บทที่ 5 ตอนที่5ทุกหนทาง
ตอนที่5
ทุกหนทาง
เมื่อประตูปิดลง วายุหยิบผ้าก๊อซที่พันแผลเมื่อคืนขึ้นมาดู มันถูกเปลี่ยนใหม่โดยแพทย์ส่วนตัวแล้ว แต่สัมผัสของเพียงฟ้ายังหลงเหลืออยู่ในความทรงจำอย่างน่ารำคาญ เขาไม่ชอบความรู้สึกนั้น ไม่ชอบที่ผู้หญิงคนหนึ่งทำให้เขานึกถึงความอบอุ่นที่เขาฝังทิ้งไปนานแล้วดังนั้นเขาจึงเลือกวิธีเดียวที่เขาคุ้นเคย
ครอบครองถ้าเธอทำให้คืนของเขาเงียบลงได้ เธอก็ควรอยู่ตรงที่เขาต้องการถ้าเธอทำให้เขารู้สึกบางอย่าง เขาก็จะเป็นคนกำหนดว่าความรู้สึกนั้นควรเริ่มและจบตรงไหน
ตลอดทั้งวัน เพียงฟ้าวิ่งหางานแทบทุกที่ที่รู้จัก เธอไปที่ร้านอาหารในซอย ไปที่บาร์เล็ก ๆ ริมแม่น้ำ ไปที่คาเฟ่ที่เคยติดประกาศรับนักร้อง แต่คำตอบที่ได้รับกลับคล้ายกันอย่างน่าประหลาด เต็มแล้ว
งดรับนักร้อง เปลี่ยนแนวเพลงเจ้าของยังไม่สะดวก
ไว้จะติดต่อกลับคำปฏิเสธทุกคำเหมือนหยดน้ำหนัก ๆ ที่ตกลงบนหัวใจเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่า
จนในที่สุดเมื่อตะวันคล้อยต่ำ เพียงฟ้าก็มานั่งอยู่บนม้านั่งหน้าโรงพยาบาลด้วยสภาพอ่อนแรง รองเท้าเริ่มกัดส้นจนเจ็บ แต่ความเจ็บที่เท้ายังน้อยเกินไปเมื่อเทียบกับตัวเลขค่ารักษาบนใบแจ้งหนี้ที่เธอเพิ่งได้รับ
แพทย์แนะนำให้แม่เข้ารับการตรวจละเอียดและเริ่มยาตัวใหม่ ค่าใช้จ่ายสูงกว่าที่เธอคาดไว้หลายเท่า และต้องวางเงินบางส่วนก่อนภายในคืนนี้ หากต้องการให้กระบวนการรักษาไม่สะดุด
เพียงฟ้านั่งก้มหน้ามองใบแจ้งหนี้ในมือ น้ำตาหยดหนึ่งตกลงบนกระดาษจนหมึกบางส่วนเลอะ เธอรีบเช็ดมันออกเหมือนกลัวแม้แต่น้ำตาก็จะทำให้เอกสารสำคัญเสียหาย
“พ่อคะ ฟ้าเหนื่อยจังเลยค่ะ” เธอพึมพำเบา ๆ กับตัวเอง เสียงของเธอแตกพร่าอย่างคนที่พยายามเข้มแข็งมาทั้งวันแล้วกำลังจะแตกสลาย
เสียงฝีเท้าหนักแน่นดังขึ้นใกล้ ๆ เพียงฟ้าเงยหน้าขึ้นเพราะคิดว่าเป็นเมฆ แต่คนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเธอกลับเป็นผู้ชายในสูทสีดำเรียบหรู ใบหน้าหล่อคมเย็นชา ดวงตาลึกที่เธอจำได้ทันทีแม้เพิ่งเจอกันเพียงคืนเดียว วายุ เพียงฟ้าลุกขึ้นยืนอย่างตกใจ ใบแจ้งหนี้ในมือถูกกำแน่นทันที
“คุณมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงคะ” เพียงฟ้าถามเสียงแข็งขึ้นโดยอัตโนมัติ ความรู้สึกระแวงแล่นผ่านอกทันที เพราะเธอไม่เชื่อว่าการพบกันครั้งนี้เป็นเรื่องบังเอิญ
“โรงพยาบาลนี้อยู่ในเครือคนรู้จักของฉัน ฉันจะมาเมื่อไหร่ก็ได้” วายุตอบอย่างเรียบเฉย ก่อนสายตาคมจะเลื่อนลงไปยังเอกสารในมือเธอ “ดูเหมือนเธอกำลังต้องการเงินมากกว่าคำตอบเรื่องฉันมาได้ยังไง”
เพียงฟ้ากำใบแจ้งหนี้แน่นขึ้น ริมฝีปากเม้มเข้าหากันจนซีด
“ต่อให้ฉันต้องการเงิน มันก็ไม่เกี่ยวกับคุณค่ะ ขอบคุณสำหรับความหวังดี ถ้ามันเป็นความหวังดี จริง ๆ แต่ฉันขอตัวก่อน” เพียงฟ้าพูดอย่างสุภาพแต่มีแววป้องกันตัวชัดเจน ก่อนจะขยับจะเดินเลี่ยงไป
วายุยืนขวางทางเธอไว้โดยไม่ต้องยกมือ ดวงตาของเขาเย็นแต่แฝงแรงกดดันจนเพียงฟ้าต้องหยุด
“เธอเพิ่งถูกยกเลิกงานทั้งหมดในวันเดียว แม่ต้องเริ่มรักษาเพิ่ม น้องชายยังเรียนอยู่ และเงินในบัญชีของเธอเหลือไม่พอจ่ายแม้แต่ครึ่งหนึ่งของบิลในมือ เธอยังคิดว่าตัวเองมีทางเลือกอีกหรือเพียงฟ้า” วายุพูดช้า ๆ ทุกคำแม่นยำจนคนฟังรู้สึกเหมือนถูกเขาเปิดเปลือยชีวิตกลางที่สาธารณะ
เพียงฟ้าชาวาบตั้งแต่ปลายเท้าถึงหนังศีรษะ
“คุณรู้ชื่อฉันได้ยังไง แล้วคุณรู้เรื่องพวกนี้ได้ยังไงคะ” เพียงฟ้าถามเสียงสั่น ความกลัวเริ่มเปลี่ยนเป็นโกรธเมื่อเข้าใจว่าผู้ชายตรงหน้าไม่ได้แค่บังเอิญผ่านมา แต่เขาตั้งใจล้วงเข้ามาในชีวิตเธอ
“ฉันบอกเธอแล้ว ถ้าฉันอยากรู้จักใคร ฉันย่อมได้รู้จัก” วายุตอบด้วยน้ำเสียงไม่สะทกสะท้าน ราวกับการสืบชีวิตใครสักคนเป็นเรื่องปกติในโลกของเขา
“แต่นั่นคือชีวิตของฉันค่ะ คุณไม่มีสิทธิ์มาสืบเรื่องครอบครัวของฉัน ไม่มีสิทธิ์เอาความลำบากของฉันมาพูดเหมือนมันเป็นข้อมูลบนโต๊ะทำงานของคุณ” เพียงฟ้าพูดออกไปอย่างเจ็บปวด ดวงตาของเธอแดงก่ำ แต่ยังไม่ยอมให้น้ำตาไหลต่อหน้าเขา
“สิทธิ์เป็นสิ่งที่คนมีอำนาจสร้างขึ้น และคนไม่มีอำนาจต้องยอมรับมัน เธออาจไม่ชอบความจริงนี้ แต่เธอปฏิเสธมันไม่ได้” วายุพูดอย่างเย็นชา ขณะมองเธอเหมือนกำลังทดสอบว่าเธอจะยืนหยัดได้อีกนานแค่ไหน
“ถ้าคุณมาที่นี่เพื่อดูถูกฉัน คุณทำสำเร็จแล้วค่ะ แต่ถ้าคุณไม่มีธุระอะไรอีก กรุณาหลีกทางด้วย ฉันต้องไปหาเงินรักษาแม่ด้วยวิธีของฉันเอง” เพียงฟ้าพูดทั้งที่ลำคอตีบตัน เธอเชิดหน้าขึ้น แม้ในใจจะสั่นจนแทบทรุด
วายุเงียบไปเพียงครู่หนึ่ง ก่อนหยิบซองเอกสารสีขาวจากมือเลขาที่เดินตามหลังมาอย่างเงียบ ๆ แล้วยื่นให้เธอ
“ฉันมีข้อเสนอ งานร้องเพลงส่วนตัว รายได้สูงกว่าทุกงานที่เธอเคยรับรวมกัน ฉันจะจ่ายค่ารักษาแม่ของเธอล่วงหน้าทั้งหมด รวมถึงค่าเรียนของน้องชายจนจบปีนี้ แลกกับการที่เธอมาร้องเพลงให้ฉันฟังในเพนต์เฮาส์เมื่อฉันเรียก” วายุพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่ใช่การขอ แต่เป็นการแจ้งเงื่อนไข
เพียงฟ้ามองซองเอกสารนั้นเหมือนมองงูพิษ เธอไม่ยื่นมือไปรับ
“ร้องเพลงให้คุณฟังในเพนต์เฮาส์เมื่อคุณเรียก หมายความว่ายังไงคะ” เพียงฟ้าถามช้า ๆ รู้สึกได้ทันทีว่าข้อเสนอนี้ไม่ใช่งานธรรมดา
“หมายความตามที่พูด ฉันนอนไม่ค่อยหลับ และเสียงของเธอทำให้ฉันรำคาญความเงียบได้น้อยลง เธอจะมาที่ห้องของฉัน ร้องเพลง อยู่เป็นเพื่อนจนกว่าฉันจะให้กลับ และห้ามถามถึงสิ่งที่อยู่นอกเหนือขอบเขตงาน” วายุอธิบายด้วยความเย็นชา ราวกับกำลังจ้างของชิ้นหนึ่ง ไม่ใช่คนที่มีความรู้สึก
“ฉันไม่ใช่ของเล่นแก้เบื่อของใครค่ะ คุณควรหานักร้องคนอื่นที่เต็มใจรับเงินของคุณมากกว่านี้” เพียงฟ้าตอบทันที แม้คำว่าเงินค่ารักษาแม่จะบาดใจเธอจนแทบยืนไม่ไหว
“นักร้องคนอื่นไม่มีเสียงแบบเธอ และไม่มีดวงตาแบบเธอ” วายุพูดเรียบ ๆ แต่ถ้อยคำกลับทำให้เพียงฟ้าหนาวลึกอย่างบอกไม่ถูก เพราะมันไม่ใช่คำชม มันเหมือนการประเมินคุณค่าของสิ่งที่เขาต้องการครอบครอง
“คุณพูดเหมือนฉันเป็นสินค้า” เพียงฟ้าพูดเสียงเบาแต่สั่นด้วยความโกรธ
“โลกนี้ทุกอย่างมีราคา เพียงฟ้า ต่างกันแค่ว่าใครกล้าพูดความจริงออกมาตรง ๆ” วายุตอบอย่างไม่สะทกสะท้าน
“ถ้าทุกอย่างมีราคา งั้นคุณคงไม่เคยรู้จักสิ่งที่เรียกว่าศักดิ์ศรี เพราะถ้าคุณรู้จัก คุณจะไม่ยืนต่อหน้าผู้หญิงคนหนึ่งแล้วใช้แม่ที่ป่วยของเธอเป็นข้อแลกเปลี่ยนแบบนี้” เพียงฟ้าพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ น้ำตาคลอเต็มดวงตา แต่เธอยังคงยืนตรงไม่หลบสายตาเขา
คำพูดนั้นทำให้ดวงตาของวายุแข็งขึ้น เขาไม่ชอบเวลาถูกใครตัดสิน แต่เพียงฟ้ากลับตัดสินเขาด้วยสายตาที่ทำให้เขารู้สึกเหมือนตนเองน่ารังเกียจจริง ๆ
“เธอจะปฏิเสธก็ได้ แต่คืนนี้โรงพยาบาลต้องการเงินวางล่วงหน้า ถ้าเธอหาไม่ได้ แม่ของเธอจะไม่ได้รับยาตัวใหม่ทันเวลา ฉันไม่ได้ขู่ ฉันแค่บอกความจริงที่เธอรู้ดีอยู่แล้ว” วายุพูดช้า ๆ เสียงของเขาเย็นกว่าเดิมจนบาดใจคนฟัง
เพียงฟ้านิ่งงัน มือที่กำใบแจ้งหนี้สั่นจนกระดาษยับ เธอเกลียดตัวเองที่คำพูดของเขาเป็นความจริง เกลียดโลกที่ผลักให้เธอยืนอยู่ตรงหน้าเขาอย่างไร้อำนาจ และเกลียดผู้ชายคนนี้ที่มองเห็นความสิ้นหวังของเธอแล้วใช้มันได้อย่างแม่นยำ
“ฉันยังไม่รับข้อเสนอของคุณค่ะ ฉันจะหาทางอื่นก่อน” เพียงฟ้าพูดในที่สุด แม้เสียงจะเบามาก แต่ยังเต็มไปด้วยความพยายามรักษาศักดิ์ศรีชิ้นสุดท้ายเอาไว้
วายุไม่ได้แสดงความผิดหวัง เขาเพียงวางนามบัตรลงบนม้านั่งข้างเธอ
“ภายในสามทุ่ม ถ้าเธอโทรมา ข้อเสนอจะยังอยู่ แต่ถ้าเลยเวลานั้น ฉันจะถือว่าเธอเลือกทางของตัวเองแล้ว และฉันจะไม่ยื่นมือให้คนที่ปฏิเสธโอกาสถึงสองครั้ง” วายุพูดจบก็หันหลังเดินออกไป โดยไม่สนว่าเธอกำลังยืนตัวสั่นอยู่ข้างหลัง
เพียงฟ้ามองนามบัตรสีดำบนม้านั่ง น้ำตาหยดหนึ่งหล่นลงบนพื้นปูนเย็นเฉียบ เธออยากเหยียบมัน อยากฉีกมัน อยากทิ้งมันลงถังขยะเพื่อพิสูจน์ว่าตัวเองยังมีศักดิ์ศรีมากพอจะไม่ก้มหัวให้คนใจร้าย แต่เสียงไอของแม่ในความทรงจำกลับดังขึ้นในหัว เสียงน้องชายที่บอกว่าเขาจะทำงานพิเศษเพิ่มก็ดังซ้อนตามมา
สุดท้ายเพียงฟ้าหยิบนามบัตรใบนั้นขึ้นมาเก็บไว้ในกระเป๋า เธอไม่ได้แพ้เขา เธอแค่แพ้ความเป็นจริงที่โหดร้ายเกินไป
ตลอดเย็น เพียงฟ้าพยายามโทรหาคนรู้จักเพื่อขอยืมเงิน บางคนไม่รับสาย บางคนรับแล้วบอกว่าไม่สะดวก บางคนมีน้ำใจแต่ให้ได้เพียงเล็กน้อย ไม่พอกับยอดเงินที่ต้องวาง เธอเดินไปจำนำแหวนทองเล็ก ๆ ที่แม่เคยซื้อให้ตอนเรียนจบมัธยม ปล่อยให้เจ้าของร้านชั่งน้ำหนักและตีราคาเหมือนตีราคาความทรงจำชิ้นสุดท้ายของเธอ แต่เงินที่ได้ก็ยังขาดอีกมาก
เมื่อเวลาใกล้สามทุ่ม เพียงฟ้ายืนอยู่หน้าห้องฉุกเฉิน เห็นแม่ถูกเข็นเข้าไปตรวจเพราะไอหนักอีกครั้ง เห็นเมฆนั่งก้มหน้ากุมมืออยู่บนเก้าอี้พลาสติก ดวงตาของน้องชายแดงก่ำเหมือนพยายามไม่ร้องไห้ต่อหน้าเธอ
โลกทั้งใบของเพียงฟ้าบีบแคบลงเหลือเพียงโทรศัพท์ในมือกับนามบัตรสีดำใบนั้น เธอเดินไปที่มุมเงียบของทางเดินโรงพยาบาล กดหมายเลขตามนามบัตรด้วยมือสั่น ๆ สัญญาณดังเพียงสองครั้ง ปลายสายก็ถูกรับ
“ฉันรอสายเธออยู่” วายุพูดทันที น้ำเสียงของเขาเรียบนิ่งราวกับรู้ตั้งแต่แรกว่าเธอจะโทรมา
“ฉันจะไปค่ะ แต่ฉันขอบอกไว้ก่อนว่าฉันไปในฐานะนักร้อง ไม่ใช่อย่างอื่น คุณไม่มีสิทธิ์ดูถูกฉัน ไม่มีสิทธิ์แตะต้องฉัน และไม่มีสิทธิ์เอาชีวิตแม่ฉันมาเป็นเครื่องมือมากกว่านี้”
เพียงฟ้าพูดรวดเดียวด้วยน้ำเสียงสั่นแต่ชัดเจน เธอพยายามรวบรวมศักดิ์ศรีที่เหลืออยู่ทั้งหมดใส่ลงไปในคำพูดนั้น
“ถ้าเธอมาถึงแล้วทำให้ฉันพอใจ เงื่อนไขเรื่องค่ารักษาจะถูกจัดการคืนนี้” วายุตอบโดยไม่รับปากเรื่องอื่น ความเย็นชาของเขาทำให้เพียงฟ้ารู้สึกเจ็บลึก แต่เธอก็ไม่มีแรงจะโต้เถียงอีก
“ส่งที่อยู่มาให้ฉันค่ะ” เพียงฟ้าพูดสั้น ๆ แล้วกัดริมฝีปากตัวเองแน่นเพื่อไม่ให้น้ำตาหลุดออกมา
“คนของฉันรออยู่หน้าโรงพยาบาลแล้ว เขาจะพาเธอมา” วายุพูดจบก็วางสายทันที ทิ้งให้เพียงฟ้ายืนนิ่งอยู่กับความรู้สึกเหมือนตัวเองเพิ่งก้าวลงไปในกรงที่มองไม่เห็นประตูออก
รถสีดำคันหรูพาเพียงฟ้ามายังโรงแรมวายุรัตน์แกรนด์อีกครั้ง ทว่าแทนที่จะเข้าส่วนเลานจ์ชั้นล่าง เธอกลับถูกพาขึ้นลิฟต์ส่วนตัวไปยังเพนต์เฮาส์บนชั้นสูงสุด เมืองทั้งเมืองทอดอยู่ใต้เท้าเธอเป็นแสงไฟระยิบระยับ แต่ความสวยงามนั้นกลับไม่ช่วยให้หัวใจเบาลงเลย
ประตูลิฟต์เปิดออกสู่โถงกว้างปูด้วยหินอ่อนสีดำ เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นหรูหรา เงียบสงัด และเย็นชาเหมือนเจ้าของห้อง เพียงฟ้าก้าวเข้าไปอย่างระมัดระวัง เห็นวายุนั่งอยู่ริมกระจกสูงจากพื้นจรดเพดาน บนโต๊ะมีแก้วเหล้าและขวดวิสกี้ที่พร่องไปกว่าครึ่ง
เขาถอดสูทออกแล้ว เหลือเพียงเชิ้ตสีขาวปลดกระดุมคอ สภาพของเขาดูอ่อนล้ากว่าเมื่อตอนเย็น แต่ดวงตายังคมและน่ากลัวเหมือนเดิม
“มาช้ากว่าที่คิด” วายุพูดโดยไม่หันมามองเธอ มือข้างหนึ่งแกว่งแก้วเหล้าเบา ๆ จนน้ำสีอำพันกระเพื่อมกับแสงไฟ
“ฉันต้องรอให้แม่เข้าห้องตรวจเรียบร้อยก่อนค่ะ คุณอยากให้ฉันร้องเพลงอะไร” เพียงฟ้าตอบอย่างสุภาพแต่รักษาระยะห่างชัดเจน เธอยืนอยู่ห่างจากเขาหลายก้าว ไม่คิดจะเดินเข้าไปใกล้กว่านั้น
“เพลงเมื่อคืน” วายุพูดสั้น ๆ แต่ในน้ำเสียงมีความต้องการบางอย่างซ่อนอยู่
“เพลงนั้นเป็นเพลงที่ฉันแต่งเอง ยังไม่มีดนตรีเต็ม ถ้าคุณไม่ว่าอะไร ฉันร้องสดให้ได้ค่ะ” เพียงฟ้าพูดพลางมองไปรอบห้องเพื่อหาเปียโนหรือเครื่องดนตรี แต่ไม่พบอะไรนอกจากความว่างเปล่าหรูหรา
“ร้องสิ” วายุสั่งเบา ๆ แล้วเอนหลังพิงเก้าอี้ สายตาจับอยู่ที่เธอในที่สุด
เพียงฟ้าสูดลมหายใจเข้าลึก เธอกำมือเข้าหากันเล็กน้อยเพื่อบังคับไม่ให้สั่น ก่อนเริ่มร้องเพลงด้วยน้ำเสียงแผ่วหวาน เสียงของเธอลอยขึ้นกลางห้องกว้างอย่างเปล่าเปลี่ยว แต่ยิ่งไม่มีดนตรี เสียงนั้นกลับยิ่งชัดเจน เหมือนความเศร้าที่ไม่มีอะไรปิดบัง
วายุนั่งฟังนิ่ง ๆ ในตอนแรก แต่เมื่อเพลงดำเนินไป ดวงตาของเขากลับค่อย ๆ หลุบต่ำลง ภาพแม่ในอดีตผุดขึ้นมาโดยไม่ทันตั้งตัว หญิงสาวที่เคยลูบผมเขาก่อนนอน เสียงอ่อนโยนที่เคยร้องเพลงกล่อมเด็กชายวายุในคืนฝนตก และเช้าวันหนึ่งที่เธอหายไปพร้อมกระเป๋าเดินทางโดยไม่ทิ้งคำอธิบายไว้แม้แต่คำเดียว มือของวายุที่ถือแก้วเหล้าเกร็งแน่นขึ้น
เพลงจบลงแล้ว แต่เขายังไม่พูดอะไร เพียงฟ้ายืนอยู่ที่เดิม ไม่รู้ว่าควรถามหรือเงียบ ร่างสูงของเขานิ่งเกินไปจนเธอเริ่มรู้สึกไม่สบายใจ
“คุณวายุคะ ถ้าคุณต้องการให้ร้องเพลงอื่น ฉันร้องต่อได้ค่ะ” เพียงฟ้าพูดเบา ๆ เพราะคิดว่าเขาอาจไม่พอใจ
วายุวางแก้วเหล้าลงบนโต๊ะอย่างแรงพอให้เสียงดัง เขายกมือขึ้นกุมขมับ ดวงตาปิดลงแน่น สีหน้าที่แข็งแกร่งเมื่อครู่บิดเกร็งเหมือนคนกำลังต่อสู้กับความทรงจำบางอย่าง
“หยุดพูด” วายุพูดเสียงต่ำ แหบพร่าจนเพียงฟ้าชะงัก
เธอเงียบตามที่เขาสั่ง แต่เมื่อเห็นเขาหายใจหนักขึ้นเรื่อย ๆ เธอก็อดห่วงไม่ได้
“คุณไม่สบายหรือเปล่าคะ หน้าคุณซีดมาก ฉันเรียกเลขาให้ไหม” เพียงฟ้าถามด้วยความกังวล แม้จะพยายามบอกตัวเองว่าผู้ชายคนนี้ไม่ควรได้รับความสงสารจากเธอ
“ไม่ต้องเรียกใครทั้งนั้น” วายุตอบทันที น้ำเสียงแข็งขึ้นเหมือนคนไม่ยอมให้ใครเห็นความอ่อนแอ
“แต่คุณดูไม่ไหวจริง ๆ ค่ะ ถ้าคุณดื่มมากเกินไป คุณควรพักนะคะ” เพียงฟ้าก้าวเข้าไปใกล้โดยไม่รู้ตัว เพราะภาพผู้ชายบนดาดฟ้าเมื่อคืนซ้อนเข้ามาในใจอีกครั้ง
วายุเงยหน้าขึ้นมองเธอ ดวงตาของเขาแดงก่ำและเต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่ไม่ได้ตั้งใจให้ใครเห็น เขาคว้าข้อมือเธอไว้เหมือนเมื่อคืน แต่ครั้งนี้แรงของเขาไม่ใช่การข่มขู่ มันเหมือนคนกำลังคว้าบางอย่างไว้ไม่ให้ตัวเองจมลงไป
“อย่าไป” วายุพูดเพียงสองคำ เสียงของเขาเบากว่าทุกครั้งที่เธอเคยได้ยิน และเพียงฟ้าก็ได้เห็นรอยร้าวในเกราะของเขาชัดเจนเป็นครั้งแรก
หัวใจของเธอกระตุก“ฉันยังไม่ได้ไปไหนค่ะ ฉันอยู่ตรงนี้ แต่คุณต้องปล่อยมือก่อนนะคะ คุณจับแรงไป” เพียงฟ้าพูดอย่างระมัดระวัง เธอไม่กล้าสะบัดมือแรงเพราะเห็นว่าเขาเหมือนคนกำลังตกอยู่ในฝันร้าย
วายุค่อย ๆ ผ่อนแรงลง แต่ไม่ยอมปล่อยเสียทีเดียว เขาหลับตาอีกครั้ง แล้วเสียงแหบพร่าก็หลุดออกมาอย่างไม่เป็นตัวเขา
“เธอก็จะไปเหมือนกันใช่ไหม ทุกคนสุดท้ายก็ไปหมด” เขาพูดคล้ายคนละเมอ ประโยคนั้นไม่ได้มีความแข็งกร้าวเหมือนวายุคนเดิม แต่เต็มไปด้วยความกลัวลึก ๆ ของเด็กชายที่ถูกทิ้งไว้ในบ้านหลังใหญ่
เพียงฟ้านิ่งไป ความโกรธที่มีต่อเขาไม่ได้หายไป แต่ความสงสารกลับแทรกขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ เธอค่อย ๆ นั่งลงข้างเขาในระยะที่ยังพอปลอดภัย ก่อนใช้มืออีกข้างแตะหลังมือเขาเบา ๆ
“ฉันไม่รู้ว่าใครเคยทิ้งคุณไว้ และฉันไม่มีสิทธิ์ตัดสินความเจ็บของคุณ แต่ตอนนี้คุณไม่ได้อยู่คนเดียวค่ะ ถ้าคุณอยากให้ฉันร้องเพลง ฉันจะร้องให้ฟังจนกว่าคุณจะสงบลง” เพียงฟ้าพูดเสียงนุ่ม ดวงตาของเธออ่อนลงเพราะเห็นคนตรงหน้าเจ็บจริง แม้เขาจะเป็นคนเดียวกับที่ใช้เงินบีบชีวิตเธอเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน
วายุลืมตาขึ้นช้า ๆ เขามองเธอเหมือนกำลังแยกไม่ออกว่าผู้หญิงตรงหน้าคือคนจริงหรือเงาจากความทรงจำ เสียงเพลงของเธอทำให้เขาปวดใจ แต่ก็ทำให้ความหนาวในอกเบาบางลงอย่างประหลาด
“ทำไมเธอต้องใจดีกับฉัน ทั้งที่ฉันไม่ได้ใจดีกับเธอเลย” วายุถามเสียงต่ำ แววตาของเขาไหวระริกในแบบที่ทำให้เพียงฟ้ารู้สึกเหมือนกำลังยืนอยู่บนขอบเหวอีกครั้ง
“เพราะถ้าฉันเลือกใจร้ายตอบทุกคนที่ใจร้ายกับฉัน โลกของฉันคงมืดเกินไปค่ะ ฉันไม่ได้ทำเพื่อคุณคนเดียว ฉันทำเพื่อไม่ให้ตัวเองกลายเป็นคนที่เกลียดความอ่อนโยน” เพียงฟ้าตอบออกไปตามจริง เสียงของเธอแผ่วลงเมื่อท้ายประโยค เพราะมันคือสิ่งที่เธอใช้ประคองตัวเองมาตลอดหลายปี
วายุจ้องเธอนิ่ง บางอย่างในสายตาของเขาเปลี่ยนจากการครอบครองเป็นแรงดึงดูดลึกและอันตราย เพียงฟ้ารู้สึกถึงมัน เธอจึงขยับจะลุกขึ้น แต่เขากลับจับมือเธอไว้ด้วยแรงที่ไม่รุนแรงเท่าเดิม
“อยู่ก่อน” วายุพูดสั้น ๆ แต่เสียงนั้นแฝงความเว้าวอนอย่างที่เจ้าตัวอาจไม่รู้ด้วยซ้ำ
“ฉันอยู่ได้แค่จนกว่าคุณจะหลับค่ะ แล้วฉันต้องกลับไปหาแม่” เพียงฟ้าตอบอย่างชัดเจน แม้หัวใจเริ่มเต้นแรงเพราะระยะห่างระหว่างทั้งสองน้อยลงทุกที
“ถ้าฉันไม่อยากหลับล่ะ” วายุถามเสียงต่ำ ดวงตาคมมองลึกเข้ามาในดวงตาเธอ ราวกับกำลังท้าทายและขอร้องในเวลาเดียวกัน
เพียงฟ้าเม้มปาก เธอรู้ว่าควรถอย ควรยืนให้ห่าง ควรจำไว้ว่าเขาคือผู้ชายที่ทำให้เธอหมดงานและบีบให้เธอมาที่นี่ แต่ในความเงียบอันสั่นไหวของห้องหรู เธอกลับเห็นวายุอีกด้านหนึ่ง ด้านที่อ่อนแอ เปลี่ยวเหงา และน่าสงสารจนน่ากลัว
“คุณวายุ ฉันมาที่นี่เพราะงาน และเพราะแม่ของฉันต้องรักษา ฉันไม่อยากให้คุณเข้าใจผิด หรือทำให้ฉันต้องรู้สึกว่าเงินของคุณซื้อได้ทุกอย่าง” เพียงฟ้าพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง ดวงตาของเธอยืนยันชัดเจนว่าเธอไม่ยอมถูกลดค่าไปมากกว่านี้
“ฉันไม่ได้อยากซื้อทุกอย่างในคืนนี้” วายุตอบเสียงแหบต่ำ ก่อนจะค่อย ๆ ปล่อยมือเธอราวกับยอมให้เธอเลือก “ถ้าเธอจะไป ประตูอยู่ตรงนั้น ฉันไม่ห้าม”
เพียงฟ้านิ่งงัน เธอมองประตูที่อยู่ไม่ไกล มันเปิดออกได้จริง ไม่มีใครขวางเธอ ไม่มีมือแข็งแรงดึงเธอกลับ ไม่มีคำสั่งให้เธออยู่ แต่หัวใจของเธอกลับไม่ก้าวไปง่ายอย่างที่ควรจะเป็น
วายุเอนศีรษะพิงพนักเก้าอี้ หลับตาลงอีกครั้งอย่างเหนื่อยล้า เขาดูโดดเดี่ยวจนเพียงฟ้ารู้สึกเจ็บแปลบในอก เธอเกลียดความใจอ่อนของตัวเองเหลือเกิน แต่สุดท้ายก็เดินกลับไปหยุดตรงหน้าเขา
“ฉันจะร้องเพลงให้คุณฟังอีกเพลงค่ะ หลังจากนั้นคุณต้องพัก และฉันจะกลับ” เพียงฟ้าพูดเบา ๆ ราวกับกำลังต่อรองกับทั้งเขาและหัวใจตัวเอง
วายุลืมตาขึ้นมองเธอ แววตาของเขาลึกขึ้นกว่าเดิม เมื่อเพียงฟ้าเริ่มร้องเพลงอีกครั้ง เสียงของเธอในห้องกว้างเหมือนมืออุ่นที่แตะลงบนบาดแผลเย็นเฉียบโดยไม่เร่งให้มันหายดี
เพลงนั้นยาวนานกว่าทุกเพลงที่เธอเคยร้อง และระหว่างท่อนสุดท้าย วายุก็ลุกขึ้นช้า ๆ เขาเดินเข้ามาหยุดตรงหน้าเธอในระยะประชิด เพียงฟ้าหยุดร้องโดยไม่รู้ตัว ลมหายใจของทั้งคู่ใกล้กันจนเธอได้กลิ่นเหล้าจาง ๆ ปนกลิ่นสะอาดเย็นของเขา
“ถ้าฉันบอกว่าไม่อยากฟังเพลงแล้วล่ะ” วายุถามเสียงต่ำ ดวงตาของเขามองเธอเหมือนกำลังถามมากกว่าคำที่พูดออกมา
“ถ้าคุณไม่อยากฟังเพลง งานของฉันคืนนี้ก็จบค่ะ” เพียงฟ้าตอบ แม้เสียงของเธอจะสั่น แต่เธอยังคงฝืนมองเขาอย่างไม่หลบ
“แล้วถ้าฉันอยากให้เธออยู่ เพราะเป็นเธอ ไม่ใช่เพราะเพลงของเธอ” วายุถามต่อ น้ำเสียงแผ่วลงอย่างอันตราย ความใกล้ชิดทำให้หัวใจของเพียงฟ้าสับสนจนเจ็บ
เพียงฟ้าควรตอบปฏิเสธทันที แต่แววตาแตกสลายของเขาทำให้คำพูดติดอยู่ที่ลำคอ เธอรู้ว่าความรู้สึกในวินาทีนั้นไม่ใช่แค่ความสงสาร มันมีแรงดึงดูดที่เธอไม่อยากยอมรับปะปนอยู่ด้วย และนั่นทำให้เธอกลัวตัวเองมากที่สุด
“คุณต้องไม่ทำให้ฉันรู้สึกเหมือนถูกบังคับ” เพียงฟ้าพูดเสียงเบา ดวงตาของเธอสั่นไหวแต่ยังยืนยันสิทธิ์ของตัวเอง
“ฉันจะไม่บังคับ” วายุรับคำอย่างชัดเจน แววตาของเขายังคงร้อนลึก แต่ถอยออกไปครึ่งก้าวเหมือนต้องการให้เธอเห็นว่าทางเลือกยังอยู่ในมือเธอ
ความเงียบค่อย ๆ ปกคลุมห้อง เสียงฝนเริ่มตกอีกครั้งเบา ๆ กระทบกระจกสูงเป็นจังหวะราวกับเสียงหัวใจ เพียงฟ้ามองผู้ชายตรงหน้า ผู้ชายที่ ร้ายกาจ เย็นชา และกำลังอ่อนแอจนคล้ายจะพังลงต่อหน้าเธอ เธอไม่รู้ว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นเป็นความผิดพลาดหรือไม่ เธอรู้เพียงว่านาทีนี้ทั้งสองคนต่างเปลี่ยวเหงาในแบบของตัวเอง
เมื่อวายุเอื้อมมือมาแตะแก้มเธออย่างเชื่องช้า เพียงฟ้าไม่ได้ถอยหนี เธอหลับตาลงเพียงเสี้ยววินาที ก่อนความใกล้ชิดจะพาทั้งคู่ข้ามเส้นบาง ๆ ที่ต่างฝ่ายต่างรู้ตัวดีว่าเลือกเดินเข้าไปด้วยกัน
คืนนั้นไม่มีถ้อยคำหวาน ไม่มีคำสัญญา ไม่มีชื่อเรียกของความสัมพันธ์ มีเพียงความเงียบของเมืองในสายฝน เสียงลมหายใจที่สั่นไหว และหัวใจสองดวงที่ต่างมีบาดแผลลึกเกินกว่าจะเล่าให้ใครฟังได้หมด
เพียงฟ้าไม่รู้ว่าเธอกำลังปลอบเขา หรือกำลังปล่อยให้ความอ่อนโยนของตัวเองกลายเป็นกับดัก
วายุไม่รู้ว่าเขากำลังต้องการเธอเพราะเหงา หรือเพราะเธอทำให้เขากลัวว่าจะต้องกลับไปอยู่ในความเงียบคนเดียวอีกครั้ง แต่สิ่งหนึ่งที่ทั้งสองไม่รู้ในคืนนั้นคือ ความสัมพันธ์ที่เริ่มต้นจากความอ่อนแอชั่ววูบ จะกลายเป็นบ่วงรัดหัวใจที่เจ็บปวดกว่าความเหงาเสียอีก
ฟ้าสางอย่างเชื่องช้า แสงอ่อนของรุ่งเช้าส่องผ่านม่านบางเข้ามาในเพนต์เฮาส์หรู เพียงฟ้าตื่นขึ้นพร้อมความรู้สึกหนักอึ้งในอก เธอนอนนิ่งอยู่ชั่วครู่ ก่อนความทรงจำเมื่อคืนจะไหลย้อนกลับมาทั้งหมด ใบหน้าของเธอร้อนผ่าว ดวงตาเริ่มสั่นไหวด้วยความสับสน
เธอไม่เสียใจที่ตัดสินใจด้วยตัวเอง แต่เธอกลัวเหลือเกินว่าผู้ชายข้างกายจะมองมันเป็นเพียงอีกคืนหนึ่งที่เขาซื้อมาได้
วายุไม่ได้อยู่บนเตียงแล้ว เสียงน้ำจากห้องน้ำเงียบไปนานแล้ว เพียงฟ้าค่อย ๆ ลุกขึ้น สวมเสื้อผ้าของตัวเองอย่างรวดเร็วและระมัดระวัง หัวใจเต้นแรงเมื่อเห็นซองเช็คสีขาววางอยู่บนโต๊ะข้างเตียง พร้อมปากกาหรูที่กดทับไว้
เธอหยิบซองขึ้นมาเปิดดู ตัวเลขบนเช็คมากพอจะจ่ายค่ารักษาแม่หลายเดือน มากพอจะทำให้ชีวิตเธอหายใจได้คล่องขึ้น แต่ในวินาทีนั้นมันกลับเหมือนมีดคมที่กรีดลงบนศักดิ์ศรีของเธอ
เสียงประตูห้องแต่งตัวเปิดออก วายุเดินออกมาในชุดเสื้อเชิ้ตสีดำเรียบกริบ ใบหน้าของเขากลับมาเย็นชาไร้ร่องรอยอ่อนแอเมื่อคืน เหมือนผู้ชายที่เคยจับมือเธอไว้และขอให้เธออย่าไป เป็นคนละคนกับผู้ชายตรงหน้า
“ตื่นแล้วก็กลับได้ คนของฉันจะไปส่งเธอที่โรงพยาบาล ส่วนค่ารักษาแม่ของเธอจะถูกจัดการภายในเช้านี้” วายุพูดเสียงเรียบ ขณะติดกระดุมแขนเสื้อโดยไม่มองเธอนานนัก
เพียงฟ้ากำเช็คในมือแน่น หัวใจเหมือนถูกบีบจนหายใจไม่ออก
“เช็คใบนี้คืออะไรคะ” เพียงฟ้าถามทั้งที่รู้คำตอบอยู่แล้ว แต่ยังอยากได้ยินจากปากเขาให้ชัด
“ค่าตอบแทนเมื่อคืน และล่วงหน้าสำหรับครั้งต่อไป ถ้าเธอทำให้ฉันพอใจเหมือนเมื่อคืน เธอจะไม่ต้องกังวลเรื่องเงินไปอีกนาน” วายุตอบอย่างเย็นชา ถ้อยคำของเขาราบเรียบ แต่ทำให้เพียงฟ้าหน้าชาเหมือนถูกตบ
“เมื่อคืนสำหรับคุณคือสิ่งที่ต้องตีราคาเป็นตัวเลขบนกระดาษใบนี้ใช่ไหมคะ” เพียงฟ้าถามเสียงเบา ดวงตาของเธอสั่นไหวอย่างเจ็บปวด
“อย่าเข้าใจผิด เพียงฟ้า เมื่อคืนฉันอาจต้องการเธอมากกว่าปกติ แต่อย่าคิดว่ามันทำให้เธอมีค่ามากขึ้นในชีวิตฉัน” วายุพูดออกมาอย่างไร้ปรานี เพราะเขากลัวความอ่อนแอของตัวเองเมื่อคืนมากเกินกว่าจะยอมรับมัน เขาจึงเลือกทำร้ายเธอก่อนที่เธอจะมีอำนาจเหนือความรู้สึกของเขา
เพียงฟ้านิ่งไปทั้งตัว คำพูดของเขาเหมือนน้ำเย็นจัดที่ราดลงบนความอบอุ่นทุกอย่างที่หลงเหลือจากเมื่อคืน ดวงตาของเธอค่อย ๆ แข็งขึ้น น้ำตาที่เกือบไหลถูกกลืนกลับลงไปอย่างทรมาน
“ฉันเข้าใจแล้วค่ะ ว่าเมื่อคืนไม่มีความหมายอะไรกับคุณเลย” เพียงฟ้าพูดช้า ๆ น้ำเสียงของเธอสงบจนน่าปวดใจ
“ดี ถ้าเข้าใจได้เร็ว เราคงทำงานร่วมกันได้ง่ายขึ้น” วายุตอบ ทั้งที่ในอกเกิดความรู้สึกไม่พอใจ แปลก ๆ เมื่อเห็นแววตาของเธอค่อย ๆ ปิดประตูใส่เขา
