บทที่ 8 ตอนที่8ไม่ต้องการให้ใครเห็นความอ่อนแอ
ตอนที่8
ไม่ต้องการให้ใครเห็นความอ่อนแอ
เวลาผ่านไปทีละชั่วโมงอย่างเชื่องช้า ปรินทร์ยังยืนบ้าง นั่งบ้าง แต่ไม่ยอมออกห่างจากหน้าห้องผ่าตัดเกินไม่กี่ก้าว มินตรานั่งอยู่เก้าอี้ตัวถัดไป เธอไม่พูดมาก ไม่ซักถาม และไม่พยายามปลอบด้วยคำสวยหรู เพราะรู้ว่าคนอย่างปรินทร์อาจไม่ต้องการให้ใครเห็นความอ่อนแอชัดเกินไป เธอเพียงอยู่ตรงนั้น อยู่เป็นเพื่อนเงียบ ๆเหมือนที่เธอเคยทำให้คนไข้หลายคนในคืนยาวนาน
บ่ายคล้อยเป็นเย็น แสงนอกหน้าต่างเปลี่ยนจากสีขาวเป็นสีทองหม่น ป้านวลโทรมาถามข่าวเป็นระยะ มินตราเป็นคนรับสายและปลอบแม่บ้านสูงวัยให้สบายใจแทน เพราะปรินทร์ไม่ยอมคุยกับใครนานกว่าสองสามประโยค
ระหว่างรอ มินตราแอบเห็นเขาหยิบกาแฟที่เธอซื้อให้ขึ้นมาดื่มจนหมด แม้มันจะเย็นชืดไปแล้วก็ตาม
เธอไม่ได้พูดอะไร แค่ก้มหน้าซ่อนรอยยิ้มจาง ๆ ที่เกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจ
จนกระทั่งเวลาล่วงเลยเกือบหกโมงเย็น ไฟหน้าห้องผ่าตัดจึงดับลง ประตูเปิดออก ศัลยแพทย์หัวหน้าทีมเดินออกมาพร้อมสีหน้าเหนื่อยล้าแต่ผ่อนคลายกว่าเดิม
ปรินทร์ลุกขึ้นทันทีจนเก้าอี้ขยับเสียงดัง“อาจารย์ครับ แม่ผมเป็นยังไงบ้าง” เขาถามเสียงเรียบ แต่ความเร็วของน้ำเสียงทำให้มินตรารู้ว่าเขากำลังกลัว
แพทย์อาวุโสถอดหน้ากากลงแล้วแตะไหล่เขาเบา ๆ
“การผ่าตัดผ่านไปได้ด้วยดี ไม่มีภาวะแทรกซ้อนระหว่างผ่าตัด ตอนนี้ส่งคุณหญิงไปห้องพักฟื้นแล้ว ต้องเฝ้าดูอาการใกล้ชิดในยี่สิบสี่ชั่วโมงแรก แต่โดยรวมถือว่าดีกว่าที่เรากังวลไว้มาก” แพทย์ตอบอย่างชัดเจน
มินตรารู้สึกเหมือนอากาศที่อัดแน่นในปอดถูกปล่อยออกมาในที่สุด เธอยกมือปิดปากเบา ๆ น้ำตาคลอด้วยความโล่งใจ
ปรินทร์ยืนนิ่งอยู่หลายวินาที ราวกับสมองยังตามข่าวดีไม่ทัน ก่อนก้มศีรษะให้อาจารย์แพทย์อย่างลึกกว่าปกติ
“ขอบคุณมากครับอาจารย์” เขาพูดเสียงต่ำ
“ไปพักบ้างเถอะปรินทร์ สีหน้านายแย่กว่าคนไข้บางคนเสียอีก” แพทย์อาวุโสพูดอย่างเอ็นดูปนตำหนิ
ปรินทร์ไม่ได้ตอบ เขาเพียงพยักหน้า แล้วเดินตามไปดูมารดาที่ห้องพักฟื้น มินตราเดินตามห่าง ๆ แต่ถูกพยาบาลกันไว้เพราะยังไม่ใช่เวลาญาติเข้าเยี่ยม เธอจึงได้แต่มองผ่านกระจก เห็นคุณหญิงภาวินีนอนสงบนิ่งอยู่บนเตียง มีเครื่องมือแพทย์หลายชิ้นล้อมรอบ แต่สีหน้าดูไม่ทรมานเท่าที่กลัว
“คุณหญิงต้องปลอดภัยนะคะ” มินตรากระซิบเบา ๆ กับตัวเอง
ค่ำคืนนั้น ปรินทร์กลับคฤหาสน์ช้ากว่ามินตรา เขายืนยันจะอยู่ดูอาการมารดาจนแน่ใจว่าเข้าสู่ช่วงพักฟื้นได้เรียบร้อย ส่วนมินตราถูกป้านวลพากลับบ้านก่อน เพราะคุณหญิงยังไม่รู้สึกตัวและแพทย์ไม่อนุญาตให้เฝ้าหลายคน
มินตรากลับถึงคฤหาสน์ด้วยร่างกายอ่อนแรง เธออาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดนอนสุภาพ แล้วนั่งรออยู่บนโซฟาริมหน้าต่างเหมือนทุกอย่างในห้องนี้กำหนดพื้นที่ของเธอไว้ชัดเจน
เธอควรนอนพัก แต่กลับหลับไม่ลง ในหัวมีภาพปรินทร์ยืนนิ่งหน้าห้องผ่าตัด ภาพมือของเขาที่เผลอคว้าข้อมือเธอไว้ ภาพเขาดื่มกาแฟเย็นชืดที่เธอซื้อให้ และภาพแววตาเขาในวินาทีที่รู้ว่าแม่ปลอดภัย
ผู้ชายใจร้ายคนนี้มีรอยร้าวจริง ๆ และรอยร้าวนั้นกำลังทำให้เธอสงสารเขาอย่างน่ากลัว
เกือบเที่ยงคืน ประตูห้องนอนถูกเปิดออกอย่างเบา ๆ ปรินทร์เดินเข้ามาในสภาพที่ดูเหนื่อยล้ากว่าทุกครั้ง เส้นผมที่เคยเรียบเนี้ยบยุ่งเล็กน้อย ใบหน้าหล่อคมซีดลง เสื้อเชิ้ตยับตรงปลายแขนเหมือนถูกพับขึ้นพับลงหลายครั้ง ดวงตาของเขายังคมอยู่ แต่มีความอ่อนล้าลึกจนปิดไม่มิด มินตราลุกขึ้นจากโซฟาทันที
“คุณหญิงเป็นยังไงบ้างคะ” เธอถามด้วยความเป็นห่วง
ปรินทร์มองเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบเสียงแหบเล็กน้อย
“อาการคงที่ แพทย์ให้พักในห้องไอซียูหัวใจคืนนี้ ถ้าพ้นยี่สิบสี่ชั่วโมงแรกได้ก็มีแนวโน้มดี” เขาพูดพลางปลดกระดุมแขนเสื้ออย่างช้า ๆ
“ดีแล้วค่ะ คุณหญิงเข้มแข็งมาก มินเชื่อว่าท่านจะดีขึ้นค่ะ” มินตราพูดด้วยรอยยิ้มโล่งใจ
ปรินทร์ไม่ได้ตอบ เขาเดินไปวางแฟ้มเอกสารบนโต๊ะ แต่จังหวะที่หันกลับมา ร่างสูงกลับเซเล็กน้อยเหมือนเสียหลัก มินตราตกใจ รีบเข้าไปประคองแขนเขาโดยไม่คิดอะไร
“ปรินทร์!” เธอเรียกชื่อเขาอย่างลืมตัว น้ำเสียงเต็มไปด้วยความตกใจจริง “คุณไหวไหมคะ นั่งก่อนค่ะ คุณยืนมาทั้งวัน แทบไม่ได้กินอะไรเลยใช่ไหมคะ”
ปรินทร์ควรผลักเธอออก ควรบอกว่าเขาไม่เป็นอะไร ควรย้ำว่าเธอไม่จำเป็นต้องทำเหมือนเป็นภรรยาจริง ๆ แต่ในวินาทีนั้น ความเหนื่อยล้าที่กดทับมาตลอดวันเหมือนพังกำแพงบางส่วนในตัวเขาลง เขายืนนิ่ง ปล่อยให้มือเล็กประคองแขนเขาไว้ กลิ่นสบู่จาง ๆ จากตัวเธอลอยเข้ามาใกล้ สัมผัสอ่อนโยนที่ไม่ได้เรียกร้องสิ่งใดทำให้เขารู้สึกเหมือนคนที่ยืนอยู่กลางพายุทั้งวันแล้วเพิ่งเจอที่กำบังเล็ก ๆ
“ผมไม่เป็นอะไร” เขาพูด แต่เสียงกลับเบากว่าปกติ
“คุณไม่ได้ดูเหมือนคนไม่เป็นอะไรค่ะ นั่งลงก่อนนะคะ” มินตราพูดด้วยความจริงจัง เธอพาเขาไปนั่งที่ปลายเตียง ก่อนรินน้ำจากเหยือกบนโต๊ะมาให้ “ดื่มน้ำก่อนค่ะ เดี๋ยวมินลงไปถามป้านวลว่ามีข้าวต้มหรืออะไรอุ่น ๆ ไหม คุณต้องกินสักหน่อย ไม่อย่างนั้นพรุ่งนี้จะไม่มีแรงดูคุณหญิงนะคะ”
ปรินทร์รับแก้วน้ำไว้ แต่ไม่ได้ดื่มทันที เขามองเธอที่ยืนอยู่ตรงหน้า เห็นความกังวลในแววตาหวาน เห็นมือเล็กที่ยังสั่นเล็กน้อยจากความตกใจ เห็นความอ่อนโยนที่เธอเผลอมอบให้เขาอีกครั้งทั้งที่เขาพยายามปัดมันออกไปนับครั้งไม่ถ้วน
“ทำไมคุณต้องทำแบบนี้” เขาถามเสียงต่ำ
มินตราชะงัก
“ทำอะไรคะ”
“ทำเหมือนห่วงผมจริง ๆ ทั้งที่ผมบอกคุณแล้วว่าไม่จำเป็น” เขาพูด ดวงตาคมจับอยู่ที่ใบหน้าเธออย่างลึกจนเธอเริ่มหายใจไม่ทั่วท้อง
มินตราก้มตาลงเล็กน้อย“มินแค่เห็นว่าคุณเหนื่อยมากค่ะ ต่อให้เราไม่ได้เป็นอะไรกันจริง ๆ แต่คุณก็เป็นลูกของคุณหญิง เป็นคนที่ท่านรักมาก ถ้าคุณล้มไปอีกคน ท่านคงเสียใจ” เธอตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล พยายามใส่เหตุผลให้ความห่วงใยของตัวเองไม่ดูเกินขอบเขต “และอีกอย่าง มินไม่ได้ใจแข็งพอจะยืนมองคนตรงหน้าจะเป็นลมโดยไม่ทำอะไรค่ะ”
ปรินทร์วางแก้วน้ำลงบนโต๊ะข้างเตียงช้า ๆ
“คุณพูดเหมือนคนดีตลอดเวลา ไม่เหนื่อยบ้างหรือ” เขาถาม แต่ครั้งนี้น้ำเสียงไม่ได้ดูถูกเหมือนเคย มันแหบพร่าและสับสนมากกว่า
มินตรายิ้มจาง ๆ“มินไม่ได้เป็นคนดีตลอดเวลาหรอกค่ะ มินก็โกรธเป็น เสียใจเป็น น้อยใจเป็น เพียงแต่มินรู้ว่าความใจร้ายไม่ได้ช่วยให้ใครเจ็บน้อยลง มินเลยพยายามไม่ใจร้ายกับใครก่อน ถ้าไม่จำเป็น” เธอตอบตรง ๆ ประโยคนั้นเหมือนสะท้อนกลับไปหาเขาอย่างเงียบงัน ปรินทร์มองเธอนานขึ้น ความใกล้ชิดในห้องเงียบ ๆ ทำให้บรรยากาศบางอย่างเปลี่ยนไปอย่างที่ทั้งสองไม่ทันตั้งตัว
มินตราเริ่มรู้สึกตัวว่าเธอยืนใกล้เขาเกินไป ใกล้จนเห็นเงาความอ่อนล้าใต้ดวงตาคม ใกล้จนได้กลิ่นสะอาดเย็นจากตัวเขาปะปนกับกลิ่นกาแฟจาง ๆ ใกล้จนหัวใจเธอเต้นแรงขึ้นอย่างไม่ควรเป็น
“มินจะลงไปดูอาหารให้นะคะ” เธอรีบพูด แล้วหมุนตัวจะเดินออกไป แต่ครั้งนี้ปรินทร์คว้ามือเธอไว้อีกครั้ง ไม่ใช่จับแน่นเหมือนหน้าห้องผ่าตัด แต่เป็นการยึดไว้เงียบ ๆ ราวกับเขาเองก็ยังไม่รู้ว่าทำไปทำไม
มินตราหันกลับมาช้า ๆ
“ปรินทร์...” เธอเรียกชื่อเขาด้วยเสียงเบา ดวงตาของปรินทร์มืดลึก เขามองมือของเธอในมือเขา แล้วเลื่อนสายตาขึ้นสบตาเธอ
“อย่าเพิ่งไป” เขาพูดเสียงต่ำจนแทบเป็นกระซิบ เพียงสามคำสั้น ๆ แต่กลับทำให้หัวใจมินตราอ่อนลงอย่างน่ากลัว เพราะตลอดเวลาที่รู้จักกัน เขามักใช้คำสั่ง ใช้เหตุผล ใช้เงื่อนไข แต่ไม่เคยมีครั้งไหนที่เขาพูดเหมือนคนที่กำลังขอให้ใครสักคนอยู่กับเขา
“คุณเหนื่อยมากแล้วค่ะ คุณควรพัก” เธอพูดเบา ๆ
“ผมพักไม่ได้” เขาตอบ ดวงตาคมมีเงาความเจ็บบางอย่างไหววูบ “ทุกครั้งที่ผมหลับ ผมจะเห็นแม่อยู่ในห้องผ่าตัด เห็นตัวเองยืนอยู่ข้างนอกเหมือนคนไร้ประโยชน์ ทั้งที่ผมเป็นหมอ ทั้งที่ผมรักษาคนอื่นมาไม่รู้กี่ชีวิต แต่พอเป็นแม่ตัวเอง ผมกลับทำได้แค่ยืนรอ”
มินตรานิ่งงัน เธอไม่เคยคิดว่าเขาจะพูดความรู้สึกเหล่านี้ออกมาให้เธอฟัง แม้คำพูดจะยังไม่ยาวนัก แต่สำหรับผู้ชายที่ปิดทุกอย่างไว้หลังความเย็นชา นี่คงเท่ากับการเปิดบาดแผลให้ใครบางคนเห็น
เธอค่อย ๆ นั่งลงข้างเขาบนปลายเตียง เว้นระยะห่างอย่างระมัดระวัง
“การยืนรอไม่ได้แปลว่าคุณไร้ประโยชน์นะคะ” เธอพูดเสียงอ่อน “บางครั้งคนที่รักกันก็ทำได้แค่อยู่รอ อยู่เชื่อมั่น อยู่เป็นกำลังใจ แม้มันจะทรมานมากกว่าการได้ลงมือทำเองก็ตาม”
ปรินทร์หันมามองเธอ ดวงตาแดงกว่าปกติเพียงเล็กน้อย แต่ความรู้สึกในนั้นลึกจนมินตราแทบไม่กล้าสบตานาน
“คุณพูดเหมือนมันง่าย” เขาเอ่ย
“มันไม่ง่ายค่ะ มินรู้ว่ามันไม่ง่ายเลย” เธอตอบ “ตอนวินอาการหนักครั้งแรก มินก็ทำได้แค่นั่งรอหน้าห้องฉุกเฉิน มินไม่ใช่หมอ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเลขบนเครื่องหมายถึงอะไร มินจำได้ว่าตัวเองกลัวจนมือชา แต่สิ่งเดียวที่ทำได้คือรอ และเชื่อว่าน้องจะกลับออกมา”
ปรินทร์มองเธอนิ่งขึ้น“คุณกลัวจะเสียน้องชายมากขนาดนั้นหรือ”
“เขาคือครอบครัวคนเดียวของมินค่ะ” มินตราตอบโดยไม่ลังเล น้ำเสียงเธออ่อนลงเมื่อนึกถึงเมธาวิน “ถ้าวินเป็นอะไรไป มินคงไม่เหลือเหตุผลให้สู้ต่อมากนัก”
ความเงียบตกลงระหว่างคนทั้งสองอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่ใช่ความเงียบเย็นชาเหมือนทุกคืน มันเป็นความเงียบที่เต็มไปด้วยบาดแผลของคนสองคน คนหนึ่งกลัวเสียแม่ อีกคนหนึ่งกลัวเสียน้องชาย และทั้งคู่ต่างรู้จักความหมายของการยืนรอหน้าประตูที่ตัวเองเข้าไปช่วยไม่ได้ดีเกินไป
ปรินทร์ไม่รู้ว่าแรงดึงดูดนั้นเริ่มขึ้นเมื่อไร อาจเป็นตอนที่เธอยื่นกาแฟให้เขาโดยไม่หวังคำขอบคุณ
อาจเป็นตอนที่เธอนั่งเงียบ ๆ อยู่หน้าห้องผ่าตัดโดยไม่รบกวนความอ่อนแอของเขา หรืออาจเป็นตอนนี้ ตอนที่เธอมองเขาเหมือนเห็นมนุษย์คนหนึ่ง ไม่ใช่คุณหมอผู้เก่งกาจ ไม่ใช่ผู้ชายใจร้าย ไม่ใช่เจ้าของสัญญา แต่เป็นลูกชายคนหนึ่งที่กำลังกลัว
มือของเขายังจับมือเธออยู่ มินตราเริ่มรู้สึกถึงความไม่ปลอดภัยของหัวใจตัวเอง จึงค่อย ๆ ขยับมือจะดึงออก
“มินควรไปเอาอาหารให้คุณจริง ๆ ค่ะ” เธอพูดเสียงเบา แต่ปรินทร์กลับไม่ปล่อย เขาดึงเธอเข้ามาใกล้ขึ้นเพียงนิดเดียว นิดเดียวเท่านั้น แต่ระยะห่างที่เคยปลอดภัยก็หายไปแทบหมด
“อย่าเพิ่งไป” เขาพูดอีกครั้ง เสียงต่ำกว่าเดิม
มินตราช้อนตาขึ้นมองเขา หัวใจเต้นแรงจนแทบกลัวว่าเขาจะได้ยิน
“ปรินทร์...” เธอเรียกชื่อเขาเหมือนเตือนทั้งเขาและตัวเอง “คุณกำลังเหนื่อย คุณกำลังอ่อนแอ อย่าทำอะไรที่พรุ่งนี้คุณจะเสียใจเลยค่ะ”
ดวงตาของเขาวูบไหวกับคำว่าอ่อนแอ เหมือนมันแทงเข้าไปตรงที่เขาไม่ยอมรับมาตลอดชีวิต
“ผมไม่เคยอ่อนแอ” เขาพูด แต่เสียงกลับสั่นบางเบาอย่างทรยศคำพูด
“คืนนี้คุณอ่อนแอได้ค่ะ ไม่มีใครเห็น นอกจากมิน” เธอตอบอย่างอ่อนโยน นั่นเป็นประโยคสุดท้ายก่อนกำแพงในตัวปรินทร์พังลงบางส่วน เขาโน้มหน้าเข้ามาใกล้ ริมฝีปากแตะลงบนริมฝีปากของเธออย่างแผ่วเบาในตอนแรก แผ่วจนเหมือนคำถามมากกว่าการรุกราน มินตราตัวแข็งไปทั้งร่าง สมองบอกให้เธอถอย บอกให้เธอจำสัญญา จำคำพูดของเขา จำสถานะของตัวเองแต่หัวใจที่เห็นเขาเปราะบางมาทั้งวันกลับอ่อนแรงเกินกว่าจะผลักไสทันที
จูบของปรินทร์ลึกขึ้นช้า ๆ ไม่ร้อนแรงหยาบคาย แต่เต็มไปด้วยความสับสน ความหวาดกลัว และความต้องการที่พักพิงมากกว่าความปรารถนาเพียงอย่างเดียว เขาจูบเหมือนคนที่ยืนแข็งกร้าวมานานจนลืมไปแล้วว่าการพิงใครสักคนเป็นอย่างไร
มินตราหลับตาลง น้ำตารื้นขึ้นมาโดยไม่รู้ตัวเธอไม่ควรปล่อยให้เรื่องนี้เกิดขึ้น เธอรู้ดีทุกอย่าง
รู้ว่าเขาไม่ได้รักเธอ รู้ว่าเขากำลังอ่อนแอ รู้ว่าเธอเป็นเพียงภรรยาชั่วคราวในสัญญา แต่เมื่อมือของเขาสั่นเล็กน้อยตอนประคองใบหน้าเธอ เมื่อเสียงหายใจของเขาเต็มไปด้วยความเจ็บที่เก็บไว้ทั้งวัน หัวใจเธอก็เลือกอ่อนโยนกับเขาอีกครั้ง ทั้งที่การอ่อนโยนครั้งนี้อาจทำให้เธอเจ็บมากที่สุด
“มิน...” เขาเรียกชื่อเธอด้วยเสียงแหบพร่าเมื่อผละออกเพียงนิดเดียว
ชื่อของเธอจากปากเขาในคืนนั้นไม่เหมือนทุกครั้ง มันไม่ใช่คำเรียกตามบทบาท ไม่ใช่คำสั่ง ไม่ใช่การแสดงต่อหน้าคุณหญิง แต่มันเหมือนเสียงของคนที่กำลังหลงทางแล้วพบแสงเล็ก ๆ
มินตราสบตาเขาทั้งน้ำตาคลอ“ถ้าคุณทำเพราะต้องการลืมความกลัว มินอาจไม่ใช่คนที่คุณควรใช้เป็นที่พักนะคะ” เธอกระซิบด้วยความเจ็บปวด
ปรินทร์มองเธอนานมาก ดวงตาคมมีความรู้สึกที่เขาเองก็ยังไม่เข้าใจ
“ผมไม่รู้ว่าผมต้องการอะไร” เขาพูดออกมาอย่างยากเย็น “แต่ตอนนี้ผมไม่อยากให้คุณไป”
เพียงเท่านั้น ความเข้มแข็งของมินตราก็สั่นคลอน
เธอรู้ว่าไม่ควรตีความคำว่าไม่อยากให้ไปเป็นความรัก แต่ในคืนที่คนทั้งคู่เหนื่อยล้าและเปราะบางเกินกว่าจะป้องกันหัวใจ ความหมายของมันก็ลึกเกินกว่าที่ควรเป็น
ปรินทร์ดึงเธอเข้าไปในอ้อมแขนช้า ๆ ราวกับให้เวลาเธอถอย หากเธอไม่ต้องการ มินตรากำเสื้อเชิ้ตของเขาไว้แน่น หัวใจทั้งกลัวทั้งสั่นไหว แต่สุดท้ายเธอก็ไม่ได้ผลักเขาออก
คืนนั้น ความใกล้ชิดของทั้งสองไม่ได้เริ่มจากความร้อนแรง หากเริ่มจากความเจ็บปวดที่ต่างฝ่ายต่างซ่อนเอาไว้ มันเป็นความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นท่ามกลางเสียงฝนซึ่งกลับมาตกเบา ๆ นอกหน้าต่าง เป็นคืนที่คนหนึ่งต้องการลืมความกลัว และอีกคนหนึ่งเผลอใช้หัวใจโอบกอดคนที่ไม่ควรเข้าใกล้
อ้อมแขนของปรินทร์แน่นขึ้นเมื่อเขากอดเธอไว้เหมือนกลัวว่าหากปล่อยมือ ทุกอย่างในชีวิตจะพังลงอีกครั้ง มินตราได้ยินเสียงหัวใจของเขาเต้นแรงใต้ฝ่ามือตัวเอง ได้ยินเสียงเขาหายใจติดขัดเมื่อเธอแตะมือบนแผ่นหลังเขาอย่างปลอบโยน เธอสัมผัสได้ว่าเบื้องหลังความเย็นชาของผู้ชายคนนี้มีความโดดเดี่ยวมากมายซ่อนอยู่และนั่นคือสิ่งที่ทำให้เธอเจ็บ
เพราะยิ่งเห็นเขาเป็นมนุษย์ เธอก็ยิ่งเกลียดเขาไม่ลง
แสงไฟในห้องถูกหรี่ลงเหลือเพียงเงาสลัว เสียงฝนกลบเสียงทุกอย่างของโลกภายนอก เหลือเพียงคนสองคนที่ปล่อยให้ความอ่อนแอพาเข้าใกล้กันเกินกว่าคำว่าสัญญาจะควบคุมได้ มินตราไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าความรู้สึกใดในอกเรียกว่าความสงสาร ความหวั่นไหว หรือสิ่งที่เธอกลัวที่สุด
ความรัก
เธอรู้เพียงว่า เมื่อปรินทร์กอดเธอไว้แน่นหลังทุกอย่างสงบลง ใบหน้าของเขาซุกอยู่ใกล้ซอกคอเธออย่างหมดแรง เขาดูไม่เหมือนคุณหมอผู้เย็นชา ไม่เหมือนผู้ชายเจ้าของสัญญา แต่เหมือนเด็กชายในภาพถ่ายบนผนังที่กำลังกลัวการสูญเสียแม่มากเหลือเกิน
มินตรานอนนิ่งอยู่ในอ้อมแขนเขา น้ำตาไหลลงข้างแก้มเงียบ ๆ โดยไม่รู้ตัว เธอไม่ได้ร้องไห้เพราะเสียใจในสิ่งที่เกิดขึ้น แต่อาจร้องไห้เพราะรู้ว่า หลังจากคืนนี้ เธอคงไม่สามารถโกหกตัวเองได้ง่าย ๆ อีกแล้วว่าเขาไม่สำคัญ
รุ่งเช้ามาเยือนด้วยแสงสีเทาหม่น หลังฝนหยุดตก ท้องฟ้ายังคลุมด้วยเมฆหนา มินตราตื่นขึ้นก่อนปรินทร์ เธออยู่บนเตียงใหญ่กลางห้อง ใต้ผ้าห่มผืนเดียวกับเขา หัวใจเธอหยุดไปหนึ่งจังหวะเมื่อรับรู้ความจริงทั้งหมดของคืนที่ผ่านมา
ปรินทร์นอนอยู่ข้างเธอ หลับสนิทเหมือนคนที่เหนื่อยล้าจนหมดแรง ใบหน้าขณะหลับของเขาอ่อนเยาว์กว่าตอนตื่นมาก เส้นคิ้วที่มักขมวดคลายลง ริมฝีปากที่เคยใช้ถ้อยคำทำร้ายเธอเงียบสนิท มินตราเผลอมองเขานานเกินไป ก่อนรีบดึงสายตากลับมาเมื่อหัวใจเต้นแรงจนเจ็บ
เธอค่อย ๆ ลุกจากเตียงอย่างระมัดระวัง หยิบเสื้อคลุมมาสวม แล้วเดินไปเก็บผ้าห่มบนโซฟาซึ่งยังพับเรียบร้อยอยู่ที่เดิม ภาพโซฟานั้นเหมือนย้ำเตือนว่า ที่ของเธอควรอยู่ตรงไหน ไม่ใช่บนเตียงของเขา ไม่ใช่ในอ้อมแขนของเขา และไม่ใช่ในหัวใจของเขา
มินตราเข้าไปล้างหน้าในห้องน้ำเงียบ ๆ เธอมองตัวเองในกระจกอีกครั้ง ใบหน้าหวานซีด ดวงตาแดงเล็กน้อย ริมฝีปากมีร่องรอยของคืนที่ผ่านมา เธอยกมือแตะอกตัวเองเบา ๆ ราวกับจะบอกหัวใจให้สงบลง
“อย่าคิดไปไกลนะมิน” เธอกระซิบกับตัวเอง “เขาแค่อ่อนแอ เขาไม่ได้รักเรา”
เมื่อเธอออกจากห้องน้ำ ปรินทร์ตื่นแล้ว
เขานั่งอยู่บนเตียง แผ่นหลังพิงหัวเตียง ใบหน้าหล่อคมกลับมาเรียบนิ่งเหมือนเมื่อคืนไม่เคยเกิดขึ้น ดวงตาคมมองเธอเพียงครู่เดียว ก่อนเลื่อนสายตาไปยังหน้าต่าง
มินตราหยุดยืนอยู่กลางห้อง ความเงียบระหว่างทั้งสองหนักจนแทบทำให้เธอหายใจไม่ออก
“คุณหญิงเป็นยังไงบ้างคะ เช้านี้โรงพยาบาลโทรมาหรือยัง” เธอเป็นฝ่ายถามก่อน เพราะไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นเรื่องอื่นอย่างไร
“อาการคงที่ พยาบาลโทรมารายงานตอนหกโมง” เขาตอบสั้น ๆ
“ดีแล้วค่ะ” มินตราพูดเบา ๆ ความโล่งใจเกิดขึ้นจริง ก่อนความอึดอัดจะกลับมากดทับอีกครั้ง
ปรินทร์ลุกจากเตียง เดินไปหยิบเสื้อเชิ้ตตัวใหม่จากตู้เสื้อผ้า ท่าทางของเขานิ่งมาก นิ่งจนมินตรารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังยืนอยู่หน้าแพทย์คนหนึ่ง ไม่ใช่ผู้ชายที่กอดเธอไว้ทั้งคืน
“เรื่องเมื่อคืน” เขาพูดขึ้นในที่สุด โดยไม่หันมามองเธอ หัวใจของมินตรากระตุกแรง
“ค่ะ” เธอรับคำเบา ๆ
ปรินทร์ติดกระดุมเสื้อทีละเม็ด น้ำเสียงของเขาราบเรียบ เย็นชา และไร้ร่องรอยความอ่อนแอทั้งหมดที่เธอเคยเห็น
“มันเป็นความผิดพลาดของผู้ใหญ่สองคน” เขากล่าว “คุณไม่ต้องเอาไปคิดไกล และไม่ต้องคาดหวังว่ามันจะเปลี่ยนอะไรในสัญญา”
มินตรานิ่งเหมือนถูกผลักตกจากที่สูง คำพูดนั้นไม่ได้ดัง แต่กลับก้องอยู่ในหัวเธอซ้ำไปซ้ำมา ความผิดพลาดของผู้ใหญ่สองคน อย่าเอาไปคิดไกลอย่าคาดหวังว่ามันจะเปลี่ยนอะไรในสัญญา เธอรู้ดีอยู่แล้วว่าเขาไม่ได้รัก เธอเตือนตัวเองตั้งแต่ลืมตา แต่การได้ยินจากปากเขาตรง ๆ ก็ยังเจ็บเหมือนหัวใจถูกบีบจนแทบแตก
มินตรากำมือแน่น เล็บจิกเข้าฝ่ามือเพื่อไม่ให้น้ำตาไหล เธอยืนตรง มองแผ่นหลังของเขาด้วยแววตาที่ค่อย ๆ ว่างเปล่าลง
“มินเข้าใจค่ะ” เธอพูดออกมาในที่สุด น้ำเสียงเรียบนิ่งจนน่าประหลาด
ปรินทร์ชะงักเล็กน้อยกับความนิ่งนั้น เขาคิดว่าเธออาจร้องไห้ อาจถาม อาจต่อว่า แต่เธอกลับนิ่งเกินไป นิ่วราวกับคนที่กำลังเก็บชิ้นส่วนหัวใจตัวเองขึ้นมาทีละชิ้นโดยไม่ให้ใครเห็น
“ดี” เขาตอบ แต่คำว่าดีนั้นกลับติดอยู่ในลำคอแปลก ๆ
มินตรายิ้มบาง ๆ เป็นรอยยิ้มสุภาพที่ไม่มีความสุขเหลืออยู่เลย
“คุณหมอไม่ต้องกังวลนะคะ มินจะไม่เรียกร้องอะไร ไม่คิดว่าตัวเองมีสิทธิ์มากกว่าที่สัญญาระบุ และจะไม่ลืมว่าทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะคุณหมอเหนื่อยและอ่อนแอจากเรื่องคุณหญิง” เธอพูดชัดเจน ทุกคำสุภาพ ทุกคำยาวเต็มประโยค แต่ทุกคำก็เหมือนแทงกลับเข้าหัวใจตัวเอง
ปรินทร์หันกลับมามองเธอเมื่อได้ยินคำว่า “คุณหมอ” อีกครั้ง
“ต่อหน้าแม่ผม อย่าเรียกผมแบบนั้น” เขาพูดเสียงต่ำ
“ค่ะ ต่อหน้าคุณหญิง มินจะเรียกคุณว่าปรินทร์ตามบทบาทของภรรยา แต่ตอนนี้คุณหญิงไม่อยู่ตรงนี้ มินคิดว่าเรียกคุณหมอคงเหมาะสมกว่า” เธอตอบด้วยความสงบนิ่ง
