บทที่ 2 ข้าข้าใต้ถุนเรือน 2/1
หลายวันต่อมา
แสงแดดแผดจ้าของยามเที่ยงวันสาดส่องลงมาบนเรือนไม้เก่าแก่ ความร้อนอบอ้าวแผ่ปกคลุมไปทั่วบริเวณ แต่ความร้อนนั้นกลับจืดจางลงไปเมื่อเทียบกับความร้อนระอุของอารมณ์
ร่างสูงของเสือหนุ่มยืนอยู่ตรงหัวบันไดไม้ชั้นบน ดวงตาคมกริบแข็งกร้าว ราวกับเหยี่ยวที่กำลังจ้องมองเหยื่อ ใบหน้าคมเข้มบึ้งตึงเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวที่ยากจะปกปิด กล้ามเนื้อที่แข็งแกร่งตึงเครียดพร้อมที่จะระเบิดออกได้ทุกเมื่อ
กำนันเดชผิดนัด นั่นคือสิ่งที่ทำให้เสือไพรถึงกับเดือดดาล ความโกรธที่ปะทุขึ้นมาในอกของเขาดุจเปลวเพลิงที่กำลังลุกโชน เขาไม่เคยไว้หน้าใคร โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนที่กล้าแหกกฎของเขา
เงินห้าหมื่นบาทเป็นจำนวนเงินที่มากมายมหาศาล ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยและการที่กำนันเดชกล้าผิดสัญญา นั่นเท่ากับการเยาะเย้ยความน่าเกรงขามของเขา
เหงื่อกาฬไหลซึมออกมาตามไรผมของเสือหนุ่ม แต่ความร้อนนั้นกลับไม่สามารถเทียบได้กับความร้อนระอุในอกของเขา มือข้างหนึ่งกำแน่น เส้นเลือดปูดโปน เขาจ้องมองลงไปยังรั้วบ้านด้านล่าง สายตาแข็งกร้าวดุดันน่ากลัวประหนึ่งจะแผดเผาให้ทุกสิ่งทุกอย่างกลายเป็นเถ้าถ่าน
เงาของผีเลี้ยงที่เคยเฝ้าระวังอยู่รอบบ้าน บัดนี้กลับเคลื่อนไหวอย่างกระวนกระวาย พวกมันรับรู้ถึงความโกรธเกรี้ยวของนายและเตรียมพร้อมที่จะลงโทษผู้ที่กล้ามาล่วงเกิน
เสือไพรขบกรามแน่น รอยย่นลึกปรากฏขึ้นบนหน้าผาก เขาเงื้อมมือขึ้นหยิบกระดาษสัญญาขึ้นมาพร้อมกับร่ายมนต์โบราณ เสียงท่องมนต์แผ่วเบาแต่ทรงพลังประหนึ่งคำสาปแช่งที่กำลังจะลงโทษผู้ที่กล้าลบหลู่เขา
อักขระโบราณปรากฏขึ้นเป็นแสงสีแดงฉาน ล้อมรอบเรือน ความเงียบยังคงปกคลุม เสือไพรกำลังรอให้กำนันเดชปรากฏตัว ทว่ารอจนบ่ายก็ไร้วี่แววของกำนันเฒ่า ยามนี้แม้แต่แมลงวันที่บินอยู่ก็ทำให้เสือร้ายหงุดหงิดได้ไม่ยากเย็น
“พ่อจะเอายังไงต่อดีจ๊ะ ให้ฉันไปจัดการให้ไหม” เสียงเล็ก ๆ ของเด็กชายเอ่ยขึ้น ก่อนที่ร่างขาวผมจุกจะปรากฏตัวขึ้นบนตั่งไม้ตัวยาว
“ไม่ต้อง ข้าจัดการเอง” เสียงเหี้ยมเกรียมเอ่ยขึ้นด้วยความเดือดดาล นึกเจ็บใจตนเองอยู่ไม่น้อยที่ดันเชื่อใจกำนันเดชเพียงเพราะคำบอกเล่าของผู้เป็นพ่อ เพราะเห็นทีกำนันผู้นี้จะไม่ได้เป็นคนซื่อตรงตามที่ปากว่าเสียแล้ว
เวลาเดียวกันนั้นแสงอาทิตย์สีทองอ่อนสาดส่องกระทบผิวกายขาวผ่องของจันทร์ฉาย เธอยืนอยู่บนระเบียงไม้แกะสลัก ท่ามกลางกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดอกมะลิและสายลมเย็นที่พัดโชยมา แต่ความสงบสุขนั้นกลับแตกสลายลงในพริบตา เมื่อเสียงกระซิบแผ่วเบาราวกับลมพัดผ่านใบหูดังขึ้นข้างหูของเธอ
‘นายหญิง…นายหญิง เสือไพรกำลังมา’ เสียงนั้นแหบพร่าและเย็นยะเยือก มันเป็นเสียงของดวงวิญญาณเร่ร่อนที่จันทร์ฉายเลี้ยงไว้ มันกระซิบประโยคเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ดวงตาคู่สวยเบิกโพลงด้วยความตกใจ ใบหน้าที่เคยแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางอย่างประณีต ตอนนี้ซีดเผือดไร้ซึ่งสีเลือด ริมฝีปากบางสั่นเทา มือที่เคยประดับด้วยแหวนเพชรเม็ดโต ตอนนี้เกาะกุมราวบันไดไม้แกะสลักอย่างแน่นหนา ราวกับเกาะเกี่ยวเอาชีวิตไว้
จันทร์ฉายเหลือบตาหันไปมองสัญญาเลือดที่มีชื่อของไตรฉัตรอยู่ ความโกรธปะทุขึ้นมาอย่างรุนแรง เธอกำมือแน่น จนเส้นเลือดปูดโปน จากนั้นหันไปมองหน้าเหม่อลอยของสามีด้วยความโกรธเกรี้ยวก่อนจะคว้าเอาสัญญาเลือดขึ้นมาแล้วเหวี่ยงมันลงพื้นอย่างแรง
จากนั้นด้วยความรวดเร็วจันทร์ฉายวิ่งลงบันได เธอวิ่งไปหาไตรฉัตรที่กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ในสวน ไม่รอช้าหญิงวัยกลางคนคว้าแขนลูกชายเอาไว้แน่น
“ไตรฉัตร! ไปหลบซ่อนตัวเร็ว!” เสียงของเธอสั่นเครือ แต่ก็หนักแน่นเต็มไปด้วยความเร่งรีบ
“แม่จะให้ฉันไปหลบที่ไหน” ไตรฉัตรมองแม่ด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย เหตุใดแม่ถึงได้รนลาขนาดนี้กัน
“ที่ไหนก็ได้เร็วเข้า! อย่าขัดคำแม่!” จันทร์ฉายดึงแขนลูกชายให้เดินตามตนมาจนถึงรั่วหน้าบ้าน
“รีบไปก่อนที่จะสาย”
“แม่หมายความว่ายังไง”
“ไม่ต้องถามมาก เอ็งรีบไปเถอะเชื่อแม่นะลูก” ว่าจบเธอก็ส่งถุงเงินให้กับลูกชายเพียงคนเดียวของตน
ไตรฉัตรถอนหายใจก่อนจะวิ่งหนีออกจากบ้านไป ทิ้งให้จันทร์ฉายยืนอยู่เพียงลำพังกับความกลัว ถึงเธอจะไม่ใช่ผู้หญิงที่ดีเด่นอะไร ทว่าอย่างไรเสียเธอก็เป็นแม่ ย่อมต้องปกป้องลูกของตน
หลังจากไตรฉัตรลับสายตาไปจันทร์ฉายก็รีบวิ่งขึ้นเรือนไปอีกครั้ง สายตาเหลือบมองสัญญาที่มีชื่อของลูกชายตน จากนั้นก็ตรงดิ่งเข้าห้องของตนอย่างไม่คิดจะพูดจากับสามีที่เอาแต่นั่งเงียบด้วยท่าทางเหม่อลอยอยู่ผู้เดียว
แสงอาทิตย์สีทองอร่ามยามเย็นลอดผ่านช่องหน้าต่างไม้เก่า ทอแสงระยิบระยับบนใบหน้าของจันทร์ฉายที่นั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง มือบางค่อย ๆ ปัดแป้งฝุ่นบางเบา ดวงตาคมฉายแววเจ้าเล่ห์ ริมฝีปากบางเม้มแน่น เธอมองตัวเองในกระจกพลันมุมปากก็หยักยิ้มขึ้นอย่างมีเลศนัย
มือเรียวค่อย ๆ หยิบเอาตลับสีผึ้งขึ้นมา สีผึ้งนั้นเนื้อละเอียดสีแดงสด เธอแตะสีผึ้งลงบนปลายนิ้ว แล้วค่อย ๆ ทาลงบนริมฝีปากอย่างเบามือ สีแดงสดของสีผึ้งช่วยขับให้ใบหน้าของเธอดูมีชีวิตชีวา ดวงตาที่ฉายแววเจ้าเล่ห์ยิ่งดูเปล่งประกาย
จันทร์ฉายลุกขึ้นยืน เธอมองตัวเองในกระจกอีกครั้ง แล้วก็พยักหน้าอย่างพอใจ ก่อนร่างบางจะเยื้องย่างออกมาจากหอนอนของตน
ในเวลาเดียวกันนั้น เสียงเครื่องยนต์คำรามกึกก้องสะท้อนไปทั่วหมู่บ้าน ฝุ่นตลบอบอวลไปทั่วท้องถนน ขบวนรถยนต์หลายคันแล่นฝ่าเข้ามาอย่างรวดเร็ว นำโดยรถจี๊ปสีดำสนิทส่วนที่นั่งอยู่เบาะคนขับคือเสือไพร ใบหน้าหล่อเหลาบึ้งตึง ดวงตาแข็งกร้าวประหนึ่งกับจะแผดเผาทุกสิ่ง มือหนากระชับพวงมาลัยแน่น ความโกรธเกรี้ยวที่คุกรุ่นอยู่ภายในอกแผ่ซ่านไปทั่วทั้งตัวรถ
รถจี๊ปสีดำแล่นนำขบวน ตามมาด้วยรถกระบะอีกหลายคัน บรรทุกสมุนโจรของเสือไพร พวกเขาทั้งหลายล้วนมีใบหน้าเคร่งเครียด มือล้วงกระเป๋า เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ บรรยากาศตึงเครียดแผ่ปกคลุมไปทั่ว
กำนันเดชก็ช่างกระไร กล้าดีอย่างไรมากระตุกหนวดเสือกัน รู้อยู่เต็มอกว่าหากยืมแล้วไม่คืนจะมีจุดจบเช่นไร
“เอ็งว่าจะได้เงิน หรือได้เลือดวะไอ้แดง” เสียงของครั้นเอ่ยถามคนที่กำลังขับรถตามเจ้านายอยู่ด้านหลัง
“กูว่าได้เงินวะ หรือไม่ก็ได้โกเมนกลับไปกกกอด” ครั้นว่าพลางหัวเราะออกมาเบา ๆ มันรู้มาว่าในสัญญากู้ยืม กำนันเดชได้ระบุไว้ว่าหากตนนำเงินมาคืนไม่ทันเวลา ก็จะยกลูกที่เป็นโกเมนให้ แต่มันก็ไม่รู้ว่าคนที่รักเงินยิ่งกว่าสิ่งใดอย่างเสือไพร จะยอมรับหรือเปล่า แต่ก็เอาเถอะไว้คอยดูกันต่อไปแล้วกัน
เสียงเครื่องยนต์คำรามดังสนั่นกลบเสียงพูดคุยของชาวบ้านที่ต่างพากันแตกตื่น รีบปิดประตูหน้าต่างบ้านตัวเองอย่างรวดเร็ว เด็กเล็กบางคนร้องไห้ด้วยความตกใจ
ชาวบ้านต่างก็รู้จักเสือไพรกันดี เขาเป็นผู้ทรงอิทธิพล มีชื่อเสียงในด้านความโหดเหี้ยมและไม่เคยไว้หน้าใคร การปรากฏตัวของเขาในครั้งนี้ จึงสร้างความหวาดกลัวให้กับชาวบ้านเป็นอย่างมาก บ้านเรือนที่เคยสงบเงียบ บัดนี้กลับเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก เสียงประตูหน้าต่างปิดดังสนั่น เสียงฝีเท้าวิ่งวุ่นวาย และเสียงเครื่องยนต์คำรามดังปะปนกันไป ราวกับภาพยนตร์แอคชั่นที่กำลังดำเนินไปอย่างดุเดือด
รถจี๊ปแล่นตรงเข้าไปยังบ้านของกำนันเดช เสือไพรเหยียบคันเร่งอย่างแรง รถจี๊ปสีดำสนิทหยุดอยู่หน้าบ้านหลังใหญ่ ฝุ่นตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ เสือไพรลงจากรถ ร่างสูงใหญ่เดินตรงไปยังประตูบ้าน สายตาแข็งกร้าวประหนึ่งเหยี่ยวที่กำลังจ้องมองเหยื่อ ขณะที่สมุนของเขารุมล้อมบ้านด้วยความรวดเร็วพร้อมที่จะเข้าไปจัดการกับกำนันเดช หากว่ากำนันเฒ่าคิดจะเล่นตุกติก
“สะ...เสือไพร!” กำนันเดชที่เหม่อลอยอยู่ในคราแรกก็พลันได้สติขึ้นมา เมื่อเห็นใบหน้าเหี้ยมเกรียมของเสือร้ายแห่งเมืองสุพรรณที่ถือวิสาสะขึ้นมาบนเรือนของตนพร้อมกับลูกน้องอีกสองสามคน เขาไม่เคยคิดว่าเสือไพรจะมาถึงเร็วขนาดนี้
กํานันเดชยืนนิ่งอยู่กับที่สบตากับเสือไพรอย่างเข้มงวด ใจคอหวิวไหว แต่พยายามไม่แสดงความกลัวออกมา แต่ความละอายใจกัดกินหัวใจของกำนันเดช เขาผิดสัญญา ผิดคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับเสือไพร เงินห้าหมื่นบาทที่ควรจะได้ไปอยู่ในมือของเสือไพรแล้ว แต่เขากลับหามาคืนให้ทันเวลาไม่ได้
“เออข้าเอง!” เจ้าของกลิ่นดินปืนเอ่ยเสียงเหี้ยม เสือไพรจ้องมองกำนันเดชด้วยสายตาเย็นชา ไม่มีแม้แต่ร่องรอยของความเห็นใจ ร่างสูงใหญ่เดินเข้าไปหานิลกาฬวัยกลางคนที่เซล้มลงบนเก้าอี้ไม้ด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความหวาดหวั่นอย่างไม่อาจปกปิด
“กำนันคงจะลืมนัดของเราแล้วกระมัง” เสือใหญ่กำชับไม้ตะพดในมือแน่นขึ้นหลังจากนั่งลงฝั่งตรงข้ามกับคนที่มันกล้าผิดสัญญากับตน
