บทที่ 4 ตอนที่ 4 ข้อเสนอของผู้ชายที่ไม่รู้จักหัวใจ

ตอนที่ 4

ข้อเสนอของผู้ชายที่ไม่รู้จักหัวใจ

รุ่งเช้าหลังคืนฝนตก กรุงเทพฯ ยังถูกคลุมด้วยสีเทาหม่นของเมฆที่ไม่ยอมสลายง่าย ๆ ถนนหน้าตึกแถวเก่าซึ่งเป็นบ้านเช่าของเพียงฟ้ายังคงเปียกชื้น น้ำขังอยู่ตามหลุมเล็ก ๆ บนพื้นปูนแตก ราวตากผ้าหน้าบ้านแกว่งเบา ๆ ตามลมเย็นที่พัดผ่านมาพร้อมกลิ่นดินเปียกและกลิ่นชื้นของเมืองหลังพายุใหญ่

เพียงฟ้าเปิดประตูบ้านเข้ามาอย่างเหนื่อยล้า หลังจากเลิกงานดึกและรีบกลับมาดูอาการแม่ทั้งคืน เธอแทบไม่ได้นอน ใต้ตาอ่อนหวานจึงมีเงาคล้ำบาง ๆ แต่หญิงสาวยังฝืนยิ้มเมื่อน้องชายเดินออกมาจากห้องครัวพร้อมแก้วน้ำอุ่นในมือ

“พี่ฟ้า แม่หลับไปเมื่อเกือบเช้าแล้วครับ ไอเป็นเลือดนิดหน่อย แต่พอพ่นยาแล้วดีขึ้น หมอบอกว่าถ้าไอหนักอีกต้องพาไปโรงพยาบาลทันที” เมฆพูดด้วยน้ำเสียงกังวล ขณะยื่นแก้วน้ำให้พี่สาว ดวงตาของเด็กหนุ่มวัยยี่สิบเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดที่ช่วยอะไรได้ไม่มากเท่าที่อยากช่วย

“ดีแล้วที่แม่หลับได้ เมฆอย่าโทษตัวเองนะ เมื่อคืนเมฆทำดีที่สุดแล้ว เดี๋ยวพี่จะโทรไปถามโรงพยาบาลเรื่องนัดตรวจอีกที” เพียงฟ้ารับแก้วน้ำมาแล้วแตะมือลงบนไหล่น้องชายเบา ๆ เพื่อปลอบเขา ทั้งที่หัวใจของเธอก็หนักอึ้งไม่ต่างกัน

“พี่ฟ้า วันนี้พี่มีงานอีกไหมครับ ถ้าไม่มี พี่นอนพักบ้างเถอะ หน้าพี่ซีดมากเลย” เมฆมองพี่สาวด้วยความเป็นห่วงอย่างไม่ปิดบัง เพราะรู้ดีว่าตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาเพียงฟ้าแทบใช้ชีวิตด้วยกาแฟกับความอดทนมากกว่าการพักผ่อนจริง ๆ

“มีร้องที่ร้านเดิมตอนค่ำจ้ะ แล้วก็มีงานเลานจ์ที่โรงแรมอีกสองคืน พี่พักแป๊บเดียวก็ไหว เมฆไปเรียนเถอะ อย่าขาดเรียนเพราะเรื่องที่บ้านอีกเลย พี่ไม่อยากให้อนาคตของเมฆต้องสะดุดเพราะพี่กับแม่” เพียงฟ้าพยายามยิ้มให้เขาอย่างมั่นคง แม้ความจริงร่างกายของเธอจะอยากล้มลงนอนเสียตั้งแต่วินาทีนี้

“พี่พูดแบบนี้อีกแล้ว ทุกอย่างในบ้านไม่ใช่ภาระของพี่คนเดียวสักหน่อย ผมโตแล้วนะ ผมทำงานพิเศษเพิ่มได้ พี่ไม่ต้องแบกหมดทุกอย่างก็ได้” เมฆพูดเสียงเข้มขึ้นเล็กน้อย แต่ความสั่นในน้ำเสียงบอกว่าเขาเจ็บปวดที่เห็นพี่สาวต้องฝืนทุกวัน

“เมฆโตแล้ว พี่รู้ แต่หน้าที่ของเมฆตอนนี้คือเรียนให้จบ ส่วนหน้าที่ของพี่คือดูแลแม่กับส่งเมฆให้ถึงฝั่ง พี่สัญญากับพ่อไว้แล้ว พี่จะไม่ผิดสัญญา” เพียงฟ้าพูดพร้อมรอยยิ้มจาง ๆ เมื่อเอ่ยถึงพ่อที่จากไปหลายปีก่อน ความทรงจำของครอบครัวที่เคยอบอุ่นเหมือนแสงแดดยามเช้ากลับกลายเป็นสิ่งที่เธอต้องใช้ยึดเหนี่ยวใจในวันที่ชีวิตมืดมน

เมฆเงียบไป เขารู้ดีว่าถึงพูดอย่างไร เพียงฟ้าก็ไม่มีวันยอมปล่อยมือจากบ้านหลังนี้ นั่นคือ                 ความดื้อรั้นของเธอ ความอ่อนโยนของเธอ และบางครั้งก็เป็นบาดแผลของเธอด้วย

เสียงไอจากห้องนอนด้านในดังขึ้นสองสามครั้ง เพียงฟ้าหันไปมองทันที สีหน้าของเธอเปลี่ยนจากฝืนยิ้มเป็นตื่นตระหนกในเสี้ยววินาที เธอวางแก้วน้ำลงแล้วรีบเดินไปยังห้องของแม่

ภายในห้องเล็ก ๆ กลิ่นยาสมุนไพรและยาพ่นปนกันจาง ๆ ม่านหน้าต่างสีซีดถูกแง้มไว้เพียงเล็กน้อยเพื่อให้อากาศถ่ายเท สายพิณ มารดาของเพียงฟ้านอนอยู่บนเตียงไม้เก่า ใบหน้าซูบผอมกว่าหลายเดือนก่อนมาก ริมฝีปากซีดและมีรอยเหนื่อยล้าจากการไอทั้งคืน

“แม่คะ เป็นยังไงบ้าง เจ็บหน้าอกไหมคะ หรือหายใจไม่ทันตรงไหนไหม” เพียงฟ้านั่งลงข้างเตียงและจับมือแม่ไว้แน่น น้ำเสียงของเธออ่อนโยนจนแทบละลาย แต่ดวงตากลับเต็มไปด้วยความหวาดกลัว

“แม่ไม่เป็นอะไรมากหรอกลูก แค่ไอจนเหนื่อยนิดหน่อย ฟ้ากลับมาดึกแล้วยังต้องมานั่งเฝ้าแม่อีก ไปนอนเถอะลูก” สายพิณพูดเสียงแผ่ว ก่อนจะพยายามยิ้มให้ลูกสาว แม้รอยยิ้มนั้นจะเหนื่อยจนแทบไม่เป็นรูป

“ฟ้าจะนอนตรงนี้ค่ะ แม่หลับต่อเถอะ ถ้ามีอะไรแม่เรียกฟ้านะคะ อย่าฝืนเงียบเหมือนเมื่อคืนอีก ฟ้าใจไม่ดีเลยรู้ไหม” เพียงฟ้าก้มลงจัดผ้าห่มให้แม่อย่างทะนุถนอม แล้วกลืนก้อนสะอื้นลงคอเมื่อเห็นมือของแม่ผอมจนเส้นเลือดปูดชัด

“ฟ้าเหนื่อยมากไหมลูก” สายพิณถามขึ้นเบา ๆ หลังเงียบไปครู่หนึ่ง ดวงตาของคนเป็นแม่จับอยู่ที่ใบหน้าลูกสาวด้วยความเจ็บปวด เพราะไม่มีอะไรทรมานหัวใจแม่ได้มากไปกว่าการเห็นลูกแบกทุกอย่างแทนตัวเอง

“ไม่เหนื่อยค่ะ แค่เห็นแม่ยังอยู่กับฟ้า ฟ้าก็มีแรงแล้ว” เพียงฟ้าตอบทันทีพร้อมรอยยิ้มที่พยายามทำให้สดใสที่สุด ทั้งที่ขอบตาเริ่มร้อนผ่าว

“อย่าโกหกแม่เลย แม่เลี้ยงฟ้ามา แค่ฟ้าหายใจ แม่ก็รู้แล้วว่าลูกเหนื่อยแค่ไหน” สายพิณพูดอย่างอ่อนล้า น้ำตาคลอขึ้นมาในดวงตาอันหม่นแสง

“แม่ไม่ต้องคิดมากนะคะ ค่าใช้จ่ายทุกอย่างฟ้าจัดการได้ แม่มีหน้าที่รักษาตัวให้ดี แล้วอยู่ดูเมฆรับปริญญากับฟ้านาน ๆ ก็พอค่ะ” เพียงฟ้าบีบมือแม่แน่นขึ้น ราวกับอยากส่งความเข้มแข็งทั้งหมดที่ตนมีเข้าไปในมือผอมบางคู่นั้น

สายพิณไม่ได้ตอบอีก เธอเพียงมองลูกสาวอยู่อย่างนั้น ก่อนเปลือกตาหนักอึ้งจะค่อย ๆ ปิดลงจากฤทธิ์ยา เพียงฟ้านั่งเฝ้าจนลมหายใจของแม่สม่ำเสมอ จากนั้นจึงค่อย ๆ ลุกออกจากห้อง

ทว่ายังไม่ทันได้ก้าวไปถึงครัว โทรศัพท์ของเธอก็ดังขึ้น ชื่อร้านอาหารแห่งหนึ่งปรากฏบนหน้าจอ เพียงฟ้ารีบกดรับ เพราะร้านนี้เป็นงานประจำอีกแห่งที่ช่วยให้เธอมีเงินจ่ายค่ายาแม่ในแต่ละสัปดาห์

“สวัสดีค่ะพี่หน่อย ฟ้ากำลังจะโทรหาอยู่พอดี คืนนี้ฟ้าเข้าไปร้องเพลงตามเวลานะคะ” เพียงฟ้าพูดด้วยน้ำเสียงสุภาพ แม้ในใจยังวุ่นวายกับเรื่องแม่

“ฟ้า พี่ต้องขอโทษจริง ๆ นะ ช่วงนี้ที่ร้านขอยกเลิกคิวร้องของฟ้าก่อน ไม่ใช่เพราะฟ้าร้องไม่ดีนะ แต่เจ้าของเขาอยากเปลี่ยนแนวเพลง แล้วก็มีนักร้องประจำใหม่แล้ว” ปลายสายพูดเร็วเหมือนกลัวเธอถามมาก น้ำเสียงแม้จะพยายามอ่อนโยน แต่แฝงความอึดอัดชัดเจน

“ยกเลิกคิวทั้งหมดเลยเหรอคะพี่หน่อย แต่ฟ้ารับงานไว้ถึงสิ้นเดือน แล้วเมื่อวานพี่ยังบอกให้ฟ้าเตรียมเพลงใหม่อยู่เลย” เพียงฟ้าถามกลับอย่างตกใจ มือที่ถือโทรศัพท์เย็นวาบจนแทบจับไม่อยู่

“พี่ก็เพิ่งรู้เมื่อเช้านี่แหละ เจ้าของเขาสั่งมา พี่ช่วยอะไรไม่ได้จริง ๆ ฟ้าอย่าโกรธพี่นะ ถ้ามีงานอื่นพี่จะรีบโทรบอก” ปลายสายรีบอธิบาย แต่คำว่าเจ้าของสั่งมาทำให้เพียงฟ้ารู้สึกเหมือนพื้นใต้เท้าเริ่มเอียง

“ค่ะ ฟ้าเข้าใจ ขอบคุณพี่หน่อยมากนะคะที่เคยให้โอกาสฟ้า” เพียงฟ้าฝืนพูดด้วยน้ำเสียงเรียบร้อย แม้หัวใจจะร่วงหล่นลงไปแล้ว

สายถูกตัดไป เพียงฟ้ายืนอึ้งอยู่กลางบ้าน ยังไม่ทันได้คิดว่าจะทำอย่างไรต่อ โทรศัพท์ก็ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เป็นเจ้าของคาเฟ่เล็ก ๆ ที่เธอไปร้องเพลงเสาร์อาทิตย์

“ฟ้า พี่ต้องงดจ้างเราสักพักนะ พอดีร้านมีปัญหาเรื่องงบ แล้วก็อาจเปลี่ยนเป็นเปิดเพลงจากเครื่องแทน” เจ้าของคาเฟ่พูดด้วยน้ำเสียงเกรงใจ แต่เพียงฟ้าได้ยินเสียงคนข้าง ๆ กระซิบบางอย่างเหมือนเร่งให้วางสาย

“แต่พี่คะ ฟ้าเพิ่งคุยกับพี่เมื่อสามวันก่อนว่าเดือนนี้ฟ้าจะร้องทุกวันเสาร์กับอาทิตย์เหมือนเดิม ฟ้าขอลดค่าตัวก็ได้นะคะ ถ้าร้านมีปัญหาเรื่องงบจริง ๆ” เพียงฟ้ารีบต่อรอง ความกลัวค่อย ๆ บีบหัวใจแน่นขึ้นทุกที

“ไม่ได้จริง ๆ ฟ้า พี่ขอโทษนะ แค่นี้ก่อนนะลูกค้าเข้า” อีกฝ่ายตัดบทอย่างรวดเร็ว ก่อนเสียงสัญญาณจะเงียบไปทันที

เพียงฟ้าลดโทรศัพท์ลงช้า ๆ ลมหายใจติดขัดเหมือนมีมือที่มองไม่เห็นบีบลำคอเธออยู่ สองงานถูกยกเลิกในเช้าเดียวกัน ทั้งที่ก่อนหน้านี้ทุกอย่างยังปกติ เธออยากคิดว่าเป็นเรื่องบังเอิญ แต่ความบังเอิญไม่ควรถาโถมเข้ามาในวันที่เธอกำลังยืนอยู่บนปากเหวพอดี

“พี่ฟ้า เกิดอะไรขึ้นครับ” เมฆเดินเข้ามาถามเมื่อเห็นสีหน้าพี่สาวซีดลงผิดปกติ

“ร้านยกเลิกงานร้องเพลงสองที่จ้ะ แต่ไม่เป็นไร พี่จะหางานใหม่ พี่ยังมีงานที่โรงแรมอยู่” เพียงฟ้าพยายามพูดให้เหมือนเรื่องเล็ก ทั้งที่เสียงของเธอเบาลงอย่างควบคุมไม่ได้ ยังไม่ทันสิ้นความคิด โทรศัพท์ก็ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เป็นเบอร์ผู้จัดการเลานจ์ของโรงแรมวายุรัตน์แกรนด์ หัวใจของเพียงฟ้ากระตุกแรง เธอรีบกดรับด้วยความหวังว่างานสุดท้ายจะยังอยู่

“พี่ภพคะ ฟ้าขอโทษเรื่องเมื่อคืนที่หายขึ้นไปนานนะคะ แต่ฟ้าไม่ได้ตั้งใจทิ้งงาน ฟ้ากลับมาร้องต่อครบตามเวลาแล้ว วันนี้ฟ้าจะไปก่อนเวลาเพื่อซ้อมเพลงใหม่ให้เรียบร้อยค่ะ” เพียงฟ้าพูดรัวอย่างหวาดหวั่น เพราะรู้ดีว่าความผิดเล็กน้อยสำหรับคนอื่น อาจเป็นหายนะสำหรับคนที่ไม่มีทางเลือกอย่างเธอ

“ฟ้า พี่ไม่ได้โทรมาด่าเรื่องเมื่อคืน แต่พี่ต้องแจ้งว่าเลานจ์จะพักคิวของฟ้าชั่วคราวนะ ทางผู้บริหารอยากปรับรูปแบบนักร้อง พี่เองก็เพิ่งได้รับคำสั่ง” ผู้จัดการพูดด้วยน้ำเสียงลำบากใจอย่างเห็นได้ชัด

โลกของเพียงฟ้าเงียบไปทันที

“พักคิวชั่วคราวคือกี่วันคะพี่ภพ หรือกี่สัปดาห์ ฟ้าจะได้วางแผนถูก” เพียงฟ้าถามเสียงแผ่ว ในใจภาวนาให้เป็นแค่ไม่กี่วัน

“พี่ยังตอบไม่ได้จริง ๆ ฟ้า ถ้ามีการเรียกกลับ พี่จะติดต่อไป แต่ช่วงนี้ฟ้าหางานอื่นสำรองไว้ก่อนก็ดีนะ” ผู้จัดการพูดอ้อม ๆ และนั่นก็ชัดเจนพอแล้วสำหรับคนฟัง

“ฟ้าทำอะไรผิดหรือเปล่าคะพี่ภพ ถ้าเป็นเรื่องเมื่อคืน ฟ้าขอโทษจริง ๆ ฟ้าจะไม่ให้เกิดขึ้นอีก พี่ช่วยคุยให้ฟ้าหน่อยได้ไหมคะ แม่ฟ้าป่วยมาก งานนี้สำคัญกับฟ้าจริง ๆ” เพียงฟ้าเผลอวิงวอนออกไปอย่างสุดกลั้น ศักดิ์ศรีบางอย่างสะเทือนอยู่ในอก แต่ความกลัวที่จะไม่มีเงินรักษาแม่ทำให้เธอยอมวางมันลงชั่วคราว

“ฟ้า พี่เข้าใจ แต่คำสั่งมาจากข้างบน พี่ทำอะไรไม่ได้เลยจริง ๆ พี่ขอโทษนะ” ผู้จัดการพูดเสียงเบาลง ก่อนวางสายไปอย่างรวดเร็วเหมือนคนที่ไม่อยากฟังเสียงร้องไห้ของเธอ

เพียงฟ้ายืนนิ่งอยู่กลางบ้าน โทรศัพท์ค่อย ๆ หล่นจากมือไปกระแทกโซฟาเก่าเบา ๆ เมฆรีบเข้ามาประคองแขนพี่สาวเมื่อเห็นเธอเซไปด้านหลัง

“พี่ฟ้า งานโรงแรมก็ยกเลิกเหรอครับ” เมฆถามด้วยน้ำเสียงตกใจ หน้าของเด็กหนุ่มซีดลงทันที

“พักคิวชั่วคราวจ้ะ พี่ไม่เป็นไร พี่จะหางานใหม่ วันนี้พี่จะออกไปถามร้านอื่น ๆ ดู” เพียงฟ้าตอบทั้งที่ยังรู้สึกเหมือนมีเสียงฝนจากเมื่อคืนดังอยู่ในหูไม่หยุด

แต่เธอไม่รู้เลยว่า ในห้องทำงานชั้นสูงของโรงแรมวายุรัตน์แกรนด์ ชายคนหนึ่งกำลังอ่านรายงานชีวิตของเธออย่างละเอียดด้วยแววตานิ่งเฉย

รายงานบนโต๊ะสีดำระบุทุกอย่างที่กฤตสืบมาได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง ชื่อจริง อายุ ที่อยู่ ประวัติการทำงาน อาการป่วยของแม่ น้องชายที่กำลังเรียนมหาวิทยาลัย หนี้ค่ารักษา และรายการงานร้องเพลงทั้งหมดที่เธอรับอยู่ วายุเปิดแฟ้มทีละหน้าอย่างช้า ๆ นิ้วเรียวยาวเคาะขอบกระดาษเบา ๆ ขณะสายตาหยุดอยู่ที่หัวข้อค่ารักษาพยาบาลค้างชำระ

“แม่ป่วยเรื้อรัง น้องชายยังเรียน ค่าใช้จ่ายต่อเดือนสูงกว่ารายได้ประจำเกือบเท่าตัว” วายุอ่านออกเสียงเบา ๆ ราวกับกำลังทบทวนสมการธุรกิจ ไม่ใช่ชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่ง

“ครับคุณวายุ จากข้อมูลที่ได้มา คุณเพียงฟ้ารับงานร้องเพลงหลายที่เพื่อหมุนเงิน ค่าเช่าบ้านกับ ค่ายาเริ่มค้างบางส่วนแล้ว ส่วนโรงพยาบาลก็มีรายการตรวจเพิ่มเติมที่ยังไม่ได้ชำระ” กฤตยืนรายงานอย่างระมัดระวัง เพราะเริ่มรู้สึกว่างานนี้ไม่ใช่เพียงความสนใจชั่วคราวของเจ้านาย

“แล้วงานร้องเพลงของเธอ” วายุถามโดยไม่เงยหน้า น้ำเสียงเรียบจนเดาอารมณ์ไม่ออก

“ตามที่คุณวายุสั่งไว้ ทุกที่ได้รับการติดต่อเรียบร้อยแล้วครับ พวกเขาจะหยุดจ้างเธอชั่วคราว โดยไม่มีชื่อของคุณเกี่ยวข้อง” กฤตตอบอย่างเป็นงานเป็นการ แม้ในใจจะอดสงสารหญิงสาวในแฟ้มไม่ได้

วายุปิดแฟ้มลงช้า ๆ ดวงตาคมมองออกไปนอกกระจกฝั่งเมืองที่ยังหม่นแสงหลังฝน สีหน้าของเขาไม่แสดงความรู้สึกผิดแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม มันนิ่งเหมือนคนที่วางหมากไว้แล้วและกำลังรอดูอีกฝ่ายเดินเข้ามาในกระดาน

“คนไม่มีทางเลือกมักฟังข้อเสนอได้ง่ายกว่าคนที่ยังมีความหวัง” วายุพูดเสียงเรียบ ประโยคนั้นเย็นจนกฤตรู้สึกได้ถึงความไร้ปรานีที่ซ่อนอยู่ในความนิ่งของเจ้านาย

“คุณวายุต้องการให้ผมทำอะไรต่อครับ” กฤตถามอย่างระวัง เพราะรู้ดีว่าหากวายุสนใจอะไรแล้ว เขามักไม่หยุดเพียงแค่สืบข้อมูล

“จับตาดูโรงพยาบาล ถ้ามีเรื่องค่าใช้จ่ายเพิ่ม ให้รายงานฉันทันที อย่าเพิ่งช่วยอะไร เธอต้องรู้ก่อนว่าการไม่มีทางเลือกเป็นอย่างไร” วายุสั่งด้วยน้ำเสียงปราศจากความลังเล ทั้งที่ภาพมือเล็กซึ่งพันแผลให้เขาเมื่อคืนยังติดอยู่ในความทรงจำ

“ครับคุณวายุ” กฤตรับคำสั้น ๆ และก้มศีรษะก่อนถอยออกจากห้อง

บทก่อนหน้า
บทถัดไป