บทที่ 3 ตอนที่3 หลุบตา
ตอนที่3
หลุบตา
วินาทีต่อมา เขาหันไปต่อยกำแพงคอนกรีตด้านข้างอย่างแรง เสียงกระแทกดังสนั่น เพียงฟ้าสะดุ้งสุดตัว เลือดสีแดงสดไหลซึมออกจากข้อนิ้วของเขาแทบจะทันที แต่เจ้าของมือกลับยืนเฉยราวกับไม่รู้สึกเจ็บ
“คุณทำอะไรของคุณคะ!” เพียงฟ้าร้องออกมาด้วยความตกใจ ก่อนจะรีบคว้ามือเขาไว้โดยลืมความกลัวไปชั่วขณะ
“ปล่อย อย่ามายุ่งกับฉัน” วายุสะบัดเสียงใส่ แต่ไม่ได้ดึงมือกลับแรงนัก อาจเพราะเมา อาจเพราะเหนื่อย หรืออาจเพราะสัมผัสอุ่น ๆ ของเธอทำให้เขาชะงักอย่างประหลาด
“ฉันจะไม่ยุ่งถ้าคุณไม่ทำตัวเองเลือดออกต่อหน้าฉันแบบนี้ เดินกลับเข้าไปข้างในค่ะ แผลคุณต้องล้าง ไม่อย่างนั้นอาจอักเสบได้” เพียงฟ้าพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง ก่อนจะดึงมือเขาเบา ๆ ให้ถอยออกจากกำแพง
วายุหลุบตามองมือเล็กที่จับมือเขาอยู่ ดวงตาคมเข้มไหววูบเพียงครู่เดียว เขาไม่ชอบให้ใครแตะตัว ไม่ชอบให้ใครออกคำสั่ง และยิ่งไม่ชอบให้ใครเห็นสภาพน่าสมเพชของตัวเอง แต่ผู้หญิงคนนี้กลับทำทุกอย่างที่เขาไม่ชอบด้วยท่าทางเหมือนมันเป็นเรื่องธรรมดา
“เธอกล้าสั่งฉัน ทั้งที่ยังไม่รู้เลยว่าฉันเป็นใคร” วายุพูดเสียงต่ำ แววตากลับมาคมกริบเหมือนเดิม แต่คราวนี้มีบางอย่างซ่อนอยู่ในความสนใจนั้น
“ตอนนี้ฉันไม่จำเป็นต้องรู้ค่ะว่าคุณเป็นใคร ฉันรู้แค่ว่าคุณเป็นคนเจ็บ และฉันไม่อยากปล่อยให้แผลคุณเปียกฝนอยู่อย่างนี้” เพียงฟ้าตอบโดยไม่เงยหน้าขึ้นมองเขา เพราะกำลังดูแผลที่ข้อนิ้วของเขาอย่างกังวล
วายุเงียบไปอย่างน่าประหลาด เขาปล่อยให้เธอพากลับเข้ามาด้านใน ทั้งที่ตามปกติแล้วไม่มีใครลากเขาไปไหนได้ หากเขาไม่ยอมเดินเอง
เมื่อเข้ามาถึงห้องพักรับรองสำหรับแขกวีไอพีที่อยู่ถัดจากทางออกดาดฟ้า เพียงฟ้าก็รีบเปิดไฟ ห้องกว้างตกแต่งด้วยโทนสีเทาเข้มและทอง ดูหรูหราแต่เย็นเยียบเหมือนไร้คนอยู่อาศัย เธอให้วายุนั่งลงบนโซฟา ก่อนจะเดินไปค้นกล่องปฐมพยาบาลจากตู้ข้างผนัง โชคดีที่โรงแรมระดับนี้เตรียมทุกอย่างไว้พร้อม
วายุนั่งเอนหลังบนโซฟา มองเพียงฟ้าเดินไปมาในห้องของเขาอย่างถือวิสาสะ ดวงตาของเขาตามทุกการเคลื่อนไหวของเธอโดยไม่รู้ตัว เธอไม่ใช่ผู้หญิงในแบบที่เขาคุ้นเคย ไม่ได้อ่อนหวานเพื่อเอาใจ ไม่ได้ยั่วยวนเพื่อให้เขาสนใจ ไม่ได้กลัวจนไร้เสียง แต่ก็ไม่ได้แข็งกร้าวจนขาดความอ่อนโยน เธอเหมือนเพลงเศร้าที่มีแสงอุ่นอยู่ข้างใน
“ขอมือค่ะ ฉันจะล้างแผลให้ก่อน ถ้าแผลลึกมาก คุณอาจต้องให้หมอดูอีกทีนะคะ” เพียงฟ้าพูดพลางนั่งลงบนโต๊ะเตี้ยตรงหน้าเขา เปิดขวดน้ำเกลือและหยิบผ้าก๊อซออกมาอย่างคล่องแคล่ว
“เธอเป็นนักร้อง หรือเป็นพยาบาลกันแน่” วายุถามอย่างเยาะ ๆ แต่ยอมยื่นมือให้เธออย่างไม่เข้าใจตัวเอง
“เป็นคนที่ต้องดูแลแม่ป่วยมาหลายปีค่ะ เรื่องทำแผลเล็ก ๆ น้อย ๆ เลยพอทำเป็นบ้าง” เพียงฟ้าตอบเบา ๆ ขณะค่อย ๆ เทน้ำเกลือล้างคราบเลือดออกจากข้อนิ้วของเขาอย่างระมัดระวัง
คำว่าแม่ทำให้วายุนิ่งลงอีกครั้ง เขามองเสี้ยวหน้าของเพียงฟ้าที่ก้มอยู่เหนือมือเขา เห็นขนตายาวมีหยดน้ำฝนเกาะพราว เห็นริมฝีปากซีดเล็กน้อยเพราะความหนาว เห็นแววเหนื่อยล้าที่ซ่อนอยู่ในความตั้งใจของเธอ
“แม่เธอป่วยหนักมากหรือไง ถึงต้องมาร้องเพลงกลางคืนในโรงแรมแบบนี้” วายุถามด้วยน้ำเสียงเหมือนไม่ใส่ใจ แต่ความจริงเขาจำได้ว่าเธอพูดถึงแม่ด้วยแววตากังวลตั้งแต่เมื่อครู่
“หนักพอให้ฉันไม่มีสิทธิ์เลือกงานมากนักค่ะ แต่ยังไม่หนักพอให้ฉันหมดหวัง ฉันยังอยากรักษาแม่ให้ดีที่สุดเท่าที่ลูกคนหนึ่งจะทำได้”
เพียงฟ้าตอบโดยไม่หยุดมือ เธอไม่รู้ว่าทำไมตัวเองถึงยอมเล่าเรื่องส่วนตัวให้ผู้ชายแปลกหน้าฟัง อาจเพราะคืนนี้ฝนหนักเกินไป หรืออาจเพราะความเศร้าในตาของเขาทำให้เธอลดกำแพงลงโดยไม่ทันระวัง
“โลกนี้ไม่เคยให้รางวัลคนที่พยายามดีที่สุดหรอกนะ บางครั้งต่อให้เธอทุ่มทั้งชีวิต สุดท้ายคนที่อยากรั้งไว้ก็ไปอยู่ดี” วายุพูดเสียงเบาอย่างผิดปกติ สายตาของเขาหลุดไปไกลราวกับไม่ได้มองห้องนี้อยู่
เพียงฟ้าชะงักมือ เธอค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองเขา ความเย็นชาในใบหน้าของวายุยังอยู่ แต่ภายใต้ความเย็นนั้นมีรอยแตกบาง ๆ ที่ทำให้เธอใจอ่อนอย่างไม่ควรเป็น
“ถ้าวันหนึ่งฉันรั้งแม่ไว้ไม่ได้จริง ๆ อย่างน้อยฉันก็อยากมั่นใจว่าตัวเองได้ทำทุกอย่างแล้วค่ะ คนเราอาจห้ามการจากลาไม่ได้ แต่เราห้ามตัวเองไม่ให้ละเลยคนที่ยังอยู่ตรงหน้าได้” เพียงฟ้าพูดด้วยน้ำเสียงสงบ ทั้งที่ปลายตาเริ่มร้อนผ่าวเมื่อนึกถึงแม่
วายุมองเธอนิ่ง ไม่รู้ว่าทำไมคำพูดเรียบง่ายของเธอจึงดังกว่าคำสั่งของบิดา ดังกว่าคำเยินยอของผู้หญิงมากมาย และดังกว่าเสียงฝนที่ยังถล่มอยู่ด้านนอก
เขาค่อย ๆ ยกมืออีกข้างขึ้น จับข้อมือของเพียงฟ้าไว้ก่อนที่เธอจะพันผ้าก๊อซเสร็จ เพียงฟ้าสะดุ้งเล็กน้อย เธอเงยหน้าขึ้นสบตาเขาอย่างระวัง
“เธอชื่ออะไร” วายุถามตรง ๆ น้ำเสียงไม่ได้เมามายเหมือนตอนแรกแล้ว แต่กลับลึกและบังคับกลาย ๆ จนคนฟังรู้สึกเหมือนถูกดึงเข้าไปในโลกของเขาโดยไม่เต็มใจ
“ฉันต้องกลับไปทำงานแล้วค่ะ ถ้าหายไปนาน ผู้จัดการจะว่าเอาได้” เพียงฟ้าหลีกเลี่ยงคำถามและพยายามดึงมือกลับ ทว่าเขายังไม่ปล่อยง่าย ๆ
“ฉันถามว่าเธอชื่ออะไร ไม่ได้ถามว่าเธอต้องไปไหน” วายุพูดช้าลง ดวงตาคมมองเธออย่างคนที่เริ่มต้องการคำตอบ และไม่คุ้นเคยกับการถูกปฏิเสธ
“ชื่อของฉันไม่ได้สำคัญกับคุณหรอกค่ะ เราเป็นแค่คนแปลกหน้าที่บังเอิญเจอกันในคืนฝนตก คุณควรพักให้สร่างเมา แล้วก็อย่าไปยืนตากฝนใกล้ราวแบบนั้นอีก” เพียงฟ้าตอบด้วยน้ำเสียงสุภาพแต่มีระยะห่าง เธอไม่ชอบสายตาของเขา สายตาที่เหมือนกำลังตัดสินใจว่าจะลากเธอเข้าไปอยู่ในความสนใจของเขาหรือไม่
มุมปากของวายุยกขึ้นนิด ๆ เป็นรอยยิ้มที่ทำให้เพียงฟ้ารู้สึกเย็นวาบไปทั้งหลัง
“เธอคิดว่าตัวเองเลือกได้หรือ ว่าจะเป็นคนแปลกหน้าของฉันต่อไปหรือเปล่า” วายุถามเสียงต่ำ ขณะปลายนิ้วของเขากระชับรอบข้อมือเธอพอให้รู้ว่าเขายังเหนือกว่าในเกมนี้
“ทุกคนควรมีสิทธิ์เลือกค่ะ แม้แต่คนจนอย่างฉันก็ยังควรมีสิทธิ์เลือกว่าจะให้ใครรู้จักชีวิตตัวเองมากแค่ไหน” เพียงฟ้าตอบกลับทันที แม้หัวใจจะเต้นแรงขึ้นเพราะท่าทางอันตรายของเขา
แววตาของวายุวาวขึ้น คล้ายถูกท้าทาย เขาไม่ได้พบผู้หญิงที่กล้าพูดคำว่าไม่ใส่เขามานานมากแล้ว หรือบางทีอาจไม่เคยพบเลยด้วยซ้ำ ผู้หญิงส่วนใหญ่เมื่อรู้ว่าเขาเป็นใครก็พร้อมจะยิ้มให้ อ่อนลง และเปิดประตูทุกบาน แต่เพียงฟ้ากลับพยายามปิดประตูตั้งแต่ยังไม่รู้ชื่อเขาด้วยซ้ำ
เสียงโทรศัพท์ของเพียงฟ้าดังขึ้นพอดี เธอสะดุ้งและรีบมองหน้าจอ เมื่อเห็นชื่อ “เมฆ” เธอก็ดึงมือออกจากวายุแรงขึ้นโดยไม่สนว่าเขาจะไม่พอใจ
“ฉันต้องรับสายนี้ค่ะ ขอมือคืนด้วยนะคะ” เพียงฟ้าพูดอย่างหนักแน่น และครั้งนี้วายุยอมปล่อยมือเธอ แต่สายตายังไม่ละจากใบหน้าของเธอแม้แต่วินาทีเดียว
เธอกดรับสายทันทีและหันตัวหลบไปอีกด้าน
“เมฆ แม่เป็นยังไงบ้าง ทำไมเมื่อกี้ไม่รับสายพี่ พี่ตกใจมากนะ” เพียงฟ้าถามเร็ว ๆ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความกังวลจนวายุได้ยินชัด แม้เธอจะพยายามพูดเบาแล้วก็ตาม
ปลายสายคงตอบบางอย่าง เพราะใบหน้าของเพียงฟ้าค่อย ๆ ซีดลง เธอกำโทรศัพท์แน่น หันหลังให้วายุเหมือนไม่อยากให้คนแปลกหน้าเห็นความอ่อนแอ
“ถ้าแม่ไอเป็นเลือดอีกให้เรียกรถพยาบาลเลยนะ ไม่ต้องรอพี่ พี่จะรีบกลับให้เร็วที่สุด เงินค่ารถเดี๋ยวพี่จัดการเอง เมฆอย่าร้อง พี่อยู่ตรงนี้ พี่จะไม่ปล่อยให้แม่เป็นอะไร” เพียงฟ้าพูดด้วยน้ำเสียงพยายามเข้มแข็ง แต่ท้ายประโยคกลับสั่นจนคนฟังรู้ว่าเธอกำลังกลั้นน้ำตา
วายุนั่งนิ่งอยู่บนโซฟา ดวงตาคมมองแผ่นหลังเล็กที่เปียกฝนและสั่นเพราะความกลัวอย่างเงียบ ๆ เขาควรปล่อยเธอไป ควรลืมผู้หญิงคนนี้เหมือนลืมผู้หญิงมากมายที่เคยผ่านเข้ามาในคืนเหงาของเขา แต่มีบางอย่างในน้ำเสียงของเธอ บางอย่างในความดื้อรั้นที่ยังพยายามอบอุ่นต่อโลกทั้งที่ตัวเองแทบยืนไม่ไหว ทำให้เขาไม่อยากปล่อย
เมื่อวางสาย เพียงฟ้ารีบเก็บของทำแผลและลุกขึ้นยืน
“แผลคุณพันไว้แล้ว อย่าให้โดนน้ำอีกคืนนี้ ถ้าเจ็บมากก็เรียกหมอของโรงแรมมาดูนะคะ ฉันต้องกลับไปทำงานต่อ แล้วอาจต้องขอกลับบ้านก่อนเวลา ขอโทษด้วยที่เข้ามายุ่งกับคุณมากเกินไป” เพียงฟ้าพูดรวดเดียวพร้อมก้มศีรษะให้เขาอย่างสุภาพ ทั้งที่ในใจลอยไปถึงบ้านแล้ว
“เธอยังไม่ได้ตอบฉัน” วายุพูดขึ้นก่อนที่เธอจะเดินถึงประตู น้ำเสียงของเขานิ่ง แต่ทำให้เพียงฟ้าต้องหยุดเท้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เพียงฟ้าหันกลับมามองเขา ใบหน้าของเธอซีดแต่แววตายังหนักแน่น
“ฉันตอบสิ่งที่จำเป็นไปหมดแล้วค่ะ ส่วนชื่อของฉัน คุณไม่จำเป็นต้องรู้หรอก เพราะหลังคืนนี้เราคงไม่ต้องเจอกันอีก” เธอพูดด้วยความเชื่ออย่างนั้นจริง ๆ ก่อนจะเปิดประตูออกไปโดยไม่รู้เลยว่าชะตาชีวิตของตัวเองได้เปลี่ยนทิศตั้งแต่นาทีที่ดึงผู้ชายคนนั้นออกจากสายฝน
วายุนั่งอยู่ในห้องเงียบ ๆ หลังประตูปิดลง กลิ่นฝนยังติดอยู่ในอากาศ กลิ่นเดียวกับที่ติดอยู่บนตัวผู้หญิงคนนั้น เขาก้มมองผ้าก๊อซสีขาวบนข้อนิ้วตัวเอง เลือดหยุดไหลแล้ว แต่ความรู้สึกบางอย่างในอกกลับเริ่มเคลื่อนไหวอย่างน่ารำคาญ เขาไม่ชอบความรู้สึกนี้
ไม่ชอบที่คำพูดของเธอทำให้เขานึกถึงแม่ ไม่ชอบที่ความห่วงใยของเธอทำให้คืนอันเงียบงันของเขาเบาลง
ไม่ชอบที่เธอกล้าปฏิเสธเขา และยิ่งไม่ชอบที่เขายังอยากรู้ชื่อเธอแม้เธอจะเดินจากไปแล้ว
วายุหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรหาเลขาคนสนิท สายถูกรับอย่างรวดเร็วแม้จะดึกมากแล้ว
“ครับคุณวายุ มีอะไรให้ผมจัดการครับ” เสียงของกฤต เลขาหนุ่มผู้รู้ใจดังมาตามสายอย่างระมัดระวัง
“ที่เลานจ์คืนนี้มีนักร้องผู้หญิงคนหนึ่ง ชุดสีครีม เสียงเศร้า ๆ สูงประมาณไหล่ฉัน ผมยาว หน้าตาเหมือนคนที่แบกโลกทั้งใบไว้บนบ่า ไปสืบมาว่าเธอเป็นใคร บ้านอยู่ที่ไหน ครอบครัวมีใครบ้าง และทำไมถึงต้องมาทำงานกลางคืนที่โรงแรมของฉัน” วายุสั่งเสียงเรียบ ขณะลุกขึ้นเดินไปหยุดริมกระจก มองลงไปยังแสงไฟด้านล่างซึ่งพร่ามัวเพราะฝน
ปลายสายเงียบไปชั่วอึดใจ เหมือนกฤตกำลังแปลกใจที่เจ้านายผู้ไม่เคยสนใจพนักงานระดับล่างคนไหนเป็นพิเศษ กลับสั่งให้สืบประวัตินักร้องเลานจ์คนหนึ่งในยามดึก
“ได้ครับ ผมจะจัดการให้ทันที ต้องการข้อมูลละเอียดแค่ไหนครับ” กฤตถามด้วยน้ำเสียงมืออาชีพ แม้ในใจจะเริ่มรู้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องธรรมดา
“ละเอียดที่สุด และอย่าให้เธอรู้ตัว” วายุพูด ช้า ๆ ดวงตาของเขาสะท้อนเงาฝนด้านนอกอย่างเย็นเยียบ
“ครับคุณวายุ ผมจะส่งรายงานให้เร็วที่สุด” กฤตรับคำอย่างหนักแน่น ก่อนสายจะเงียบลง
วายุลดโทรศัพท์ลงจากหู นิ้วหัวแม่มือลูบผ่านผ้าก๊อซที่เพียงฟ้าพันไว้ให้อย่างไม่รู้ตัว มุมปากของเขายกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบา ทว่าไม่ใช่รอยยิ้มของคนอบอุ่น มันเป็นรอยยิ้มของผู้ชายที่เริ่มอยากได้บางสิ่ง และไม่เคยชินกับการปล่อยมันหลุดมือ
“ผู้หญิงคนนั้นทำให้คืนของฉันไม่เงียบเกินไป” เขาพึมพำกับเงาตัวเองในกระจก เสียงของเขาต่ำและเย็นกว่าสายฝนด้านนอก “ฉันอยากได้เธอไว้ใกล้ตัว”
ขณะเดียวกัน เพียงฟ้ากำลังวิ่งลงบันไดหนีไฟกลับไปยังเลานจ์ หัวใจของเธอร้อนรนเพราะเป็นห่วงแม่มากเกินกว่าจะคิดถึงผู้ชายบนดาดฟ้าอีก เธอไม่รู้เลยว่าการช่วยคนแปลกหน้าในคืนฝนตกครั้งนั้น จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของพันธนาการที่ทั้งหวาน ทั้งเจ็บ และโหดร้ายที่สุดในชีวิต
เธอคิดว่าเขาเป็นเพียงผู้ชายคนหนึ่งที่หลงทางในคืนอันมืดมน แต่ความจริงแล้ว วายุไม่ใช่คนหลงทาง
เขาคือพายุที่กำลังหันหัวเข้ามาหาเธออย่างเงียบงัน และเมื่อพายุลูกนั้นพัดมาถึง ชีวิตของเพียงฟ้าจะไม่มีวันสงบเหมือนเดิมอีกเลย
