บทที่ 2 ตอนที่2 บาดแผล
ตอนที่2
บาดแผล
ฝนยังเทลงมาไม่หยุดเมื่อวายุเดินออกมาจากลิฟต์ผู้บริหาร เขาไม่กลับเข้าห้องทำงาน ไม่ลงไปหาแขก ไม่สนใจโทรศัพท์ที่สั่นอยู่ในมือครั้งแล้วครั้งเล่า เขาเดินผ่านทางเดินยาวด้วยใบหน้าว่างเปล่า ราวกับทุกอย่างรอบตัวไม่มีความหมาย เสียงของบิดายังดังซ้ำอยู่ในหัว
แม่แกทิ้งแกไปโดยไม่หันกลับมามอง
ประโยคนั้นไม่ใช่แค่คำกล่าวหา แต่มันคือบาดแผลที่วายุพยายามฝังไว้ใต้เงิน อำนาจ และความเย็นชามาตลอดหลายปี เขาเคยคิดว่าตัวเองลืมได้แล้ว เคยคิดว่าการไม่มีหัวใจคือเกราะที่ดีที่สุด แต่ทุกครั้งที่ชื่อของแม่ถูกขุดขึ้นมา ความเป็นเด็กชายวัยสิบขวบที่ยืนรอแม่อยู่หน้าบ้านจนฟ้ามืดก็ยังกลับมาหายใจอยู่ในอกเขาเสมอ
วายุขึ้นลิฟต์ไปยังชั้นดาดฟ้าโดยไม่รู้ตัว หรือบางทีเขาอาจรู้ตัวดี แต่ไม่อยากห้ามตัวเอง ประตูลิฟต์เปิดออกพร้อมกลิ่นฝนและลมแรงที่พัดเข้ามาปะทะหน้า เขาก้าวออกไปบนพื้นเปียก เสียงฝนกระแทกแผ่นกระจกและพื้นปูนดังหนักขึ้นเรื่อย ๆ
ดาดฟ้าของโรงแรมถูกออกแบบเป็นสวนลอยฟ้าสำหรับแขกวีไอพี มีสระน้ำเล็ก ๆ ทางเดินหิน และราวกระจกสูงล้อมรอบ แต่คืนนี้ไม่มีใครอยู่ที่นั่น นอกจากชายหนุ่มคนหนึ่งที่ยืนอยู่ท่ามกลางฝนอย่างไม่รู้สึกรู้สา
วายุเดินไปหยุดใกล้ราวกระจก มือข้างหนึ่งวางลงบนขอบเย็นเฉียบ ดวงตามองลงไปยังถนนด้านล่างที่เต็มไปด้วยแสงไฟพร่ามัว เขาไม่ได้คิดจะทำอะไรโง่ ๆ อย่างที่คนอื่นอาจเข้าใจ เขาเพียงอยากรู้ว่าความเงียบข้างบนนั้นจะดังน้อยกว่าความว่างเปล่าในอกหรือไม่
แต่ยิ่งยืนอยู่ตรงนั้น เขากลับยิ่งรู้สึกว่าโลกทั้งใบช่างไกลเหลือเกิน
ในเวลาเดียวกัน เพียงฟ้าวิ่งขึ้นบันไดหนีไฟมาถึงชั้นดาดฟ้าอย่างหอบเหนื่อย เธอไม่ได้ตั้งใจขึ้นมาที่นี่ตั้งแต่แรก หลังจากโทรหาน้องชายไม่ติด เธอจึงเดินหามุมสงบจนหลงเข้ามาทางโถงบริการของโรงแรม แล้วเห็นเงาผู้ชายคนหนึ่งเดินโซเซผ่านประตูดาดฟ้าไปท่ามกลางฝน ด้วยสัญชาตญาณบางอย่าง เธอรู้สึกไม่สบายใจและตามขึ้นมา
เมื่อผลักประตูเหล็กออกมา ลมแรงก็พัดจนผมเธอปลิวกระจาย ฝนเย็นเฉียบสาดใส่ใบหน้าทันที เพียงฟ้ายกมือบังตา ก่อนจะเห็นวายุยืนอยู่ใกล้ราวกระจก หัวใจเธอหล่นวูบ
“คุณคะ! อย่ายืนตรงนั้นค่ะ มันอันตรายมากนะคะ!” เพียงฟ้าร้องเรียกเสียงดังแข่งกับเสียงฝน ขณะรีบก้าวไปหาเขาโดยไม่สนว่ารองเท้าส้นสูงจะลื่นบนพื้นเปียก
วายุหันกลับมาช้า ๆ ดวงตาของเขาแดงก่ำจากฤทธิ์เหล้าและอารมณ์ที่ปะทุอยู่ข้างใน ใบหน้าคมคายเปียกชุ่มไปด้วยน้ำฝน เส้นผมสีดำลู่ลงกับหน้าผาก ทำให้เขาดูดิบร้ายและอันตรายกว่าผู้ชายในห้องประชุมเมื่อครู่หลายเท่า
“เธอเป็นใคร แล้วใครอนุญาตให้ขึ้นมาบนนี้” วายุถามเสียงห้วนจัด แววตาเต็มไปด้วยความรำคาญที่มีคนมารบกวนความโดดเดี่ยวของเขา
“ฉันเป็นนักร้องที่เลานจ์ค่ะ ฉันเห็นคุณเดินออกมาท่าทางไม่ดีเลยตามขึ้นมา ถ้าคุณอยากอยู่คนเดียว ฉันจะไปก็ได้ แต่ช่วยถอยออกมาจากราวก่อนเถอะนะคะ” เพียงฟ้าพูดเร็ว ๆ ด้วยน้ำเสียงที่พยายามคุมให้มั่นคง ทั้งที่ข้างในเธอกำลังสั่นเพราะกลัวว่าเขาจะพลาดล้มลงไปจริง ๆ
วายุหัวเราะต่ำในลำคอ เสียงนั้นกลืนหายไปกับสายฝน แต่ความเย้ยหยันในแววตากลับชัดเจน
“นักร้องเลานจ์คิดว่าตัวเองเป็นนางฟ้าช่วยชีวิตคนหรือไง ถึงได้ตามผู้ชายแปลกหน้าขึ้นมาถึงดาดฟ้ากลางดึกแบบนี้” วายุพูดพลางก้าวเข้าหาเธอหนึ่งก้าว น้ำเสียงของเขาเย็นและดูถูกอย่างไม่ปิดบัง
“ฉันไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นนางฟ้าค่ะ ฉันแค่เป็นคนธรรมดาที่เห็นคนอีกคนยืนอยู่ในที่อันตราย แล้วไม่อยากเดินผ่านไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น” เพียงฟ้าตอบกลับ แม้เสียงจะสั่นเล็กน้อย แต่ดวงตาของเธอไม่หลบเขาเลยคำตอบนั้นทำให้วายุชะงักเพียงเสี้ยววินาที เขามองผู้หญิงตรงหน้าอย่างละเอียดเป็นครั้งแรก เธอเปียกฝนจนชุดแนบกับร่าง ผมยาวปรกแก้ม ใบหน้าซีดเพราะความเย็น แต่แววตากลับใสและจริงจังจนน่าหงุดหงิด
“คนธรรมดาที่ชอบยุ่งเรื่องของคนอื่น มักจะเดือดร้อนเพราะความดีโง่ ๆ ของตัวเอง” วายุพูดเสียงต่ำ ก่อนจะยกมือขึ้นเสยผมเปียกชื้นไปด้านหลังอย่างหงุดหงิด
“บางทีความดีอาจโง่ในสายตาคนที่ไม่เคยได้รับมันก็ได้ค่ะ แต่ฉันยังเชื่อว่ามันดีกว่าการปล่อยให้ใครสักคนจมอยู่กับความเจ็บจนทำร้ายตัวเอง” เพียงฟ้าพูดออกไปตามความรู้สึกจริง ๆ โดยไม่รู้เลยว่าคำพูดของเธอกำลังแตะเข้าไปในรอยแผลที่วายุซ่อนไว้ลึกที่สุด
แววตาของวายุเปลี่ยนไปทันที ความว่างเปล่าถูกแทนที่ด้วยความโกรธ เขาก้าวเข้ามาใกล้เธออย่างรวดเร็วจนเพียงฟ้าถอยหลังโดยอัตโนมัติ แต่ยังไม่ทันตั้งหลัก มือใหญ่ของเขาก็คว้าข้อมือเธอไว้แน่น
“เธอรู้อะไรเกี่ยวกับความเจ็บของฉัน ถึงกล้ามาสั่งสอนฉันด้วยประโยคสวยหรูแบบนั้น” วายุถามเสียงต่ำ ใบหน้าของเขาอยู่ใกล้จนเพียงฟ้าได้กลิ่นแอลกอฮอล์จาง ๆ ปนกับกลิ่นฝนบนตัวเขา
“ฉันไม่รู้อะไรเกี่ยวกับคุณเลยค่ะ แต่ฉันรู้ว่าคนที่เจ็บมาก ๆ มักทำให้คนรอบข้างเจ็บไปด้วยโดยไม่รู้ตัว ถ้าคุณมีครอบครัว มีคนที่ยังห่วงคุณอยู่ คุณไม่ควรยืนตรงนี้เหมือนไม่สนใจว่าพวกเขาจะรู้สึกยังไง” เพียงฟ้าพยายามดึงมือกลับ แต่แรงของเขามากเกินไป เธอจึงเลือกพูดต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่นกว่าเดิม
คำว่าครอบครัวทำให้วายุหัวเราะอย่างเย็นชา เขาปล่อยข้อมือเธอแล้วถอยออกไปครึ่งก้าว ก่อนจะหันหน้าไปมองเมืองด้านล่างอีกครั้ง
“ครอบครัวงั้นเหรอ คำสวยหรูอีกคำที่คนชอบใช้หลอกตัวเอง ความจริงครอบครัวก็แค่คนกลุ่มหนึ่งที่อ้างว่ารัก แต่พร้อมจะใช้เราเป็นเครื่องมือเมื่อผลประโยชน์มากพอ” วายุพูดเหมือนกำลังพูดกับตัวเองมากกว่าพูดกับเธอ น้ำเสียงของเขาแข็ง แต่ปลายประโยคกลับแฝงความเหนื่อยล้าลึก ๆ
เพียงฟ้ามองแผ่นหลังกว้างของเขาผ่านม่านฝน ในวินาทีนั้นเธอเห็นมากกว่าผู้ชายหยิ่งยโสและอันตราย เธอเห็นคนที่กำลังบาดเจ็บจนไม่รู้จะวางความเจ็บไว้ตรงไหน
“ถ้าครอบครัวของคุณทำให้คุณเจ็บจริง ฉันคงไม่มีสิทธิ์บอกให้คุณให้อภัยใครง่าย ๆ หรอกค่ะ แต่ต่อให้โลกนี้ไม่มีใครใจดีกับคุณ คุณก็ยังใจดีกับตัวเองได้ อย่าลงโทษตัวเองแทนคนที่ทำร้ายคุณเลยนะคะ” เพียงฟ้าพูดเบาลง แต่ทุกคำชัดเจนท่ามกลางเสียงฝน
วายุหันกลับมามองเธออีกครั้ง คราวนี้เขาไม่ได้ตวาด ไม่ได้ประชด เพียงจ้องเธอนิ่ง ๆ ราวกับไม่เข้าใจว่าผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งไม่รู้จักเขาเลย กล้าพูดประโยคที่คนใกล้ตัวเขาไม่เคยพูดออกมาได้อย่างไร แต่ความสงบนั้นอยู่ได้ไม่นาน เสียงโทรศัพท์ของวายุก็ดังขึ้น เขาหยิบขึ้นมาดูชื่อบิดาบนหน้าจอ แววตาที่เริ่มนิ่งกลับแข็งกระด้างอีกครั้ง เขากดตัดสายอย่างไม่ลังเล แล้วกำโทรศัพท์แน่นจนข้อนิ้วขาว
