บทที่ 7 ครูขวัญอัปลักษณ์ 3/2

“ครองขวัญ! อย่าดิ้น!” เสียงตะโกนของครองภพฟังดูห้าวหาญแต่กลับเต็มไปด้วยความหวั่นไหวก่อนที่เขาจะกระโดดลงไปในน้ำ เพื่อช่วยเหลือน้องชาย ความรักของพี่ชาย ความห่วงใยของพี่น้องปรากฏชัดเจนในช่วงเวลาที่วิกฤตนี้

ทว่าเรื่องมันไม่ง่ายเช่นนั้นเมื่อคนที่ตั้งใจจะกระโดดลงไปช่วยเองก็ว่ายน้ำไม่เป็นเช่นกัน สองพี่น้องจึงดิ้นทุรนรุรายอยู่ในสระน้ำเย็นเฉียบ กระนั้นในช่วงเวลาที่ครองขวัญกำลังจมดิ่งลงเรื่อย ๆ ใบหน้าของแม่ก็ปรากฏขึ้น ไม่นานครองขวัญในตอนนั้นก็ถูกแม่ช่วยขึ้นมาได้สำเร็จ

แต่เมื่อหันไปช่วยลูกชายคนโตเธอกลับถูกตะคริวกิน ร่างกายที่อ่อนล้าดิ้นรนอย่างสุดชีวิต แต่ก็ไม่สามารถต่อสู้กับแรงดึงดูดของน้ำได้ ร่างของแม่และครองภพค่อย ๆ จมหายไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบสงัดและความเจ็บปวดที่ไม่มีวันจางหาย ความเจ็บปวดที่กัดกินหัวใจ จนแทบจะไม่เหลืออะไรให้เขาได้ยึดเหนี่ยวอีกต่อไป

ครองขวัญกอดเข่าตัวเองแน่น ร่างกายสั่นสะท้าน น้ำตาไหลอาบแก้ม ราวกับสายน้ำที่ไม่รู้จักจบสิ้น ความรู้สึกผิด ความเสียใจกัดกินหัวใจเขาอย่างรุนแรง เขาได้แต่ร้องไห้ เสียงสะอื้นดังก้องไปทั่ว

ภาพความทรงจำในวันนั้นวนเวียนอยู่ในหัวไม่มีวันจางหายไป มันเป็นบาดแผลที่ฝังลึก เป็นความเจ็บปวดที่เขาต้องแบกไว้ตลอดชีวิต ความมืดมนปกคลุมหัวใจ ทิ้งไว้เพียงความเงียบสงัดและน้ำตาที่ไหลไม่หยุด ราวกับจะชะล้างความผิดบาปที่เขาทำไม่ได้

เรื่องนั้นเป็นสาเหตุให้พ่อหมางเมินเขา ทำราวกับว่าเขาไม่มีตัวตนในบ้านหลังนั้นอีกเลย นับตั้งแต่แปดขวบปีทุกช่วงเวลาชีวิตของครองขวัญคล้ายกับความสุขนั้นเป็นสิ่งล้ำค่าราคาแพง หากพ่อจะส่งเขามาที่นี่คงไม่แปลกมากนักหรอก

“แม่จ๋า พี่ภพจ๋า ขวัญคิดถึงทั้งสองคนจัง รู้หรือเปล่าว่าพ่อส่งขวัญมาอยู่ในชุมโจร” น้ำเสียงสั่นเครือเอ่ยขึ้นคล้ายกับเย้ยหยันชะตาชีวิตของตน

ครองขวัญยังคงร้องไห้ให้กับโชคชะตาชีวิตของตนที่แสนอาภัพ จนผล็อยหลับพร้อมกับความเหน็บหนาวของค่ำคืนในชุมโจรแห่งนี้ไปในที่สุด

เสียงไก่ขันดังขึ้นเจื้อยแจ้ว แสงตะวันสีทองอ่อน ๆ เริ่มสาดส่องผ่านช่องว่างของเรือนไม้เก่าแก่ ครองขวัญลืมตาขึ้น ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางยังคงฝังแน่นอยู่ในร่างกาย แต่เขารู้ดีว่าตนเองต้องลุกขึ้น

เขาค่อย ๆ ลุกขึ้นนั่ง มองไปรอบ ๆ บ้านหลังนี้ดูเก่าแก่ แต่ก็มีเสน่ห์ในแบบของมัน ครองขวัญลุกขึ้นยืน ขาของเขายังคงรู้สึกชาเล็กน้อย แต่เขาก็กัดฟันข่มความรู้สึกนั้นไว้

ครองขวัญเดินขึ้นไปบนเรือนไม้แม้เสือไพรจะสั่งห้ามไม่ให้เขาขึ้นมาก็ตามที เสียงฝีเท้าของเขาเบาแผ่วค่อย ๆ สำรวจไปรอบ ๆ ห้องต่าง ๆ ดูเรียบง่ายแต่ก็สะอาดสะอ้าน เพียงมองได้ไม่นานเจ้าของกลิ่นดอกจันทน์กะพ้อก็หายเข้าไปในส่วนของห้องครัว เพื่อเตรียมหุงหาข้าวปลา

ถึงไม่เต็มใจมา แต่ครองขวัญไม่ใช่คนคิดซับซ้อนอะไร เขารู้หน้าที่ว่าตัวเองมาเพื่อทำงานใช้หนี้ ประวิงเวลาให้พ่อหาเงินมาคืน ดังนั้นการดื้อดึงต่อเสือไพรจึงไม่ใช่สิ่งที่ฉลาด เพราะเสือไพรเป็นหัวหน้าโจร ไม่ใช่คนที่จะทำท่าทางดื้อรั้นใส่ได้อย่างไร้เหตุผล

เสียงกรุบกรอบของฝีเท้าครองขวัญบนพื้นไม้ไผ่ดังขึ้นเป็นจังหวะ ครัวเล็ก ๆ ของเสือไพรดูโล่งตา มีเพียงเตาไฟดินเผาเก่า ๆ หม้อกระทะเพียงไม่กี่ใบ และภาชนะเครื่องครัวที่ดูใช้งานมานาน สะท้อนถึงชีวิตของชายโสดที่ไม่ค่อยได้ปรุงอาหาร

ครองขวัญถอนหายใจยาว แล้วถือกระจาดหมายจะเดินลงไปข้างรั้วเพื่อหาเก็บผักที่พอมีอยู่มาทำกับข้าว

โกเมนร่างหนาวางกระจาดลงบนพื้น ข้างในบรรจุฟักอ่อนสองลูก พริกแดงสดและมะเขือเปราะสีเขียวเข้มที่เขาเก็บมาจากสวนเล็ก ๆ ข้างรั้วบ้าน

ครองขวัญเริ่มลงมือเตรียมอาหารอย่างคล่องแคล่ว แม้เครื่องปรุงจะมีน้อย แต่ด้วยฝีมือและความตั้งใจทำให้ดูไม่ใช่เรื่องยาก ฟักอ่อนถูกปอกเปลือก หั่นเป็นชิ้นพอคำ พริกและมะเขือก็ล้างทำความสะอาดอย่างดี

ครองขวัญหยิบมีดสั้นปลายแหลมที่ดูเก่าแต่คมกริบหั่นผักอย่างชำนาญ กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของฟักอ่อนและพริกเริ่มลอยขึ้นมา ปนกับกลิ่นควันไฟอ่อน ๆ จากเตา ครองขวัญเติมน้ำลงในหม้อแล้วนำฟักอ่อนลงไปต้ม ก่อนจะปรุงรสด้วยเกลือเพียงเล็กน้อยด้วยความเรียบง่าย เขาทำอาหารด้วยความตั้งใจเพื่อให้เสือไพรได้ทานอาหารที่อร่อยและเพื่อแสดงให้เห็นว่าถึงแม้เขาจะถูกบังคับมา แต่เขาก็จะทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด

รัศมีของดวงอาทิตย์ยามเช้าที่กำลังเบ่งบานแผ่ขยายไปทั่วท้องฟ้า อาบไล้เรือนกายของเสือไพรที่เดินออกมาจากห้องนอนด้วยความสงบ ร่างสูงเกือบสองเมตรสวมเพียงกางเกงผ้าสีกรมท่าแนบกาย เผยให้เห็นรูปร่างที่แข็งแรง ขณะที่สายลมอ่อน ๆ พัดโชยพลิ้วไหวไปกับชายผ้าคล้ายกับกระซิบถึงความสดชื่นของวันใหม่ เขาตรงไปยังตุ่มน้ำที่ตั้งอยู่บนชานบ้าน น้ำใสแจ๋วราวกับหยดน้ำค้าง ช่วยชำระล้างอาการง่วงหาวหาวนอนได้เป็นอย่างดี

เสือไพรบ้วนน้ำลายแล้วหยิบแปรงสีฟันขึ้นมา ขัดฟันอย่างทะนุถนอม กลิ่นหอมละมุนของยาสีฟันปะทะกับกลิ่นอายของป่าใหญ่ สร้างบรรยากาศอันรื่นรมย์สงบเยือกเย็น เสร็จจากการทำความสะอาด เขาก็ยกผ้าขาวม้าขึ้นเช็ดหน้าที่เปียกชุ่มอย่างใจเย็น

ครองขวัญเมื่อเห็นว่าเสือไพรตื่นแล้วจึงยกสำรับอาหารมาวางไว้ตั่งไม้ตัวยาวที่อยู่หน้าเรือน ทว่าเมื่อเสือไพรเดินมาถึง สายตาคมกริบของเขาจ้องมองสำรับอาหารแต่แทนที่จะแสดงความพอใจ ใบหน้าหล่อเหลากลับบึ้งตึง ริมฝีปากบางเม้มแน่น ก่อนที่เขาจะยกขาขึ้นเตะสำรับอาหารจนกระเด็นกระจัดกระจาย

เคล่ง!!

อาหารเช้าที่ครองขวัญเตรียมไว้ด้วยความตั้งใจ กระจายเกลื่อนกลาดอยู่บนพื้นดิน ฟักอ่อนต้มหกเลอะเทอะ กระเด็นไปทั่ว เมื่อเห็นการกระทำอันต่ำทรามเช่นนั้น ครองขวัญก็พลันกำหมัดแน่นด้วยความเดือดดาล

“ทำอะไรของคุณวะ เป็นบ้าหรืออย่างไร รู้หรือเปล่าว่าขวัญตื่นมาเตรียมสำรับนี้ให้คุณตั้งแต่ไก่โห่! ไม่กินแล้วจะมาเตะทิ้งทำไมวะ”

ครองขวัญถลึงตาขวางแล้วแอบตะโกนด่าในใจ ‘ไอ้โจรชั่ว สันดานโจร! ไม่มีมารยาท ไอ้สถุน! คนเขาอุตส่าห์ตั้งใจทำให้กิน’

ภาพในหัวของครองขวัญเต็มไปด้วยความขึ้งโกรธ หากไม่ติดที่ต้องทนอยู่เพื่อพ่อ ตนจะกระโดดไปหยุมหัว จับหัวเสือไพรโขกหม้อข้าว หรือไม่ก็เอาจานข้าวตีกบาลเสียให้ยุบ เผื่อจะเป็นคนดีขึ้นมาบ้าง

เสือไพรไม่สะทกสะท้านมองเศษอาหารกระจัดกระจายอยู่บนพื้นด้วยสีหน้าเรียบเฉย ดวงตาสีหม่นเหลือบมองครองขวัญอย่างไม่ใส่ใจนัก

“เอ็งมันโง่!”

“ขวัญไม่ได้โง่!” ครองขวัญพลั้งปากเถียงกลับในแทบจะทันที

บทก่อนหน้า
บทถัดไป