บทที่ 1 ตอนที่ 1 คืนฝนที่คนใจร้ายได้พบเธอ
ตอนที่ 1
คืนฝนที่คนใจร้ายได้พบเธอ
ฝนเทลงมาไม่ขาดสายตั้งแต่หัวค่ำ ราวกับฟ้าเบื้องบนกำลังเทความหม่นหมองทั้งหมดลงมาชำระเมืองใหญ่ที่ไม่เคยหลับใหล แสงไฟจากตึกสูงระยิบระยับอยู่หลังม่านน้ำหนา รถราบนถนนสุขุมวิทติดยาวเป็นสาย เสียงแตร เสียงล้อบดถนนเปียก และเสียงฝนกระทบกระจกอาคารสูงดังปะปนกันจนกลายเป็นบทเพลงเศร้าในค่ำคืนหนึ่งของกรุงเทพฯ
ท่ามกลางความวุ่นวายนั้น โรงแรมวายุรัตน์ แกรนด์ยังสว่างไสวอยู่กลางสายฝนเหมือนปราสาทแก้วของคนมั่งคั่ง แขกในชุดหรูเดินเข้าออกอย่างไม่สะทกสะท้านต่ออากาศเย็นชื้น กลิ่นน้ำหอมราคาแพงลอยปนกับกลิ่นกาแฟและไวน์จากเลานจ์ชั้นล่าง เสียงเปียโนบรรเลงท่วงทำนองช้า ๆ คลอไปกับเสียงร้องหวานเศร้าของหญิงสาวคนหนึ่งบนเวทีเล็ก ๆ ริมกระจก
เพียงฟ้ายืนอยู่ตรงนั้นในชุดเดรสสีครีมเรียบง่าย ผมยาวถูกรวบไว้หลวม ๆ เผยใบหน้าอ่อนหวานที่มีความเหนื่อยล้าซ่อนอยู่ใต้รอยยิ้ม เธอจับไมโครโฟนด้วยสองมือ ปลายนิ้วเย็นเฉียบจากเครื่องปรับอากาศ แต่เสียงของเธอกลับอบอุ่นและนุ่มลึกจนทำให้แขกหลายคนในเลานจ์เงียบลงโดยไม่รู้ตัว
“หากคืนนี้ไม่มีใครอยู่ข้างคุณ ขอเพียงอย่าลืมว่าหัวใจของคุณยังอยู่กับตัวเองเสมอ...” เพียงฟ้าร้องท่อนสุดท้ายด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาและทอดยาว แววตาของเธอทอดมองผ่านกระจกออกไปยังสายฝนด้านนอกคล้ายกำลังร้องให้ใครบางคนที่ไม่เคยมีตัวตนในชีวิตจริง
เสียงปรบมือดังขึ้นประปรายหลังเพลงจบ เพียงฟ้าก้มศีรษะขอบคุณอย่างสุภาพ ก่อนจะถอยออกจากเวทีพร้อมรอยยิ้มที่ฝืนไว้จนมุมปากเริ่มล้า เธอเดินไปหลังฉากเล็ก ๆ ข้างเวที วางไมโครโฟนลงแล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูเป็นสิ่งแรก หน้าจอสว่างขึ้นพร้อมข้อความจากน้องชายที่ส่งมาเมื่อไม่กี่นาทีก่อน
แม่ไอหนักอีกแล้ว พี่ฟ้าเลิกงานโทรกลับหน่อยนะ
หัวใจของเพียงฟ้าหล่นวูบ เธอกดโทรออกทันที แต่ยังไม่ทันมีคนรับ เสียงผู้จัดการเลานจ์ก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
“ฟ้า อีกสิบห้านาทีขึ้นร้องต่ออีกสองเพลงนะ คืนนี้แขกวีไอพีอยู่เยอะ อย่าเพิ่งกลับก่อนเวลาเด็ดขาด” ผู้จัดการพูดเร็ว ๆ โดยไม่ได้มองหน้าเธอจริงจัง เพราะมัวแต่ก้มเช็กตารางงานในแท็บเล็ต
“พี่ภพคะ แม่ฟ้าเหมือนจะอาการไม่ดี ฟ้าขอออกไปโทรศัพท์แค่ครู่เดียวได้ไหมคะ ถ้ามีอะไรฉุกเฉินจริง ๆ ฟ้าอาจต้องขอกลับก่อน แต่ฟ้าจะหาคนร้องแทนให้ หรือยอมให้หักค่าแรงคืนนี้ก็ได้ค่ะ” เพียงฟ้าพยายามพูดด้วยน้ำเสียงนอบน้อม ทั้งที่ในอกเริ่มร้อนรุ่มเพราะความกังวล
“ฟ้า พี่เข้าใจนะว่าเธอลำบาก แต่โรงแรมนี้ไม่ใช่ร้านอาหารข้างทางที่อยากมาก็มา อยากไปก็ไป แขกจ่ายแพงเพื่อบรรยากาศ ถ้าเธอหายไปกลางคัน พี่ก็โดนข้างบนด่าเหมือนกัน” ผู้จัดการถอนหายใจและพูดอย่างอ่อนลงเพียงเล็กน้อย แต่แววตายังคงยืนยันว่าหน้าที่ต้องมาก่อนความเดือดร้อนส่วนตัวของเธอ
“ฟ้าเข้าใจค่ะ ฟ้าจะไม่ทำให้งานเสีย เพียงแค่ขอโทรกลับบ้านสักสองนาทีเท่านั้น ถ้าแม่ไม่เป็นอะไรมาก ฟ้าจะขึ้นร้องต่อให้ครบทุกเพลงแน่นอนค่ะ” เพียงฟ้ารับคำด้วยความอดทน ก่อนจะก้มศีรษะให้เขาอย่างขอบคุณ ทั้งที่ลึก ๆ เธออยากวิ่งออกไปจากตรงนี้เหลือเกิน
ผู้จัดการพยักหน้าแบบเสียไม่ได้ เพียงฟ้าจึงรีบเดินออกจากหลังเวทีไปยังทางเดินด้านข้างเลานจ์ เสียงเพลงจากเปียโนยังดังตามหลังมาเบา ๆ เธอยกโทรศัพท์แนบหูอีกครั้ง ทว่าเสียงสัญญาณรอสายกลับยาวนานจนใจเธอยิ่งสั่น ปลายทางยังไม่รับ
หญิงสาวหลับตาลง สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ พยายามกลืนความกลัวลงคอ แม่ของเธอป่วยโรคปอดเรื้อรังมานาน ค่าใช้จ่ายในโรงพยาบาลสูงขึ้นทุกเดือน ส่วนเงินเก็บที่เคยมีก็แทบไม่เหลือ เพราะเธอต้องส่งน้องชายเรียนมหาวิทยาลัยไปพร้อมกัน ชีวิตของเพียงฟ้าจึงเหมือนยืนอยู่บนสะพานไม้ผุพัง ทุกก้าวต้องระวังไม่ให้ตกลงไปในเหวของหนี้สินและความสิ้นหวัง
“รับสิเมฆ รับสายพี่หน่อย...” เพียงฟ้าพึมพำกับโทรศัพท์ด้วยเสียงสั่นเล็กน้อย ขณะเดินเลี่ยงไปตรงมุมทางเดินที่เงียบกว่าเดิม
อีกด้านหนึ่งของโรงแรม บนชั้นสูงสุดซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนตัวของผู้บริหาร บรรยากาศต่างจากเลานจ์ชั้นล่างราวฟ้ากับเหว ห้องประชุมกระจกกว้างมองเห็นกรุงเทพฯ ทั้งเมืองในม่านฝน โต๊ะยาวสีดำเงาวับตั้งอยู่กลางห้อง ผู้ชายหลายคนในสูทหรูนั่งเงียบด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ส่วนหญิงสาวในชุดเดรสสีแดงไวน์นั่งไขว่ห้างอยู่ข้างประธานใหญ่ของตระกูล ใบหน้าสวยจัดของเธอมีรอยยิ้มบางเบา แต่แววตากลับแฝงความทะเยอทะยานชัดเจน
วายุยืนอยู่ริมกระจก หันหลังให้ทุกคนในห้อง มือข้างหนึ่งล้วงกระเป๋ากางเกง อีกข้างถือแก้ววิสกี้ที่พร่องไปเกินครึ่ง ดวงตาคมกริบทอดมองสายฝนด้านนอกด้วยสีหน้าเย็นชา แต่เส้นเลือดที่ขมับปูดขึ้นเล็กน้อยบอกชัดว่าเขากำลังสะกดอารมณ์ไว้แทบไม่อยู่
“แกจะเงียบอีกนานแค่ไหน วายุ เรื่องหมั้นกับหนูรมิดาไม่ใช่เรื่องที่แกจะเอาแต่ใจได้อีกแล้ว” เสียงของวราเทพ ผู้เป็นบิดา ดังขึ้นอย่างกดดันจากหัวโต๊ะ น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยอำนาจของคนที่เคยชินกับการออกคำสั่งและเห็นทุกคนในตระกูลเป็นหมากบนกระดานธุรกิจ
“ผมเคยบอกพ่อแล้วว่าผมไม่แต่งงานเพื่อแลกหุ้น ไม่แต่งงานเพื่อปิดดีล และไม่แต่งงานกับผู้หญิงที่ผมไม่ได้เลือกเอง” วายุพูดโดยไม่หันกลับมา น้ำเสียงเรียบนิ่งจนแทบไร้อารมณ์ แต่ทุกถ้อยคำคมเหมือนใบมีดที่ลากผ่านความเงียบในห้อง
“ความรักเป็นเรื่องของเด็กโง่ คนระดับเราแต่งงานเพื่อความมั่นคง ไม่ใช่เพื่อหัวใจไร้สาระของแก” วราเทพตบโต๊ะเบา ๆ แต่แรงกดดันในน้ำเสียงทำให้ผู้ร่วมประชุมคนอื่นพากันก้มหน้า
“ถ้าความมั่นคงของตระกูลต้องแลกด้วยการเอาชีวิตผมไปผูกกับใครสักคนเหมือนสินค้าชิ้นหนึ่ง ผมยอมให้มันล่มดีกว่า” วายุตอบกลับอย่างเย็นเยียบ ก่อนจะหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับบิดาเต็มตา
รมิดาขยับรอยยิ้มให้หวานขึ้น เธอไม่แสดงความไม่พอใจออกมาตรง ๆ เพราะรู้ดีว่าวายุเป็นผู้ชายที่ยิ่งถูกบังคับยิ่งต่อต้าน เธอจึงเลือกใช้น้ำเสียงนุ่มนวลแทน
“คุณวายุคะ ดาไม่ได้คิดจะบังคับคุณเลยนะคะ ดารู้ว่าคุณอาจยังไม่พร้อม แต่การหมั้นของเราอย่างน้อยก็ช่วยให้ทั้งสองครอบครัวมั่นคงขึ้น ส่วนเรื่องความรู้สึก...ดาเชื่อว่ามันค่อย ๆ สร้างกันได้ค่ะ” รมิดาพูดพลางยิ้มละมุน ทว่าปลายนิ้วที่วางบนตักจิกเข้าหากันแน่นจนเห็นข้อขาว
“ผมไม่สร้างความรู้สึกกับคนที่เข้ามาในชีวิตผมพร้อมเอกสารถือหุ้นและข้อตกลงผลประโยชน์ รมิดา ถ้าคุณฉลาดพอ คุณควรรู้ว่าการแต่งงานกับผู้ชายที่ไม่ได้รักคุณ จะทำให้คุณได้แค่ตำแหน่ง แต่ไม่มีวันได้หัวใจ” วายุหันไปมองเธอด้วยแววตาไร้เยื่อใย คำพูดของเขาไม่ดัง แต่ทำให้บรรยากาศในห้องเย็นลงทันที
ใบหน้าของรมิดากระตุกเล็กน้อย เธอรักษารอยยิ้มไว้ได้อย่างยากเย็น ขณะที่วราเทพลุกขึ้นยืนด้วยความโกรธ
“แกคิดว่าตัวเองยิ่งใหญ่มาจากไหน วายุ ทุกอย่างที่แกมี ทุกโรงแรม ทุกตำแหน่ง ทุกคนที่ก้มหัวให้แก มันเริ่มจากตระกูลนี้ทั้งนั้น ถ้าไม่มีฉัน แกก็ไม่มีอะไรเลย” วราเทพพูดเสียงกร้าว ดวงตาแข็งกร้าวไม่ต่างจากลูกชายที่ยืนอยู่ตรงหน้า
“ถ้าทุกอย่างที่ผมมีต้องแลกกับการให้พ่อขีดเส้นชีวิต ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าผมอยากมีมันอยู่หรือเปล่า” วายุวางแก้ววิสกี้ลงบนโต๊ะกระจกอย่างแรงพอให้เสียงดังสะท้อนทั่วห้อง
“แกพูดเหมือนแม่แกไม่มีผิด ผู้หญิงคนนั้นก็เคยพูดว่าบ้านหลังนี้เป็นกรง ทั้งที่ฉันให้ทุกอย่างกับมัน สุดท้ายมันก็ทิ้งแกไปโดยไม่หันกลับมามอง” วราเทพหลุดพูดชื่อบาดแผลที่ไม่ควรถูกแตะต้องออกมา และทันทีที่คำว่าแม่หลุดจากปากเขา แววตาของวายุก็มืดลงอย่างน่ากลัว
ความเงียบตกลงมาฉับพลันราวกับทั้งห้องถูกตัดเสียง วายุยืนนิ่ง ใบหน้าหล่อคมไม่เปลี่ยนสี แต่แววตาของเขาเหมือนท้องฟ้าก่อนพายุใหญ่ มืด หนัก และเต็มไปด้วยแรงทำลายล้าง
“อย่าเอาแม่มาพูดในเรื่องนี้อีก” วายุพูดช้า ๆ ด้วยน้ำเสียงต่ำพร่า ทุกคำถูกกดออกมาจากลำคอที่ตึงเครียด
“ทำไม ฉันพูดไม่ได้หรือไง แกยังเจ็บที่ถูกทิ้งอยู่ใช่ไหม ถึงได้ทำตัวเหมือนคนไม่มีหัวใจแบบนี้” วราเทพสวนกลับอย่างไม่ยอมแพ้ ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าคำพูดนั้นแทงเข้าไปถึงจุดตายของลูกชาย
วายุยิ้ม แต่เป็นรอยยิ้มที่ไม่มีความอบอุ่นแม้แต่น้อย เขาหยิบเสื้อสูทที่พาดไว้บนเก้าอี้ขึ้นมาแล้วเดินไปทางประตู โดยไม่สนใจเสียงเรียกของใครอีก
“ถ้าพ่ออยากได้งานหมั้นนัก ก็หาคนอื่นไปยืนแทนผมเถอะ เพราะผมจะไม่เอาชีวิตตัวเองไปแลกกับความพอใจของใครอีกแล้ว” วายุพูดทิ้งท้ายโดยไม่หันกลับไปมอง ก่อนจะเปิดประตูออกจากห้องประชุมด้วยแรงที่ทำให้คนด้านนอกสะดุ้ง
