บทที่ 4 เชลย 2/1
โบราณท่านว่าไว้เมื่อถึงคราวอายุเบญจเพส เคราะห์กรรมมักถามหาผู้คนมิเลือกหน้า เอื้องจันทร์เคยหัวเราะเยาะคำกล่าวนั้นมาโดยตลอด จนกระทั่งวันนี้ วันที่เขาต้องมานั่งตัวสั่นเทิ้มอยู่ท้ายรถของคนแปลกหน้า มือทั้งสองถูกมัดไพล่หลัง ผ้าดำหนาคลุมปิดดวงตา และทุกอย่างรอบกายก็พลันมืดดำราวจมอยู่ในห้วงฝันร้ายที่ไม่มีปลายทาง
เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองอยู่ที่ใด ห่างไกลจากบ้านเกิดแค่ไหน หลังจากถูกกระชากตัวลงจากหลังม้าอย่างหยาบกร้าน ร่างของเขาก็ถูกฉุดให้ขึ้นรถยนต์อีกคันหนึ่ง ซึ่งเสียงเครื่องยนต์ของมันยังคงกึกก้องราวจะบดกลืนลมหายใจไปพร้อมกับสติที่ค่อย ๆ ร่อนเร่หายไปตามเส้นทางที่ไม่รู้ปลายทาง
จนกระทั่ง เสียงเครื่องยนต์เงียบลงกะทันหัน บรรยากาศรอบข้างกลับมาเงียบสงัดอย่างน่าประหลาด ราวกับป่าใหญ่ทั้งผืนหยุดหายใจ
พุทธศักราช ๒๔๘๘ สิงห์บุรี
รถจี๊ปสีเขียวมะกอกจอดนิ่งอยู่กลางลานดินที่ถูกรายล้อมด้วยต้นไม้ใหญ่ซึ่งยืนต้นเงียบงันราวผู้พิทักษ์ เรือนไม้หลังมหึมาตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ตัวเรือนยกพื้นสูง เสาไม้ขนาดใหญ่ยืนเรียงรายราวกำแพงไม้มีชีวิต ฝาไม้สักเก่าถูกขัดจนดำขลับสะท้อนแดดเรื่อจาง พื้นเรือนทอดยาวใต้ชายคากว้างที่ซ้อนกระเบื้องดินเผาสีเข้มเป็นระเบียบ
เบื้องหลังเรือนคือภูเขาซ้อนทับกันเป็นแนวสูงต่ำสลับไปมา หมอกบางลอยกรุ่นระเรื่อราวผ้าม่านบาง ๆ ที่ห่อหุ้มทุกสิ่งไว้ ความเย็นของอากาศปะทะใบหน้าเบา ๆ แต่ในอกกลับเต้นระรัวราวจะทะลุซี่โครง
กลิ่นไอดินชื้นปนกลิ่นใบไม้สุกงอมในป่าโชยเข้ามาทางช่องกระจกด้านหลัง คละคลุ้งไปกับกลิ่นน้ำมันเครื่องที่ยังไม่ทันจาง เสียงฝีเท้าและเสียงคนเริ่มดังขึ้นจากภายนอก ทว่าไม่มีแม้เสียงเดียวที่เอ่ยถึงเขา ไม่มีใครร้องถาม ไม่มีเสียงแปลกใจ ไม่มีใครแม้แต่เดินเฉียดเข้ามาใกล้รถที่เขาถูกกักอยู่เลยสักคน
“พวกเอ็ง ขนของพวกนั้นขึ้นเรือนไปให้หมดก่อนตะวันตก”
เอื้องจันทร์สะดุ้งในอกทันที เขาไม่รู้ว่าเสียงนั้นเป็นของใคร แต่เพียงได้ยินก็รู้ได้ว่าเป็นคนที่ไม่มีใครกล้าโต้แย้งหรือขัดขืน น้ำเสียงนั้นเยือกเย็น ไม่ต้องตวาดก็ทำให้ฝีเท้าหลายคู่รีบเร่งขึ้นโดยไม่ต้องรอคำซ้ำ
“อย่าให้มีอะไรตกหล่น” เขาเอ่ยอีกครั้งและเพียงเท่านั้น เสียงลากลังไม้ เสียงหอบหิ้วของหนัก และเสียงฝีเท้าที่กระชั้นเร่งก็ดังขึ้นรอบตัวรถ แต่ก็ยังไม่มีใครแม้แต่คนเดียวที่กล่าวถึงร่างของชายแปลกหน้าที่ถูกจับมัดไว้ในนี้
เสียงเท้าคนจำนวนมากขยับเคลื่อนไหวอยู่โดยรอบ บ้างก้าวฉับ ๆ อย่างรีบเร่ง บ้างลากช้า ๆ ราวกับแบกของหนัก ฝีเท้าเหล่านั้นกระทบผืนดินที่แน่นและแห้ง แต่มีก้อนกรวดกรอบกรายแทรกอยู่เป็นระยะ
เสียงฝีเท้าทุ้มหนักสองข้างก้าวห่างออกจากตัวรถ มั่นคงและหนักแน่นในทุกย่างก้าว เสียงแผ่นไม้ลั่นเบา ๆ คล้ายเสียงบันไดเมื่อคนผู้หนึ่งก้าวขึ้นสู่ชานเรือน เสียงนั้นไม่เร่งรีบ ไม่ลังเล และไม่เหลียวหลัง
และในขณะที่ความเงียบกลับมาโอบล้อมอีกครั้ง เอื้องจันทร์ก็เข้าใจในทันที ผู้ชายคนนั้น…ได้ใช้บางอย่างซ่อนเขาไว้จากสายตาทุกคู่ เขาถูก มนต์บังตา คลุมร่างไว้เรียบร้อยแล้ว
ยามเมื่อตะวันบ่ายคล้อย แสงสุริยาอ่อนแรงลงทาบทาเรือนไม้หลังใหญ่ที่ตั้งตระหง่านกลางผืนป่าดงดิบ เหล่าลูกสมุนแห่งซุ้มเสือคำต่างกุลีกุจอขนหีบศพทรัพย์สินที่ปล้นสะดมมาได้ ขึ้นสู่เรือนอย่างขมีขมัน เสียงไม้ลั่น เสียงข้าวของกระทบกันดังเซ็งแซ่ ท่ามกลางบรรยากาศที่คึกคัก
ขณะที่ลูกน้องกำลังสาละวนกับการขนของอยู่นั้น เสียงกระซิบแผ่วเบาเสียจนแทบไม่ได้ยินก็ดังขึ้นในโสตของเสือคำ
‘พ่อจ้ะ ท้ายรถของเสือเพชรมีบางสิ่งซ่อนอยู่จ้ะ’ น้ำเสียงเยือกเย็นยะเยือกของนางพรายกระซิบแทรกซึมเข้ามาในโสตประสาท ขณะที่มือหนาของเสือคำกำลังยกจอกสุราขึ้นดื่มด้วยท่าทีผ่อนคลาย แววตาคมกริบดุจเหยี่ยวเฒ่าทอดมองไปยังบุตรบุญธรรมด้วยความพึงพอใจ
ทว่าคำบอกกล่าวนั้นกลับทำให้เสือคำชะงักงัน เหลือบสายตาคมกริบไปยังรถจี๊ปสีเขียวมะกอกที่จอดเด่นเป็นสง่าอยู่กลางลานดิน ท้ายกระบะถูกคลุมไว้มิดชิดด้วยผ้าใบหนา เขาขมวดคิ้ว แต่ก็ไม่กล่าวสิ่งใดออกมา
เสือคำวางจอกสุราลงอย่างเงียบงัน ความลังเลเพียงวูบหนึ่งพาดผ่านแววตา แต่ก็อันตรธานไปในพริบตา เขายังคงมีความเชื่อมั่นอย่างแน่นแฟ้นต่อเสือเพชร บุตรบุญธรรมที่เขาเลี้ยงดูมาเองกับมือ ผู้ที่เขาเอ็นดูดั่งสายเลือดแท้ ๆ ของตน และคิดว่าสิ่งที่ซ่อนอยู่นั้นคงมิใช่สิ่งที่จะนำพาภัยมาสู่ซุ้มโจรแห่งนี้
ครั้นร่างกำยำที่กลางอกสักเสือคู่เยื่องย่างขึ้นมาหา เสือคำจึงละความสนใจจากท้ายรถไปชั่วคราว
“เรียบร้อยดีหรือไม่เพชร”
“ทุกอย่างเป็นไปตามแผนขอรับพ่อ” ชายหนุ่มตอบกลับด้วยเสียงมั่นคง นอบน้อมแต่ไม่อ่อนแอ “ทรัพย์สินทั้งหมดถูกยึดมาได้โดยปราศจากการสูญเสีย”
“ดี” เสือคำพยักหน้าเล็กน้อย
“มาแล้วหรือลูก มาเถิด มาดื่มน้ำให้ชื่นใจก่อน”
เสียงอ่อนโยนของหญิงวัยกลางคนดังขึ้นจากเงาไม้ใต้ชายเรือน ก่อนร่างของนางจะก้าวออกมาพร้อมขันเงินลายดอกพุดในมือ น้ำดอกมะลิในขันส่งกลิ่นหอมจาง ๆ คลอเคลียมากับลมเย็นปลายยามบ่าย
นางยื่นขันนั้นให้ชายหนุ่มผู้เพิ่งย่างเท้าพ้นแนวป่ามา พร้อมรอยยิ้มที่คล้ายจะปิดบังความห่วงใยไม่มิด
“ขอบน้ำใจจ้ะแม่” เสือเพชรยกขันขึ้นแนบปาก ดื่มรวดเดียวไปเสียหลายอึก ความเย็นจากน้ำและกลิ่นหอมของมะลิสดช่วยดับกระหายจากการเดินทางไกลได้เป็นอย่างดี
แม่นายดวงแขยืนมองลูกชายบุญธรรมด้วยดวงตาเปี่ยมความภาคภูมิ เพราะไม่ว่าจะออกปล้นคราใด ด้วยชื่อของเสือเพชรก็ไม่มีคราใดล้มเหลว
ชุมโจรที่ปกครองโดยผัวของนางไม่ได้ตั้งตนเป็นเสือเพื่อจะร่ำรวย แต่เป็นเสือที่ชาวบ้านฝากความหวังไว้กับคมมีดและเสียงปืน โจรที่ปล้นเฉพาะพวกคหบดีผู้กดขี่ ขูดรีด ทั้งเจ้าสัวและนายทุนเมือง ผู้ร่ำรวยด้วยหยาดเหงื่อของคนยาก
‘เสือของชาวบ้าน’ นั่นแหละ พวกเขาเป็นอย่างนั้น
ส่วนเพชรคือนิลกาฬที่นางและสามีรับเลี้ยงมาตั้งแต่อีกฝ่ายอายุยังไม่ถึงสิบขวบปีเสียด้วยซ้ำ แม้ไม่ใช่แม่แท้ ๆ แต่ก็เลี้ยงดูเพชรมาราวเลือดเนื้อ เด็กคนนี้นะเชื่อฟังพ่อแม่ไปเสียทุกอย่าง จนนางและผัวคลายกังวลไปได้เยอะ เพียงแต่รู้สึกเสียใจอยู่ลึก ๆ ที่แม้กายของลูกชายเธอจะเติบใหญ่กล้าแกร่ง แค่ไหน ทว่าหัวใจของลูกชายนางคนนี้นั้นยังติดหล่มความรักเมื่อครั้งอดีต ยามนี้จึงไม่ยอมตบแต่งเมียเสียที
“วันนี้แม่ว่าจะทำน้ำพริกปลาย่างกับทอดหมูแดดเดียว ของโปรดลูก ลูกจะมากินที่เรือนนี้หรือไม่”
“จ้ะแม่ ประเดี๋ยวเย็น ๆ ข้ามากินข้าวด้วยนะจ๊ะ ไม่กินฝีมือแม่เสียหลายวันคิดถึงจะแย่แล้ว” เสือเพชรตอบพลางยิ้มกว้าง ก่อนเอื้อมไปโอบร่างอรชรของผู้เป็นมารดาหลวม ๆ ในทีออดอ้อน
“เอ็งนี่นะ ปากหวานเสียจริง” มือเหยี่ยวย่นลูบหัวลูกชายด้วยความเอ็นดู จนคนงานในเรือนหลายคนอดที่จะอมยิ้มออกมาเสียไม่ได้ แม้เสือเพชรจะดูเป็นคนดุดันแลแข็งกร้าว ทว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าคุณนายดวงแขแล้ว เขาก็ประหนึ่งเด็กน้อยที่ชอบออดอ้อนแม่ก็มิปาน
ในจังหวะนั้นเอง เงาร่างอีกผู้หนึ่งก็ปรากฏขึ้นบนระเบียง เสือไกรก็ปรากฏกายขึ้น รอยแผลเป็นบนใบหน้าซีกซ้ายของเขาดูน่าเกรงขามยิ่งขึ้นเมื่อต้องแสงตะวัน ร่างกายกำยำล่ำสันที่ถูกประดับประดาด้วยรอยสักยันต์พระลักษณ์หน้าทองกลางอก และยันต์เกราะเพชรบนแขนซ้าย ทว่าความริษยากลับฉายชัดในดวงตาคู่คม หากแต่ถูกซ่อนไว้ภายใต้รอยยิ้มที่แสร้งทำ
“ขอแสดงความยินดีด้วยนะเพชร” เสือไกรเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่แฝงไว้ด้วยความริษยา ทว่ามุมปากกลับเผยรอยยิ้มเป็นมิตร “ไม่ว่างานใดจะยากเย็นแสนเข็ญเพียงใด หากเป็นมือของเอ็ง ทุกอย่างก็ง่ายดายไปเสียหมด”
เสือคำหันไปมองเสือไกรแล้วพยักหน้ารับคำ จริงดังที่เสือไกรว่า ไม่ว่างานจะยากหรือเสี่ยงอันตรายเพียงใด หากเป็นเพชรลงมือ เขาก็มิต้องกังวลสิ่งใดแล้ว
“เอ็งกลับไปพักผ่อนเสียเถิด” เสือคำเอ่ยบอกแก่บุตรชาย
“ขอรับ” เสือเพชรโค้งศีรษะให้เล็กน้อย ก่อนจะหันหลังเดินลงจากเรือนไป ทิ้งไว้เพียงกลิ่นกายหอมกรุ่นจาง ๆ
เสือไกรมองตามแผ่นหลังกว้างนั้นโดยไม่กล่าวสิ่งใด เพียงแค่ยิ้มบาง ๆ คล้ายจะยินดี แต่ภายในใจกลับคุกรุ่นด้วยบางสิ่งบางอย่าง เขามิได้ละสายตาจากรถจี๊ปที่เพชรกำลังขึ้นไปประจำตำแหน่งคนขับ
เสียงเครื่องยนต์ดังกระหึ่มก่อนที่ล้อจะบดดินจนฝุ่นตลบ เสือไกรมองตามรถที่แล่นห่างออกไปอย่างนิ่งงัน แววตากรุ่นร้อนฉายชัดเมื่อทอดมองไปยังบริเวณท้ายรถ แต่ก็มิได้เอื้อนเอ่ยคำใดต่อผู้ใด นอกจากกลืนความสงสัยนั้นไว้ในอก
