บทที่ 1 ออกจากคุกและงานเลี้ยง
สายลมหนาวพัดกรรโชกบาดผิวเนียนละเอียดของภาวิดาราวกับคมมีด
บนเรือนร่างผอมบางนั้น ยังคงสวมใส่เสื้อไหมพรมตัวเก่าตัวเดิมที่เธอใส่เมื่อสามปีก่อนตอนก้าวเท้าเข้าสู่เรือนจำ ปลายแขนเสื้อเปื่อยยุ่ยจนเป็นขุย สีที่เคยสดใสบัดนี้ซีดจางจนแทบมองไม่เห็นเค้าเดิม
เธอยืนอยู่หน้าประตูรั้วเหล็กดัดลวดลายวิจิตรตระการตาที่คุ้นเคย รวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีเพื่อพยุงกายให้ยืนหยัดอยู่ได้
สามปีแล้ว...
สามปีเต็มที่เธอต้องสูญเสียอิสรภาพ แบกรับความผิดที่ตนไม่ได้ก่อ ต้องชดใช้กรรมแทนคนอื่น
ปลายนิ้วที่เย็นเฉียบกดลงบนกริ่งประตู เสียงดนตรีอึกทึกและเสียงหัวเราะที่ดังแว่วออกมาจากด้านใน ทำให้สติของเธอเลื่อนลอยไปชั่วขณะ
วันนี้เป็นวันอะไรกัน?
เสียงจากเครื่องอินเตอร์คอมข้างประตูรั้วดังขึ้นอย่างรวดเร็ว ตามมาด้วยน้ำเสียงลังเลของพ่อบ้าน "ใครครับ?"
"ฉันเอง... ภาวิดา" น้ำเสียงของเธอแห้งผาก เจือด้วยความแหบพร่าจากการที่ไม่ได้เอื้อนเอ่ยวาจามาเนิ่นนาน
ปลายสายเงียบกริบไปหลายวินาที ก่อนจะมีเสียง "กริ๊ก" ดังขึ้น พร้อมกับประตูรั้วเหล็กบานมหึมาที่ค่อยๆ เลื่อนเปิดออก
ยิ่งเดินเข้าใกล้คฤหาสน์ที่สว่างไสวด้วยแสงไฟมากเท่าไหร่ เสียงหัวเราะแห่งความสุขก็ยิ่งดังชัดเจนขึ้นเท่านั้น
ผ่านกระจกใสบานใหญ่สูงจรดเพดาน เธอเห็นแสงระยิบระยับจากโคมไฟระย้าคริสตัลที่ส่องสว่างจนแสบตา
เธอรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นนางซินก้นครัวที่หลงเข้ามาในงานเต้นรำอันหรูหรา สภาพมอมแมมและไอความหนาวเหน็บที่ติดตัวมานั้น ช่างดูขัดแย้งกับความวิจิตรบรรจงของสถานที่แห่งนี้อย่างสิ้นเชิง
เมื่อผลักประตูไม้สักบานหนักอึ้งเข้าไป ไออุ่นและความจอแจภายในโถงกว้างก็โอบล้อมกายเธอไว้ทันที พร้อมกับเสียงพูดคุยและเสียงดนตรีที่เงียบกริบลงอย่างฉับพลัน
สายตาทุกคู่พุ่งตรงมาที่เธอราวกับสปอร์ตไลท์
ตกตะลึง สงสัย เหยียดหยาม สมเพช... สายตาหลากหลายอารมณ์พุ่งเข้าใส่จนเธอทำตัวไม่ถูก ได้แต่ยืนตัวแข็งทื่ออยู่กับที่
ห้องโถงใหญ่ถูกเนรมิตให้งดงามราวกับปราสาทในเทพนิยาย ดอกไม้สด ลูกโป่ง ริบบิ้นหลากสี... และตรงกลางนั้น มีเค้กหลายชั้นขนาดมหึมาตั้งตระหง่านสะดุดตา
ข้างเค้กก้อนนั้น ยืนเด่นเป็นสง่าดุจดาวล้อมเดือน คือจารวีในชุดราตรีสีขาวฟูฟ่องดั่งเจ้าหญิง
เธอกำลังควงแขนชายหนุ่มคนหนึ่ง รอยยิ้มบนใบหน้าหวานหยดย้อยและเปี่ยมไปด้วยความสุข
นั่นคือสามีของเธอ... วรนน
เขาสวมชุดสูทสีดำตัดเย็บประณีต รูปร่างสูงโปร่งสง่างาม ใบหน้าหล่อเหลาเรียบเฉยไร้อารมณ์ มีเพียงยามที่ทอดสายตามองจารวีเท่านั้น ที่แววตาจะฉายความอ่อนโยนจางๆ ที่คนภายนอกยากจะสังเกตเห็น
และในวินาทีนี้ เขาก็หันมามองเธอเช่นกัน
ทันทีที่สายตาปะทะกับร่างของภาวิดา ความอ่อนโยนนั้นก็มลายหายไปจนสิ้น เหลือเพียงความเย็นชาดุจน้ำแข็งและแววรังเกียจที่ซ่อนไม่มิด ราวกับเขาได้เห็นสิ่งปฏิกูลที่น่าขยะแขยง
หัวใจของภาวิดาบีบรัดรุนแรงภายใต้สายตานั้น ความเจ็บปวดแล่นพล่านไปทั่วอก
จารวีทำท่าเหมือนเพิ่งสังเกตเห็นเธอ ยกมือขึ้นปิดปากด้วยความตกใจ น้ำเสียงหวานใสสั่นเครือ "ภาวิดา? เธอ... เธอกลับมาได้ยังไง? วันนี้มันไม่ใช่..."
พูดยังไม่ทันจบ เธอก็ทำท่าเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ แล้วขยับตัวไปหลบอยู่ด้านหลังวรนนด้วยท่าทีหวาดกลัว ราวกับภาวิดาเป็นสัตว์ร้ายที่น่าสะพรึงกลัว
วรนนโอบไหล่จารวีไว้ทันทีเพื่อปกป้อง กิริยานั้นดูเป็นธรรมชาติและสนิทสนมยิ่งนัก
เขาตวัดสายตามองภาวิดา น้ำเสียงเย็นเยียบไร้อุณหภูมิ ราวกับกำลังพูดกับคนแปลกหน้า หรือแม้กระทั่งคนรับใช้ "ใครอนุญาตให้เธอเข้ามา? ไสหัวออกไป"
แขกเหรื่อรอบข้างเริ่มกระซิบกระซาบ
"นั่นน่ะเหรอภาวิดา? ผู้หญิงที่คบชู้สู่ชายหักหลังคุณวรนน แล้วยังเกือบทำให้บริษัททัศนัยล้มละลายคนนั้นน่ะเหรอ?"
"เห็นว่าโดนตัดสินจำคุกห้าปีไม่ใช่เหรอ? ทำไมออกมาเร็วนักล่ะ?"
"ดูสภาพหล่อนสิ เป็นตัวซวยชัดๆ ไม่ดูเวล่ำเวลาเลยว่าวันนี้วันมงคล ดันโผล่มาทำลายบรรยากาศ..."
ถ้อยคำเหล่านั้นเปรียบเสมือนเข็มเล่มเล็กๆ นับพันเล่มที่ทิ่มแทงเข้ามาในโสตประสาทของภาวิดา
ความอัปยศและความอยุติธรรมถาโถมเข้าใส่เธอจนแทบจมดิ่ง
เมื่อสามปีก่อน ณ คฤหาสน์หลังนี้ เธอถูกวางยาในแก้วไวน์ ตื่นมาอีกทีด้วยสภาพเนื้อตัวเขียวช้ำ ดูน่าสมเพชเหมือนผ่านสมรภูมิสวาทมาอย่างหนัก และถูกวรนน "จับได้คาหนังคาเขา"
คนทั้งเมืองตราหน้าว่าเธอเป็นหญิงแพศยา มักมากในกาม ทนความเหงาไม่ไหว ส่วนเขาก็มองเธอด้วยความผิดหวังที่แปรเปลี่ยนเป็นความโกรธแค้น
เคราะห์ซ้ำกรรมซัด โครงการที่จารวีรับผิดชอบเกิดปัญหาทางการเงินครั้งใหญ่
แต่หลักฐานทุกอย่างกลับชี้เป้ามาที่ภาวิดา ว่าเป็นคนยักยอกเงินไป
เธอพยายามอธิบาย แต่ไม่มีใครเชื่อแม้แต่คนเดียว จนถูกฟ้องร้องขึ้นศาล
ก่อนวันพิจารณาคดี เธอพยายามดิ้นรนหาทนายความเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์
แต่วรนนกลับใช้ค่ารักษาพยาบาลของพ่อเธอมาเป็นข้อต่อรอง เขาพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า "เธอทำให้ประวัติการทำงานของจารวีต้องด่างพร้อย ฉันจะไม่ยอมให้เธอทำเรื่องบ้าๆ อีก แค่เธอยอมรับสารภาพว่าเป็นคนใช้ตำแหน่งหน้าที่ยักยอกเงินบริษัท พ่อของเธอก็จะได้รับการรักษาที่ดีที่สุด"
เพื่อพ่อ... เธอยอมจำนน
มลทินเรื่องคบชู้ และคดีอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ เธอแบกรับไว้เพียงลำพัง
และวันนี้ วันที่เธอพ้นโทษ ลากสังขารและจิตใจที่บอบช้ำกลับมายังที่ที่ได้ชื่อว่าเป็น "บ้าน" สิ่งที่เห็นกลับเป็นสามีของเธอ กำลังจัดงานวันเกิดสุดหรูหราอลังการให้กับผู้หญิงที่เธอเกลียดที่สุด
เขาคง... ลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าวันนี้เธอออกจากคุก
ภาวิดามองภาพวรนนที่ปกป้องจารวี มองสายตาเหยียดหยามของแขกเหรื่อ รู้สึกเหมือนเลือดในกายเย็นเฉียบจนแข็งตัว
เธอขยับริมฝีปาก ลำคอแห้งผากราวกับถูกกระดาษทรายขัด เปล่งเสียงอันแผ่วเบาออกมา "ที่นี่คือบ้านของฉัน"
เสียงนั้นเบาหวิว แต่กลับดังก้องราวกับก้อนหินที่ถูกโยนลงกลางน้ำนิ่ง
วรนนขมวดคิ้วเล็กน้อย เหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าวันนี้เป็นวันปล่อยตัวของเธอ
แต่แววตาเย็นชาของเขากลับไม่ลดลงเลยแม้แต่น้อย หนำซ้ำยังทวีความรุนแรงขึ้น "แล้วยังไง? เธอจะมาขอเศษเหล้ากิน หรือตั้งใจจะมาพังวันดีๆ ของจารวีอีก?"
เขากระชับอ้อมกอดจารวีแน่นขึ้น น้ำเสียงเต็มไปด้วยความรำคาญและขับไล่ "ที่นี่ไม่ต้อนรับเธอ ออกไปเดี๋ยวนี้"
ภาวิดายืนนิ่ง มือเท้าเย็นเฉียบ
มองดูชายที่เธอเคยรักหมดหัวใจ มองดูผู้หญิงในอ้อมกอดเขาที่ใส่ร้ายเธอจนต้องติดคุกแต่กลับยืนยิ้มร่าเริง และมองดูความหรูหราจอมปลอมท่ามกลางคำเยาะเย้ยถากถาง
หัวใจที่เคยหลงเหลือความหวังอันริบหรี่ สุดท้ายก็แหลกสลายกลายเป็นเถ้าธุลีด้วยคำว่า "ออกไป" ของเขา
เธอสูดลมหายใจเย็นยะเยือกเข้าปอด ข่มความจุกแน่นในลำคอและความร้อนผ่าวที่ขอบตา บังคับตัวเองให้เมินเฉยต่อสายตาคมกริบเหล่านั้น แล้วจ้องมองกลับไปที่ชายหนุ่มผู้เลือดเย็น
"วรนน" น้ำเสียงของเธอชัดเจนขึ้นกว่าเมื่อครู่ แต่ยังคงสั่นเครืออย่างไม่อาจปิดบัง "ฉันไปแน่... แต่คืนลูกชายของฉันมา"
สิ้นประโยคนั้น ทั้งห้องโถงดูเหมือนจะเงียบกริบยิ่งกว่าเดิม
แขกบางคนที่ไม่รู้ตื้นลึกหนาบางเริ่มทำหน้าฉงน หันไปกระซิบถามไถ่กัน
ใบหน้าของวรนนมืดครึ้มลงทันตา ดูน่ากลัวยิ่งกว่าเมื่อครู่
เขาโบกมือไล่ลุงดำ พ่อบ้านเก่าแก่ที่ยืนก้มหน้าสงบเสงี่ยมอยู่ข้างๆ ด้วยสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก
ลุงดำดูลังเลเล็กน้อย "นายครับ คือว่า..."
"พาเธอไป" วรนนสั่งเสียงเฉียบขาด สายตาเย็นยะเยือกตวัดกลับมาที่ใบหน้าของภาวิดา "เจอแล้วก็รีบไสหัวไปซะ อย่าได้โผล่หน้ามาให้เห็นอีกตลอดชีวิต"
หัวใจของภาวิดาบีบตัวแน่นเพราะความเกลียดชังในน้ำเสียงของเขา แต่ความโหยหาที่จะได้พบหน้าลูกมีอำนาจเหนือทุกสิ่ง
เธอเดินโซซัดโซเซตามหลังลุงดำไป โดยไม่หันกลับไปมองวรนนและจารวีอีกเลย
ลุงดำเดินนำเธอไปอย่างเงียบเชียบ ไม่ได้มุ่งหน้าไปยังโซนห้องนอนอันโอ่อ่าบนตึกใหญ่ แต่กลับพาเดินทะลุทางเดินมืดสลัว มุ่งหน้าไปยังเรือนหลังเล็กด้านหลังซึ่งเป็นโซนของคนรับใช้
ยิ่งเดินลึกเข้าไป แสงไฟก็ยิ่งน้อยลง กลิ่นอับชื้นและไอเย็นเริ่มลอยมาแตะจมูก
หัวใจของภาวิดาดิ่งวูบลงเรื่อยๆ
ในที่สุด ลุงดำก็หยุดยืนอยู่หน้าประตูไม้บานเก่าทรุดโทรม ดูเหมือนห้องเก็บของหรือห้องคนใช้ที่ถูกทิ้งร้าง
เขาถอนหายใจยาว ปลดพวงกุญแจออกจากเอว แล้วไขแม่กุญแจสนิมเขรอะที่คล้องประตูอยู่
"คุณหนู... อยู่ข้างในครับ" น้ำเสียงของลุงดำเจือไปด้วยความเวทนาที่ยากจะปิดบัง
