บทที่ 7 ตอนที่7 สายตาของเขาดุดัน

ตอนที่7

สายตาของเขาดุดัน

ประตูห้องเปิดออกในจังหวะนั้น ปรินทร์ก้าวเข้ามาพร้อมเสื้อกาวน์สีขาว ใบหน้าหล่อคมเคร่งเครียดกว่าทุกวัน แต่ยังคงนิ่งสงบอย่างคนที่ฝึกเก็บอารมณ์มานาน เขามองมารดาก่อน เห็นมือของแม่จับมือมินตราอยู่ ดวงตาคมไหวเล็กน้อย แต่ก็กลับมาเรียบเฉยแทบในทันที

“แม่ครับ ทีมแพทย์พร้อมแล้ว ถ้าแม่ยืนยันว่าจะผ่าตัดวันนี้ เขาจะพาแม่ไปเตรียมตัวช่วงบ่าย” เขาพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนลงอย่างชัดเจนเมื่อคุยกับมารดา

คุณหญิงภาวินีมองลูกชายอยู่นาน แววตารักลึกปนหวาดกลัว

“ปรินทร์จะอยู่รอแม่ใช่ไหมลูก” นางถามเสียงเบา

“ผมจะอยู่หน้าห้องผ่าตัดตลอดครับ” เขาตอบทันที

“ลูกไม่ได้เป็นคนผ่าแม่ใช่ไหม” คุณหญิงถามต่อ ราวกับรู้อยู่แล้วว่าเรื่องนี้ทำให้ลูกชายรู้สึกไร้เรี่ยวแรงเพียงใด

กรามของปรินทร์ขบแน่นเล็กน้อย ก่อนตอบ

“ไม่ได้ครับ กฎของโรงพยาบาลไม่อนุญาตให้ผมเป็นศัลยแพทย์หลัก เพราะแม่เป็นคนไข้ใครอบครัว แต่ทีมที่ผ่าตัดแม่เป็นทีมที่ดีที่สุด ผมเลือกเองทุกคน แม่จะปลอดภัย” เขาพูดอย่างมั่นคง แต่ในความมั่นคงนั้นมีรอยสั่นไหวที่คนอื่นอาจมองไม่เห็น มินตราเห็น

เธอเห็นมือข้างหนึ่งของเขากำแฟ้มแน่นเกินจำเป็น เห็นเส้นเลือดหลังมือปูดขึ้นเล็กน้อย เห็นดวงตาที่นิ่งเกินไปเหมือนคนพยายามกดความกลัวไว้จนลึกที่สุด

“ถ้าปรินทร์บอกว่าแม่จะปลอดภัย แม่ก็เชื่อ” คุณหญิงภาวินีพูดด้วยรอยยิ้มเศร้า ก่อนหันมามองมินตรา “หนูมินดูแลปรินทร์แทนแม่ด้วยนะ เขาชอบทำเหมือนตัวเองไม่เป็นอะไร แต่จริง ๆ แล้วใจเขาเจ็บง่ายกว่าที่ใครเห็น”

มินตรานิ่งงัน ไม่รู้ควรตอบอย่างไร เธอเหลือบมองปรินทร์โดยไม่ตั้งใจ และพบว่าเขากำลังมองเธออยู่เช่นกัน สายตาของเขาดุดันขึ้นทันทีเหมือนไม่ต้องการให้ใครมองเห็นด้านที่แม่พูดถึง

“แม่พักเถอะครับ อย่าพูดเยอะ” ปรินทร์ตัดบทเบา ๆ แต่แฝงความหลีกเลี่ยงไว้ชัดเจน

คุณหญิงภาวินียิ้มบาง ๆ แล้วหลับตาลง เหมือนเข้าใจลูกชายดีเกินกว่าจะซักต่อ

ช่วงสายผ่านไปอย่างเชื่องช้า มินตราอยู่ข้างคุณหญิงภาวินีแทบตลอดเวลา เธอช่วยป้อนน้ำ ช่วยเช็ดมือ และอ่านนิทานเรื่องดอกไม้ที่รอแสงอาทิตย์ให้ฟังอีกครั้งเมื่อคนป่วยเริ่มกังวล ปรินทร์เข้าออกห้องเป็นระยะเพื่อคุยกับทีมแพทย์ ตรวจเอกสาร และรับสายจากโรงพยาบาล เสียงของเขายังคงสุขุม เฉียบขาด และมั่นใจในทุกคำสั่ง แต่ทุกครั้งที่หันมามองมารดา ความนิ่งนั้นจะมีรอยร้าวเล็ก ๆ ซ่อนอยู่

มินตราไม่ควรสนใจ เธอบอกตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า ความเจ็บปวดของผู้ชายคนนี้ไม่เกี่ยวกับเธอ เขาจ้างเธอมาทำหน้าที่ลูกสะใภ้เพื่อให้แม่เขายอมรักษา ไม่ได้จ้างให้เธอรู้สึก ไม่ได้อนุญาตให้เธอห่วงใย และเขาก็บอกชัดแล้วว่า ความห่วงใยของเธอไม่ได้อยู่ในสัญญา แต่เมื่อเห็นเขายืนลำพังหน้าต่างด้านนอกห้อง มือข้างหนึ่งจับขอบหน้าต่างไว้แน่น สายตามองออกไปยังสวนโดยไม่เห็นอะไรเลย มินตรากลับอดรู้สึกไม่ได้ว่า ผู้ชายใจร้ายคนนี้อาจกำลังกลัวมากกว่าที่เขายอมให้ใครรู้

ช่วงบ่าย คุณหญิงภาวินีถูกเข็นไปยังห้องเตรียมผ่าตัด มินตราเดินข้างเตียงพร้อมจับมือท่านไว้ตลอดทาง ปรินทร์เดินอยู่อีกฝั่งหนึ่งในเสื้อกาวน์สีขาว ใบหน้าของเขาเรียบเฉยจนดูเหมือนหินสลัก แต่ดวงตาคมจับอยู่ที่ใบหน้าของมารดาแทบไม่ละไปไหน

ทางเดินไปห้องผ่าตัดยาวกว่าที่มินตราคิด แสงไฟสีขาวสว่างจ้า กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อเข้มกว่าทุกจุดของโรงพยาบาล เสียงล้อเตียงกระทบพื้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอเหมือนเสียงนับถอยหลังของโชคชะตา

เมื่อถึงหน้าประตูเขตห้องผ่าตัด พยาบาลหยุดเตียงเพื่อให้ญาติพูดคุยเป็นครั้งสุดท้ายก่อนส่งตัวเข้าไป คุณหญิงภาวินีหันมามองลูกชายและมินตราด้วยดวงตาเปียกชื้น

“ปรินทร์” นางเรียกลูกชายเสียงแผ่ว “ถ้าแม่ตื่นขึ้นมา แม่อยากเห็นลูกยิ้มให้แม่บ้างได้ไหม”

ปรินทร์ชะงักเหมือนถูกแทงตรงกลางอก เขาก้มลงจับมือมารดา มือของเขาอุ่นและแข็งแรง แต่ปลายนิ้วกลับเย็นผิดปกติ

“แม่ต้องตื่นครับ แล้วผมจะยิ้มให้แม่” เขาตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

“อย่าหลอกแม่นะ” คุณหญิงพูดเบา ๆ

“ผมไม่เคยหลอกแม่เรื่องนี้” ปรินทร์ตอบ

คุณหญิงภาวินีหันไปหามินตรา ดวงตาเต็มไปด้วยความฝากฝัง

“หนูมิน ถ้าแม่หลับนาน หนูอย่าปล่อยให้ปรินทร์อยู่คนเดียวมากนักนะลูก เขาเป็นคนไม่ยอมพูดเวลาตัวเองกลัว” นางพูดออกมาอย่างยากลำบาก

มินตรากำมือท่านแน่นขึ้น น้ำตาคลออย่างห้ามไม่อยู่

“คุณหญิงต้องตื่นมาบอกเขาเองสิคะ มินบอกแทนไม่ได้หรอกค่ะ คนดื้อแบบปรินทร์คงฟังแต่คุณหญิงคนเดียว” เธอพยายามพูดให้เป็นรอยยิ้ม แต่เสียงกลับสั่นจนรู้ตัว คุณหญิงภาวินียิ้มบาง ๆ

“เขาฟังหนูนะ เพียงแต่เขายังไม่รู้ตัว” นางกระซิบ ก่อนหลับตาลงเพราะความเหนื่อย

ประตูห้องผ่าตัดเปิดออก ทีมแพทย์และพยาบาลเตรียมพร้อมอยู่ด้านใน มินตราค่อย ๆ ปล่อยมือคุณหญิงภาวินี แม้ใจอยากจับไว้อีกสักนาที ปรินทร์ยืนตรงราวกับยึดตัวเองไว้ด้วยแรงทั้งหมดที่มี

เตียงถูกเข็นเข้าไปด้านใน ประตูค่อย ๆ ปิดลง

ไฟเหนือประตูห้องผ่าตัดสว่างขึ้น เวลาของการรอคอยเริ่มต้นขึ้น หน้าห้องผ่าตัดเงียบกว่าที่มินตราเคยคิด เสียงฝีเท้าของพยาบาลที่เดินผ่านไปมา เสียงประกาศจากลำโพงไกล ๆ และเสียงเครื่องปรับอากาศเย็นเฉียบกลายเป็นเสียงพื้นหลังที่ยิ่งทำให้ความกังวลชัดเจนขึ้น ปรินทร์ยืนอยู่หน้าประตูห้องผ่าตัดเป็นเวลานาน ไม่ยอมขยับไปไหน แม้พยาบาลคนหนึ่งจะมาเชิญให้ไปนั่งรอที่ห้องรับรองญาติ

“คุณหมอปรินทร์คะ เข้าไปนั่งพักก่อนก็ได้นะคะ การผ่าตัดน่าจะใช้เวลาหลายชั่วโมงค่ะ” พยาบาลพูดด้วยความเคารพ

“ผมรอตรงนี้” เขาตอบสั้น ๆ

พยาบาลไม่กล้าคะยั้นคะยอ จึงถอยออกไปเงียบ ๆ

มินตรายืนอยู่ห่างออกไปไม่มาก เธอกอดกระเป๋าผ้าแนบอก มองแผ่นหลังสูงสง่าของเขาด้วยหัวใจที่อธิบายไม่ถูก เขายืนตรง ไม่มีอาการลนลาน ไม่มีน้ำตา ไม่มีสีหน้าพังทลาย แต่ความนิ่งของเขากลับทำให้เธอรู้สึกเจ็บยิ่งกว่าการเห็นใครร้องไห้เสียอีก

เพราะมันเหมือนคนที่กลัวจนไม่กล้าขยับ มินตราเดินไปที่ร้านกาแฟของโรงพยาบาลซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก เธอซื้อกาแฟดำแก้วหนึ่งกับน้ำเปล่า แล้วเดินกลับมายื่นให้เขาอย่างเงียบ ๆ

“กาแฟค่ะ” เธอพูดเบา ๆ

ปรินทร์ก้มมองแก้วกาแฟในมือเธอ ก่อนเงยหน้ามองใบหน้าหวานที่เต็มไปด้วยความระวัง

“ผมไม่ได้ขอ” เขาตอบ

มินตราชะงักเล็กน้อย แต่ยังถือแก้วไว้ตรงหน้าเขา

“มินทราบค่ะ แต่มินเห็นว่าคุณยืนมานานแล้ว น่าจะยังไม่ได้กินอะไรตั้งแต่เช้า ถ้าไม่อยากดื่มกาแฟ อย่างน้อยรับน้ำไว้ก็ได้ค่ะ” เธอพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ไม่ยัดเยียด ไม่ประชด ไม่แสดงท่าทางเหมือนถูกคำพูดของเขาทำร้าย ทั้งที่มันกระทบใจเธออยู่เหมือนกัน

ปรินทร์มองเธอนิ่ง

“ไม่ต้องแสดงบทภรรยานอกเวลางานก็ได้ ตอนนี้แม่ผมไม่ได้อยู่ตรงนี้” เขาพูดเสียงเรียบ แต่ทุกคำมีคม

มินตรารู้สึกเจ็บเหมือนถูกเข็มเล่มเล็ก ๆ แทงซ้ำตรงที่เดิม เธอลดแก้วกาแฟลงช้า ๆ ก่อนยิ้มบางอย่างพยายามรักษาความสุภาพ

“มินไม่ได้แสดงค่ะ แค่เห็นว่าคนรอหน้าห้องผ่าตัดไม่ควรปล่อยให้ตัวเองหมดแรงก่อนคนไข้จะออกมาเท่านั้นเอง” เธอตอบ

“คุณไม่จำเป็นต้องห่วงผม” เขาพูด

“ค่ะ มินจะจำไว้” เธอพยักหน้าเบา ๆ แล้วหันจะเดินกลับไปนั่งที่เก้าอี้รับรอง

ทว่าเพียงเธอหมุนตัว ปรินทร์กลับยื่นมือออกมาคว้าข้อมือเธอไว้โดยไม่รู้ตัว สัมผัสของเขาแน่นและร้อนกว่าที่เธอคาด มินตราชะงักทันที หัวใจเต้นแรงขึ้นเพราะความตกใจมากกว่าความใกล้ชิด

“เดี๋ยว” เขาเอ่ยเสียงต่ำ

มินตราหันกลับมามองเขา ดวงตาหวานสั่นไหวเล็กน้อย

“มีอะไรหรือคะ”

ปรินทร์มองข้อมือเล็กในมือของตัวเองราวกับเพิ่งรู้ว่าเผลอทำอะไรลงไป เขาควรปล่อยทันที แต่กลับปล่อยช้ากว่าที่ควรหลายวินาที ความอุ่นของผิวเธอ ความบอบบางของกระดูกข้อมือ และแววตาที่พยายามเข้มแข็งทั้งที่ถูกเขาทำร้ายซ้ำ ๆ ทำให้บางอย่างในอกของเขาขยับอย่างไม่คุ้นเคย

สุดท้ายเขาก็ปล่อยมือ

“วางกาแฟไว้ตรงนั้นก็ได้” เขาพูดพลางหันหน้าไปทางอื่น

มินตราก้มมองข้อมือตัวเองที่ยังมีรอยแดง           จาง ๆ จากแรงจับของเขา ก่อนพยักหน้าช้า ๆ

“ค่ะ” เธอตอบ แล้ววางกาแฟกับน้ำไว้บนโต๊ะเล็กใกล้ผนัง

บทก่อนหน้า
บทถัดไป