่อนแรงลงเรื่อย ๆ และถ้าปล่อยให้เลื่อนออกไปอีก ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นจนควบคุมยาก
มินตราแต่งตัวด้วยชุดกระโปรงสีฟ้าอ่อนเรียบสุภาพ เธอเลือกสีนี้เพราะจำได้ว่าคุณหญิงภาวินีชอบดอกอัญชันในสวน และเคยบอกว่าฟ้าอ่อนเป็นสีที่ทำให้คนป่วยรู้สึกเหมือนฟ้าวันฝนหยุดตก หญิงสาวรวบผมต่ำอย่างเรียบร้อย ก่อนหยิบสมุดบันทึกเล่มเล็กและปากกาใส่กระเป๋าผ้าใบเดิม
เมื่อเปิดประตูออกไป ป้านวลก็ยืนรออยู่หน้าห้องพอดี
“คุณมินตื่นแล้วหรือคะ ป้ากำลังจะมาเคาะเรียกพอดีค่ะ คุณหญิงถามหาตั้งแต่เช้าเลย แต่คุณปรินทร์สั่งไว้ว่าอย่าเพิ่งปลุกคุณมิน ให้พักอีกหน่อย” ป้านวลพูดด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน แต่แววตายังมีความกังวลซ่อนอยู่ชัดเจน
มินตราชะงักนิดหนึ่งเมื่อได้ยินว่าปรินทร์สั่งไม่ให้ปลุกเธอ ความรู้สึกบางอย่างไหววูบขึ้นในใจ แต่เธอก็รีบบอกตัวเองทันทีว่าอย่าคิดไปไกล เขาอาจแค่กลัวเธอเหนื่อยจนทำหน้าที่ไม่ได้ เหมือนที่เขาพูดเมื่อคืน
“คุณหญิงเป็นยังไงบ้างคะป้านวล ท่านกินอะไรได้ไหมคะ” มินตราถามด้วยความเป็นห่วง
“กินข้าวต้มได้ไม่กี่คำค่ะ แต่พอบอกว่าคุณมินจะลงไปหา ท่านก็ยอมกินยาตามที่พยาบาลให้ คุณหมอเจ้าของไข้เข้ามาตรวจแล้วค่ะ ตอนนี้รอคุณปรินทร์คุยกับทีมแพทย์อยู่” ป้านวลตอบ
มินตราพยักหน้าเร็ว ๆ แล้วเดินตามป้านวลลงไปชั้นล่าง หัวใจเธอเต้นแรงอย่างไม่รู้ตัว ทั้งที่เธอไม่ใช่ญาติ ไม่ใช่คนในครอบครัว และตามสัญญา เธอเป็นเพียงผู้หญิงที่ถูกจ้างมาแสดงบทลูกสะใภ้ แต่เมื่อคิดถึงแววตาของคุณหญิงภาวินีตอนจับมือเธอเมื่อคืน ความห่วงใยก็เกิดขึ้นจริงอย่างปฏิเสธไม่ได้
บางครั้งหัวใจก็ไม่ถามเหตุผลก่อนจะผูกพันกับใครสักคน ห้องพักของคุณหญิงภาวินียังคงหอมกลิ่นดอกมะลิจาง ๆ เหมือนคืนก่อน แต่บรรยากาศเช้านี้ต่างออกไปอย่างชัดเจน มีพยาบาลประจำบ้านสองคนยืนตรวจเครื่องมือและเตรียมเอกสาร ส่วนคุณหญิงภาวินีนั่งพิงหมอนอยู่บนเตียง ใบหน้าซีดแต่ดวงตาสว่างขึ้นทันทีที่เห็นมินตราเดินเข้ามา
“หนูมิน...” เสียงเรียกอ่อนแรงนั้นทำให้หัวใจมินตราอ่อนยวบ
“มินมาแล้วค่ะคุณหญิง วันนี้ตื่นเช้าจังเลยนะคะ” มินตราเดินเข้าไปนั่งข้างเตียงด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน เธอจับมือหญิงสูงวัยไว้ด้วยสองมืออย่างคุ้นเคย “เมื่อคืนหลับต่อได้ไหมคะ”
“หลับได้เพราะรู้ว่าหนูอยู่ใกล้ ๆ” คุณหญิงภาวินีตอบ แล้วมองชุดของเธอด้วยสายตาเอ็นดู “วันนี้หนูใส่สีฟ้า แม่ชอบ สีนี้ทำให้ใจเย็นดี เหมือนวันฟ้าใสหลังฝนตก”
“มินจำได้ว่าคุณหญิงชอบค่ะ เลยตั้งใจใส่มาเป็นกำลังใจให้” มินตราพูดออกไปตามจริง
คุณหญิงภาวินีน้ำตาคลอทันที นางยกมืออีกข้างลูบแก้มมินตราเบา ๆ อย่างรักใคร่
“ลูกสะใภ้แม่ใจดีเหลือเกิน ปรินทร์โชคดีมากที่มีหนูอยู่ข้าง ๆ เขา” คุณหญิงพูดด้วยน้ำเสียงปนสะอื้น ประโยคนั้นทำให้มินตราเจ็บลึก เธอฝืนยิ้ม ทั้งที่คำว่า “ลูกสะใภ้” เหมือนดอกไม้สวยงามที่มีหนามซ่อนอยู่ในกลีบ เธอไม่มีสิทธิ์เป็นคนนั้นจริง ๆ และไม่มีสิทธิ์รับความรักนี้ไว้อย่างเต็มหัวใจ
“วันนี้คุณหญิงต้องเข้มแข็งนะคะ มินจะอยู่ตรงนี้ จะคอยรอจนคุณหญิงออกจากห้องผ่าตัดค่ะ” เธอพูดด้วยน้ำเสียงมั่นคงกว่าความรู้สึกจริงของตัวเอง
“หนูสัญญานะว่าจะไม่ไปไหน” คุณหญิงภาวินีจับมือเธอแน่นขึ้น
“มินสัญญาค่ะ มินจะรออยู่ที่นี่” มินตราตอบ ก่อนจะบีบมืออีกฝ่ายอย่างอ่อนโยน
