บทที่ 1 สัญญาเลือด

สำหรับเรื่องนี้จะเป็นเซ็ตติ้ง omegaverse โดยมีคำเรียกต่าง ๆ ดังนี้

๑.นิลกาฬ หรือ อัลฟ่า ชนชั้นสูงสุดของสังคม

๒.เพทาย หรือ เบต้า ชนชั้นกลางทางสังคม

๓.โกเมน หรือ โอเมก้า ชนชั้นล่างสุดของสังคม

บทที่ 1 สัญญาเลือด

แสงอาทิตย์อัสดงลอดผ่านช่องหน้าต่างไม้มะค่าเก่าคร่ำคร่า สาดส่องลงบนเรือนกายกำยำของชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ กล้ามเนื้อแน่นเป็นมัด ขณะที่ร่างสูงนั่งขัดสมาธิอยู่บนเสื่อกกท่ามกลางห้องที่ตกแต่งอย่างเรียบง่ายแต่กลับแผ่พลังอำนาจลึกลับอย่างน่าสะพรึงกลัว ธูปหอมปล่อยควันสีหม่นลอยวนเวียนสร้างบรรยากาศเข้มขลัง ขณะที่เสียงลมพัดผ่านใบไม้ด้านนอกห้องดังเป็นเสียงกระซิบแผ่วเบาเสริมสร้างความเงียบสงัดให้ยิ่งหนักแน่นขึ้น

เสือไพร หลับตาพริ้ม ใบหน้าคมเข้มไร้ซึ่งริ้วรอยแห่งความกังวล ลมหายใจเข้าออกเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ท่าทางสงบเยือกเย็นราวสายน้ำไหล เขาเพ่งสมาธิปล่อยให้จิตใจว่างเปล่าเพื่อรับรู้ถึงพลังงานลี้ลับรอบกาย

ฉับพลันร่างเล็กของกุมารทองก็ปรากฏตัวขึ้น เด็กชายผมจุกสองข้างมีผิวกายขาวซีด ดวงตาสีดำขลับนั่งไขว่ห้างอยู่บนคานไม้ ไม่นานมันก็ล่องลอยลงมาอยู่บนพื้นไม้ข้าง ๆ เสื่อกกก่อนจะส่งเสียงกระซิบเบา ๆ ราวกับลมพัดผ่านใบหู

“มีคนมาหาจ้ะพ่อ” ความเงียบสงัดถูกตัดขาดด้วยเสียงกระซิบแผ่วเบาข้างหู เสือไพรขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่ก็ยังคงนั่งนิ่งไม่ขยับเขยื้อนกายแม้แต่น้อย

“ใคร” เสียงทรงอำนาจของเสือใหญ่เอ่ยถาม

กำนันเดชจ้ะ แต่มีดวงวิญญาณดวงหนึ่งตามติดมาด้วยนะจ๊ะ”

“...” เสือไพรขมวดคิ้วแน่น รอยย่นเล็ก ๆ ปรากฏขึ้นระหว่างคิ้วเข้ม ดวงตาคมกริบที่ปกติสงบนิ่งกลับฉายแววความสงสัยปะปนอยู่กับความเยือกเย็นที่คุ้นเคย ริมฝีปากบางขบเม้มเข้าหากันประหนึ่งกำลังประมวลผลสิ่งที่ได้ยิน เพราะชุมโจรแห่งนี้ไม่ใช่จะมีภูตผีวิญญาณหลุดเข้ามาได้ง่าย ๆ ใบหน้าคมคายที่ไร้ริ้วรอยกลับแสดงออกถึงความคิดที่ซับซ้อนเสมือนมีม่านบาง ๆ ของความระมัดระวัง

เสียงฝีเท้าหนักแน่นดังก้องไปทั่วเรือนไม้โบราณ เสือไพรลุกขึ้นยืนอย่างสง่า ผ่านม่านอาทิตย์อัสดงที่สาดส่องลงมาจากช่องหน้าต่าง ร่างสูงใหญ่ของเขาเคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้าแต่ทรงพลัง ราวกับเสือร้ายที่กำลังเตรียมล่าเหยื่อ เขาเดินไปหยุดอยู่ตรงหัวบันไดไม้ชั้นบนของเรือน

นัยน์ตาสีรัตติกลาลจับจ้องมองไปยังลานบ้านด้านล่างก็พลันเห็นร่างผอมชะลูดของกำนันเดชที่ยืนตะโกนเรียกอยู่ตรงริมรั้วไม้หน้าบ้าน เสียงแหบพร่าของเขาแทบจะหายไปกับเสียงลมพัดผ่านใบไม้ แต่เสือไพรกลับได้ยินชัดเจน แม้จะอยู่บนชั้นสองของเรือนก็ตาม

ความเงียบสงัดถูกตัดขาดด้วยเสียงตะโกนนั้น แต่สิ่งที่ดึงดูดความสนใจของเสือไพรมากกว่าเสียงตะโกน คือเงาดำสีจาง ที่เคลื่อนไหวอยู่ด้านหลังกำนันเดช มันลอยเลื่อนช้า ๆ คล้ายกับเงาของสิ่งมีชีวิตที่ไร้รูปร่าง แต่กลับแผ่รังสีแห่งความเย็นยะเยือกออกมา

ดวงตาของเสือไพรหรี่ลง ความสงบเยือกเย็นบนใบหน้าคมเข้มค่อย ๆ จางหายไปแทนที่ด้วยความระแวดระวัง และความรู้สึกถึงอันตรายที่กำลังคืบคลานเข้ามา เขาเงื้อมมือขึ้น นิ้วแกร่งชี้ลงไปยังลานบ้าน พร้อมกับร่ายมนตร์โบราณ เสียงท่องอักขระนั้นแผ่วเบาแต่กลับทรงพลังอำนาจ ประหนึ่งเสียงคำรามของพญาช้างสาร ไม่นานอักขระโบราณก็พลันปรากฏขึ้นเป็นแสงสีทองอ่อน ๆ ล้อมรอบตัวเรือน สร้างกำแพงพลังงานล่องหน ป้องกันไม่ให้สิ่งชั่วร้ายใด ๆ เข้ามาภายในอาณาเขตของเขา

ในขณะเดียวกันเงาสีดำอีกหลายเงาปรากฏขึ้นที่ริมรั้ว พวกมันเป็นเงาของผีเลี้ยงผู้พิทักษ์ของเสือไพร เงาเหล่านั้นเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วราวกับแมลงเม่า คอยเฝ้าระวังและข่มขู่ ไม่ให้วิญญาณเร่ร่อนหรือสิ่งชั่วร้ายใด ๆ กล้าเข้ามาใกล้บริเวณบ้าน

เสียงตะโกนแหบพร่าของกำนันเดชยังคงดังอยู่ริมรั้วบ้าน “เสือไพร! เสือไพร! ข้ามาขอความช่วยเหลือ!”

“ไอ้ครั้นเอ็งพาใครมาเรือนข้า” เสือไพรเอ่ยถามหนึ่งในลูกสมุนของตนที่นำคนแปลกหน้าเข้ามายังชุมแห่งนี้

“คนจะมากู้เงินจ้ะเสือไพร”

“เออข้ารับรู้แล้ว เอ็งกลับไปก่อน” เสือไพรเอ่ยสั่ง ก่อนที่ครั้นจะเดินกลับไปเรือนของตน ทิ้งให้ชายวัยกลางคนยืนอยู่นอกรั่วกั้นผู้เดียว

“เอ็งเป็นใคร”

“ขออภัยที่รบกวนในยามเย็นเช่นนี้ ข้ากำนันเดช”

เสือไพรไม่ตอบเพียงแต่จ้องมองอีกฝ่ายอย่างพินิจ ดวงตาคมกริบราวกับจะทะลุปรุโปร่งเข้าไปในจิตใจของกำนัน ความเงียบปกคลุมไปทั่ว เพียงเสียงลมพัดผ่านใบไม้และเสียงกระซิบแผ่วเบาของกุมารทองที่ยังคงเฝ้าสังเกตการณ์อยู่ทำให้เสือไพรเอ่ยถามออกมา

“แล้วมาทำไม” เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจของเสือไพรดังขึ้น คำพูดสั้น ๆ แต่กลับหนักแน่นราวกับคำพิพากษา นัยน์ตาสีรัตติกาลจับจ้องไปยังร่างของนิลกาฬเฒ่า

“ข้ามีธุระสำคัญจะขอความช่วยเหลือจากท่านเสือไพร” กำนันเดชตอบเสียงสั่น น้ำเสียงแสดงถึงความหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด

เสือไพรหรี่ตาลง ความเงียบงันปกคลุมไปทั่วอีกครา เงาดำด้านหลังของกำนันเดชยังคงเคลื่อนไหวช้า ๆ ราวกับกำลังรอจังหวะ แต่เสือไพรไม่สนใจ เขากำลังประเมินสถานการณ์และรอจังหวะที่เหมาะสม

“กำนันเดชเองหรือ เชิญกำนันเดชขึ้นบนเรือนมาก่อนเถอะ” คำพูดนั้นไม่ใช่เพียงคำอนุญาตธรรมดา แต่เป็นการกระทำเชิงไสยเวทย์เพื่อเปิดประตูให้กำนันเดชเข้ามา แต่ปิดกั้นไม่ให้เงาดำที่ตามเขามาเข้ามาได้

เวลาเดียวกันนั้นอักขระโบราณที่ล้อมรอบเรือนส่องแสงเจิดจ้าขึ้นเล็กน้อย เสริมสร้างกำแพงพลังงานให้แข็งแกร่งขึ้น ขณะที่เงาดำที่อยู่ด้านหลังกำนันเดชสั่นไหวอย่างรุนแรงมันพยายามแทรกซึมเข้ามา แต่ก็ถูกกำแพงพลังงานนั้นผลักดันออกไป มันส่งเสียงครางแผ่วเบาด้วยความเจ็บปวดก่อนจะหายลับสายตาไป

กำนันเดชก้าวเท้าอย่างลังเล ร่างกายผอมแห้งของเขาสั่นไหวราวกับใบไม้ถูกพายุพัด เมื่อขึ้นมาถึงชานบ้านเขาก็ทรุดตัวลงนั่ง ท่าทางอ้ำอึ้ง มือไม้เกร็ง สายตาหลบไปทางอื่นไม่กล้าสบตาเจ้าของเรือนไม้ ผ้าขาวม้าที่คาดเอวดูยับยู่ยี่สะท้อนให้เห็นถึงความไม่สบายใจอย่างที่สุด ความเงียบปกคลุมไปทั่ว มีเพียงเสียงลมพัดผ่านใบไม้และเสียงจิ้งหรีดร้องไกล ๆ เป็นเสียงประกอบความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

เสือไพรจ้องมองกำนันเดชอย่างพิจารณา ความสงบเยือกเย็นบนใบหน้าคมเข้มของเขาไม่ได้แปลงเปลี่ยน แต่ดวงตาคมกริบกลับฉายแววเฉียบคม ความเงียบยาวนานทำให้กำนันเดชยิ่งรู้สึกอึดอัด เหงื่อเริ่มซึมออกมาตามไรผม

“มีธุระอะไร รีบพูดมา” เสียงทุ้มต่ำของเสือไพรดังขึ้น

กำนันเดชสะดุ้ง รีบเช็ดเหงื่อที่หน้าผากก่อนจะพูดเสียงตะกุกตะกัก “ขะ…ข้า…เอ่อ…” เขาอ้ำอึ้งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจพูดออกมา

“ข้าต้องการจะกู้เงินจากท่านเสือไพร”

ความเงียบปกคลุมอีกครั้ง เสือไพรไม่แสดงสีหน้าใด ๆ เพียงแต่จ้องมองกำนันเดชอย่างจับผิดและรอให้เขาพูดต่อ

“หะ…ห้าหมื่น” กำนันเดชพูดเสียงแผ่วเบาราวกับกลัวว่าเสียงของตัวเองจะดังไป มือไม้ของเขายังคงเกร็งด้วยความกังวลใจอย่างที่สุด

ความเงียบตามมาหลังคําขอยืมเงินจำนวนมหาศาลของกํานันเดช นัยน์ตาพยัคฆ์ของเสือไพรเบิกกว้างเล็กน้อยในชั่วพริบตา ก่อนจะกลับมาเยือกเย็นดังเดิม

“ห้าหมื่นมันมากเกินไป ปกติคนมาขอกู้ไม่เกินสองหมื่น กำนันจะเอาไปทำอะไรถึงขนาดนั้น” เสียงทุ้มต่ำของเสือไพรแฝงไปด้วยความสงสัย

กำนันเดชหน้าซีดเผือด “ครอบครัวของภรรยาข้ามีเรื่องเดือดร้อนต้องใช้เงินจำนวนมาก ข้าเลยอยากจะมาหยิบยืมจากเสือไพรเสียหน่อย หวังว่าเสือไพรจะเมตตาข้ากับภรรยา”

“ข้าว่ากำนันกลับไปเถอะ เรื่องของครอบครัวเมีย ไยกำนันต้องเอาตัวเองไปเดือดร้อนด้วย ข้าไม่เห็นว่ามันจะจำเป็นเลยสักนิด”

“เสือไพร...ข้าขอร้องเถอะนะ ช่วยหน่อยเถิดพ่อเสือ ข้าสัญญาว่าจะหาเงินมาคืนให้ครบทุกบาททุกสตางค์แน่นอน” กํานันเดชที่นั่งอยู่กระสับกระส่ายเอ่ยเสียงอ้อนวอน หากไม่ได้เงินจำนวนนี้เขาก็ไม่มีหน้าไปพบภรรยาที่บ้านหรอก

เสือไพรนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถาม “แล้วกำนันจะเอาอะไรมาเป็นหลักประกันล่ะ ข้าไม่ใช่จะให้กำนันหยิบยืมไปเปล่า ๆ หรอกนะ”

“...” กำนันเดชก้มหน้าลง มือไม้เกร็ง ย้อนนึกไปถึงสมบัติต่าง ๆ มากมายที่ตัวเองเคยมี แต่ตอนนี้ทั้งหมดนั้นหายไปสิ้นแล้ว เพราะจันทร์ฉายมีแต่เรื่องจำเป็นต้องใช้เงิน โฉนดที่ดินแปลงต่าง ๆ ถูกนำออกไปจำนอง สร้อยทองทั้งของตนและของเมียคนแรก ถูกจันทร์ฉายเอาไปขายทิ้งจนไม่เหลืออะไรสักชิ้น

เสือไพรเงียบไปครู่หนึ่งมองดูกำนันเดชที่นั่งก้มหน้า อย่างคนหมดหนทาง เขาเห็นใจแต่จะให้อีกฝ่ายหยิบยืมเงินจำนวนมากขนาดนั้นมันก็ใช่ที เขาเป็นโจร แม้เงินจะได้มาจากการปล้นผู้อื่น แต่จะให้ใครต่อใครเทียวยืมมากมายขนาดนั้นเห็นทีจะป่วยการเอาเสียเปล่า ๆ

“ถ้าไม่มีหลักประกัน ข้าก็ให้ไม่ได้ กำนันกลับไปเถอะ”

กำนันเดชเม้มปากเข้าหากันด้วยความลังเล มองดูใบหน้าคมคายของผู้ที่ได้ขึ้นชื่อว่าเสือร้ายอย่างโจ่งแจ้งก่อนจะกลืนน้ำลายลงคออึกหนึ่ง จากนั้นจึงเอ่ยต่อ

“ถ้าเสือไพรต้องการหลักประกัน ข้ามีลูกชายชื่อไตรฉัตรเป็นโกเมน เขาเป็นลูกติดของเมียข้า หน้าตาก็พอดูได้ทีเดียว หากพ่อเสือไพรยินยอมให้ข้าหยิบยืมเงิน ข้าก็จะเอาเขามาเป็นหลักประกัน”

“โกเมนหรือ กำนันจะให้ข้าเอามันมาเป็นภาระอีกงั้นรึ กำนันก็รู้ดีว่าชุมโจรแห่งนี้มีคนมากพอแล้ว” เสียงทุ้มต่ำของเสือหนุ่มเอ่ยขึ้นบ้าง

เพราะรู้ดีอยู่แก่ใจว่าหากเอาโกเมนเข้ามาในชุมโจรแห่งนี้ดูท่าแล้วจะเป็นตนเองที่เดือดร้อนมากกว่าได้ผลประโยชน์ เพราะโกเมนคือเพศรองที่คอยยั่วยวนนิลกาฬและเพทายให้ลุ่มหลง ประหนึ่งดอกไม้อาบยาพิษก็มิปาน

“ไตรฉัตรเป็นเด็กดี ฉลาดและขยัน เขาจะไม่เป็นภาระให้พ่อเสือไพรแน่นอน ข้าสัญญาว่าจะหาเงินมาใช้หนี้ให้หมด” กำนันเดชยืนยันเสียงหนักแน่น

เสือไพรเงียบไปครู่หนึ่ง สายตาคมกริบของเขากวาดมองใบหน้าที่ซีดเผือดของนิลกาฬเฒ่า ความทรงจำบางอย่างผุดขึ้นมาในความคิด เหตุเพราะกำนันเดชเคยรู้จักกับพ่อของตนมาก่อน และพ่อก็เคยเล่าถึงความดีความชอบของกำนันเดช ความซื่อสัตย์ ความมีน้ำใจ และการช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่นอยู่เสมอ แม้จะอยู่ในยุคสมัยที่คนส่วนใหญ่ต่างแสวงหาแต่ประโยชน์ส่วนตน

ความทรงจำเหล่านั้นทำให้ความเย็นชาในดวงตาของเสือไพรค่อย ๆ จางหายไป แทนที่ด้วยความลังเลและความรู้สึกสงสาร

ร่างสูงใหญ่ลุกขึ้นเดินหายไปยังมุมหนึ่งของห้อง ที่ซึ่งเขาเก็บเงินที่ได้มาจากการปล้นสะดมเอาไว้ เสือไพรหยิบถุงผ้าใบใหญ่ขึ้นมา ภายในบรรจุเงินจำนวนมาก จากนั้นก็เดินกลับมาวางไว้ตรงหน้ากำนันเดช เงินกองโตนั้นสะท้อนแสงจันทร์ที่สาดส่องลงมาบนชานเรือน ดูราวกับภูเขาเงินที่รอให้กำนันเดชหยิบฉวยไป

“นี่เงินห้าหมื่นที่กำนันต้องการ”

“ขอบคุณมากจ้ะเสือไพร ขอบคุณมากจริง ๆ”

“แต่ข้ามีข้อแม้...” เสือหนุ่มหยุดคำชั่วครู่

“กำนันต้องทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร ระบุจำนวนเงิน วันเวลาที่ยืม และวันเวลาที่ต้องคืน พร้อมทั้งหลักประกัน หากกำนันผิดสัญญา…ข้าจะไม่ไว้หน้าใครหน้าไหนทั้งนั้น”

นิลกาฬวัยกลางคนเผลอกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ด้วยความลังเล เขารู้ดีอยู่แก่ใจว่าไม่มีอะไรที่จะได้มาเปล่า ๆ และรู้ดีอยู่แก่ใจว่าถ้าตนผิดสัญญากับเสือร้ายจะมีผลร้ายแรงตามมา กระนั้นเมื่อมาถึงขั้นนี้แล้วก็มีแต่ต้องเดินหน้าต่อไป

“ข้าจะทำ”

เสือไพรหยิบหนังสือกู้ยืมออกมา เพราะบ่อยครั้งนักที่มีใครต่อใครมาหยิบยืมเงินจากตน ไม่แปลกที่เขาจะทำหนังสือสัญญาเก็บเอาไว้ ทว่าหนังสือสัญญาทุกฉบับนี้เสือไพรได้ร่ายเวทย์กำกับเอาไว้ หากมันผู้ใดผิดสัญญาก็จะมีอันเป็นไปตกตายภายในสามวันเจ็ดวัน

“กำนันคงจะรู้ว่าถ้าผิดสัญญาต้องเจอกับอะไรนะ” คำพูดนั้นหาใช่คำขู่แต่อย่างใด ทว่ามันกับเป็นสิ่งย้ำเตือนให้ผู้ที่กล้าเข้ามายืมเงินเขาถึงในชุมโจรนี้ตระหนักรู้กับการกระทำของตนว่ามันมีผลที่จะตามมา

กำนันเดชเหงื่อตกสายตาสั่นระริกเหลือบมองกริชที่วางอยู่บนสัญญา เขาเผลอกำผ้าขาวม้าอย่างลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นมือสั่นเทาก็ค่อย ๆ หยิบมันขึ้นมาแล้วใช้ปลายแหลมของกริชเฉือนนิ้วมือของตนจนเลือดสีแดงฉานไหลซึมออกมา เพียงชั่วอึดใจก็ตัดสินใจปั๊มลายนิ้วมือตนลงไปในกระดาษลงอาคม

บทถัดไป