บทที่ 15 15

กานต์รวีไม่ใช่คนที่จะยอมเสียเปรียบ เนื้อตัวของเธอเต็มไปด้วยหนามแหลมแถมยังซ่อนพิษร้ายไว้เต็มไปหมด

“ถ้าฉันหิวเดี๋ยวเดินไปกินเอง” เขาบอกตัดความรำคาญ จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ชินกับการที่มีผู้หญิงคนนี้อยู่ร่วมชายคา

สิปปกรไม่ชอบคนวุ่นวาย เบื่อคนเจ้ากี้เจ้าการ เกลียดคนสอดมือเข้ามายุ่งเรื่องส่วนตัวหรือเรื่องของคนในครอบครัว

แล้วที่พูดมาทั้งหมดผู้หญิงคนนี้ล้ำเส้นเขาทุกทาง

“ก็ได้ค่ะ” กานต์รวีตอบรับเสียงแผ่ว

มือที่เกาะขอบประตูร่วงผล็อยข้างลำตัว แม้ไม่อยากนั่งกินข้าวคนเดียวแต่ก็ไม่กล้าเซ้าซี้อีกฝ่ายเท่าไหร่นัก

หญิงสาวหอบความน้อยใจไว้กับตัวเองดังเดิม แต่ยังไม่ทันที่จะหันหลังสายตาดันไปสะดุดกับกระเป๋าเดินทางขนาดเล็กที่วางอยู่บนโซฟา

“พี่โต...” แปลว่าจะไม่อยู่บ้านอีกแล้วงั้นเหรอ เพิ่งจะกลับมาไม่ถึงอาทิตย์ด้วยซ้ำ “จะไปไหนเหรอคะ”

“ธุระ” สิปปกรให้คำตอบสั้นๆ ซึ่งมันไม่ได้ทำให้กานต์รวีกระจ่างเลยสักนิด

“พราวถามได้ไหมว่าไปที่ไหน” ตอนนี้ความอยากอาหารหายไปหมดแล้ว ถ้าเธอไม่เหลือบเห็นกระเป๋าแล้วเอ่ยปากถามเองก็คงไม่รู้ว่าสามีต้องออกไปที่อื่นอีกแล้ว

“มะรืนนี้ฉันไปกรุงเทพฯ อยู่นี่ก็อย่าสร้างปัญหา”

“ถ้ามะรืนพราวต้องไปคุยงานกับลูกค้าที่กรุงเทพฯ เหมือนกันค่ะ” ดวงตากลมโตวาววับอย่างมีความหวังขึ้นมา

“ถ้างั้นพราวขอไปพร้อมพี่โตนะคะ”

สิปปกรก็น่าจะรู้ว่ารถยนต์ของเธอส่งซ่อมเข้าศูนย์ อีกอย่างเรื่องนี้ก็ไม่น่าจะเหลือบ่ากว่าแรง

“ต่างคนต่างไป อย่าวุ่นวายให้มาก” ทว่าผลออกมาคือเขาตัดบทแบบไม่ให้ความหวังกันสักนิด

“แต่รถพราวอยู่ที่ศูนย์...” กานต์รวีปรับเสียงและท่าทีให้อ่อนลงเผื่อคนเป็นสามีจะมีความเห็นใจกันบ้าง “พราวสัญญาว่าจะไม่ทำตัวให้พี่โตรำคาญใจ ติดรถไปลงแถวสถานีรถไฟฟ้าก็ได้ค่ะ จากนั้นเดี๋ยวพราวไปต่อเอง”

“ฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องหรือไง!” ฝ่ามือใหญ่ตบลงกับโต๊ะจนเกิดเสียงพาให้หญิงสาวเผลอสะดุ้ง กระนั้นสิปปกรก็ยังมองคนที่อยู่ในฐานะภรรยาด้วยความระอา

“ฉันต้องใช้สมาธิทำงาน”

“…”

คนฟังเม้มปากแน่นจนรู้สึกเจ็บ แต่ยังเทียบไม่ได้กับท่าทีรำคาญใจที่เขาแสดงออกมาอย่างชัดเจน กระบอกตาร้อนผ่าวกับความนิ่งเฉยที่สิปปกรหยิบยื่นให้กัน

ตั้งแต่แต่งงานมาเธอพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ความสัมพันธ์สองเราสองคนดำเนินไปในทิศทางที่ดี แต่ดูเหมือนสิปปกรไม่คิดจะเปิดใจให้กันสักนิด

อย่าว่าแต่เปิดใจเลย...แค่ลดอคติมองเธอให้เท่ากับคนอื่นเขายังไม่คิดจะทำ ในสายตาเขาแล้วคล้ายว่าเธอเป็นตัวอะไรสักอย่างที่น่ารังเกียจเกินกว่าจะใช้คำพูดดีๆ ด้วย

กานต์รวีสูดลมหายใจเข้าปอดลึก กะพริบตาถี่ๆ ขับไล่ความร้อนชื้นที่เกาะอยู่รอบดวงตาจนเหือดแห้ง ริมฝีปากบางระบายยิ้มก่อนเอ่ยน้ำเสียงร่าเริงตามปกติ

“งั้นพราวแยกกับข้าวไว้ให้นะคะ ถ้าพี่โตหิวก็อุ่นสักหน่อยจะอร่อยกว่า”

สิปปกรไม่คิดตอบอะไรกลับไป กระทั่งอีกฝ่ายยอมล่าถอยออกไปง่ายๆ เขาถึงดีดตัวออกจากโต๊ะทำงานพาดขาก่ายกับพนักโซฟาแล้วพ่นลมหายใจที่อัดแน่นจนน่ารำคาญ

ต้องทนอยู่กับความอึดอัดในความสัมพันธ์แบบนี้มาหนึ่งปีเต็ม การที่กานต์รวีพยายามดูแลเอาใจใส่กันมันก็ดีแต่ในขณะเดียวกันมันมากเกินไป มากเสียจนเขาต้องคอยควบคุมอารมณ์ไม่ให้หลุดตวาดเจ้าตัวอย่างที่ใจคิด

เสียงเลื่องลือลอยเข้าหูอยู่บ่อยครั้ง ที่ว่ากานต์รวีไม่ใช่คนที่ใจดีหรือมีความอดทนมากขนาดนั้น หลายคนโดนผู้หญิงคนนี้แผลงฤทธิ์เข้าจนวิ่งเข้ามาอ้อนวอนขอให้เขาช่วยพูด

ล่าสุดก็พี่ณี...

‘พี่ทำงานให้คุณโตมากี่ปีไม่เคยมีปัญหา แต่คุณพราวเข้ามาแค่ปีเดียวก็สั่งย้ายให้พี่ไปทำงานในโรงครัวแบบนี้ พี่ไม่รู้จะทำยังไงเลยค่ะ’

แต่ถึงเขาจะเบื่อหน่ายกานต์รวีมากแค่ไหน แต่การทำงานของวารุณีไม่มีประสิทธิภาพนั้นคือเรื่องจริง เพราะงั้นเลยได้แต่บอกให้แม่บ้านคนเก่าทำตามคำสั่งของภรรยาตีทะเบียน

ส่วนเรื่องแม่บ้านคนใหม่ก็ยกหน้าที่ให้เจ้าตัวจัดการเอง ลำพังแค่งานแต่ละวันที่เขาต้องทำก็มากเกินกว่าจะมานั่งใส่ใจกับเรื่องเหล่านั้น

อีกไม่นานก็คงหย่ากันแล้ว เวลาที่เหลือนับจากนี้ชีพจรอาจลงเท้าตัวเองมากขึ้นเพราะไม่อยากอยู่บ้าน สู้เอาเวลาไปทำงานหาเงินเข้าบัญชีได้ปลดหนี้ไวๆ ไม่ต้องมีเรื่องอะไรให้ต้องเกี่ยวข้องกันอีก

ทำไมสิปปกรจะมองไม่ออกว่าเด็กนั่นหลงรักเขาตั้งแต่แรกเห็น ก็เพราะสายตาที่เจ้าตัวใช้มองกันนั่นไง กานต์รวีเป็นพวกเปิดเปลือยความรู้สึก คิดอะไรอยู่ในใจมักแสดงผ่านสีหน้าและแววตาทุกอย่าง

เขาเกลียดการโดนบังคับยิ่งกว่าอะไร และตั้งแต่รู้จักเด็กนั่นเขาก็มักโดนบิดาออกคำสั่งให้คอยดูแลเอาใจใส่กานต์รวี ไม่ว่าเด็กนั่นอยากกินอะไรหรืออยากไปไหนเพียงแค่เอ่ยปากทุกคนล้วนตามใจโดยไม่ถามความเห็นจากเขาสักนิด    

แค่นี้ก็น่าจะเป็นเหตุผลเพียงพอแล้วมั้งที่ทำให้เขาไม่อยากอยู่ร่วมชีวิตกับคนอย่างเธอ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป