บทที่ 2 2

เจ้าของร่างสูงยกมือเสยผมลวกๆ ก่อนจะแค่นหัวเราะด้วยความสมเพชเมื่อคนตรงหน้าเอาแต่ยืนเงียบ แค่นั้นมันก็เป็นคำตอบแล้วว่ากานต์รวีอวดดีกับเขามากแค่ไหน

ทั้งที่เคยคุยเรื่องพวกนี้กันหลายรอบ แต่เจ้าตัวยังกล้าฝ่าฝืนคำสั่ง ถ้าไม่ให้เรียกว่าอวดดีแล้วจะให้เรียกว่าอะไร

“เคยบอกแล้วใช่ไหมว่าอย่าเสนอหน้ายุ่งเรื่องครอบครัวคนอื่น”

สิปปกรสาวเท้าเข้าหาเจ้าของร่างเล็ก นัยน์ตาคมกริบปรายมองลำคอนวลที่ดูจะพอเหมาะพอเจาะกับฝ่ามือของตัวเอง อยากจะยื่นมือออกไปกำรอบลำคอนั่น แล้วสั่งสอนให้หลาบจำว่าอย่าได้สาระแนเรื่องในครอบครัวของเขา

“แต่พราวเป็นเมียพี่” เมื่อครู่เธอเห็นสายตาคู่นั่นวาววับแปลกๆ แต่ก็ยังข่มความกลัวที่ก่อเกิดขึ้นมาเมื่อครู่แล้วโต้กลับไป

“แม่พี่ก็เหมือนแม่พราวเหมือนกัน”

คราวนี้สิปปกรประชิดตัวเมียทางนิตินัย คว้าต้นแขนแล้วออกแรงบีบเพียงเล็กน้อยใบหน้าอีกฝ่ายก็บิดเบ้

“อย่าล้ำเส้นกันให้มาก” เสียงเข้มนั้นเอ่ยเตือนรวมถึงข่มขู่กลายๆ

“แล้วจะให้ทำยังไง จะให้พราวอยู่เฉยทั้งที่แม่พี่เดือดร้อนเหรอคะ” กานต์รวีพยายามดึงตัวเองออกจากแรงบีบ แต่เหมือนยิ่งดีดดิ้นเขากลับลงแรงมากขึ้นเรื่อยๆ

“พี่โต! พราวเจ็บนะ!”

ในที่สุดเขาก็ปล่อยมือ แต่เป็นการปล่อยที่ไม่คิดจะทะนุถนอมกันสักนิด หญิงสาวเก็บความช้ำใจไว้ในส่วนลึกกับการกระทำของคนเป็นสามี ได้แต่ยกมือลูบแขนป้อยๆ ในส่วนที่โดนบีบ

“ไปทำหนังสือสัญญามาให้เรียบร้อย” สิปปกรยอมปล่อยผ่านง่ายๆ “ฉันไม่อยากติดหนี้บุญคุณเธออีก”

“มันเป็นสัญญาใจระหว่างพราวกับแม่พี่โตค่ะ อีกอย่างท่านก็รับปากแล้ว” เธอไม่รู้หรอกว่าเขาไปรู้เรื่องนี้มาจากไหน เพราะมันคือความลับระหว่างเธอกับนวมล “จะให้พราวกลับลำร่างสัญญาแบบนั้น แล้วแม่พี่โตจะคิดว่าพราวเป็นคนยังไง”

“เก็บอาการหน่อยก็ได้มั้ง” ผู้หญิงอย่างกานต์รวีมองปราดเดียวเขาก็เห็นถึงตับไตไส้พุง เด็กนี่ถนัดในเรื่องเข้าหาผู้ใหญ่ คิดจะดึงมารดาเขาเป็นพวกเพื่อมาบงการกันอีกที

นั่นละคือสันดานที่เจ้าตัวชอบใช้ เขาถึงได้ดิ้นไม่หลุดจำเป็นต้องแต่งงานด้วยความกล้ำกลืน

“ระริกระรี้อยากจับฉันทำผัวจนตัวสั่น เห็นแล้วมันน่าสมเพช”

ปกติเขาค่อนข้างให้เกียรติเพศแม่ แต่เว้นผู้หญิงที่อยู่ในฐานะ ‘เมีย’ ไว้คนหนึ่งแล้วกัน

“…”

“บอกตามตรง ฉันเอาเธอไม่ลง”

ยอมรับว่ากานต์รวีเป็นผู้หญิงที่สวยมากคนหนึ่ง หน้ารูปไข่ราวกับถูกปั้นมาอย่างเหมาะเจาะ ดวงตากลมโตหวานซึ้งรับกับแพขนตางามงอน จมูกเรียวเล็กปลายเชิดไล่มายังริมฝีปากอิ่มสีกุหลาบที่มักเถียงเขาฉอดๆ

แต่สิปปกรกล้าพูดตรงนี้เลยว่าจะไม่มีวันหลวมตัวไปกับกานต์รวีเด็ดขาด แม้ว่าที่ผ่านมาหญิงสาวจะพยายามยั่วทั้งทางตรงและทางอ้อมก็ตาม

ผู้หญิงคนนี้จะไม่มีวันได้เชยชมเขาอย่างที่ใจปรารถนา

“ถึงพี่โตจะอยากเอาก็เอาไม่ได้หรอกค่ะ” กานต์รวีทนฟังมานานแล้ว แน่นอนว่าเธอหน้าชาจนแทบไม่รู้สึก โกรธไหมมันต้องมีอยู่แล้ว แต่ถ้าให้มากระทืบเท้ากรีดร้องเพื่อระบายความรู้สึกมันยิ่งเข้าทางชายหนุ่ม 

“เพราะพราวมีรอบเดือน” สู้ทำเหมือนไม่รู้สึกรู้สาแล้วน้อมรับคำดูแคลนไปจะได้จบๆ

“ผู้หญิงประสาอะไร หน้าด้านหน้าทนดีจริงๆ” ชายหนุ่มแค่นเสียงเอ่ย ทว่าใบหน้าคมกลับกระตุกแถมปีกจมูกถึงกับขยับด้วยความโกรธ

กระนั้นก็ยังไม่หยุดพ่นวาจาหักหาญน้ำใจอีกฝ่าย

“ฉันหาเงินได้ครบเมื่อไหร่ เธอเตรียมเซ็นใบหย่าได้เลย”

“…” คราวนี้กานต์รวีถึงกับพูดอะไรไม่ออก

“ทำไม?” สิปปกรเหยียดยิ้ม รู้ดีว่าเรื่องนี้คือสิ่งเดียวที่พอจะทำให้อีกฝ่ายเจ็บช้ำได้ สาบานได้เลยว่าเขาอยากเห็นผู้หญิงคนนี้ทุรนทุรายเพราะความเจ็บปวด

“คงไม่คิดว่าฉันจะยอมทนอยู่กับผู้หญิงอย่างเธอใช่ไหม”

“ถ้าพราวไม่หย่าซะอย่าง พี่โตจะทำอะไรได้” คนเป็นภรรยาจิกปลายเท้าลงกับพื้นแน่น ทุกครั้งที่เขาเอ่ยคำว่า ‘หย่า’ ออกมา มันไม่ได้ต่างอะไรจากการเอามีดกรีดหัวใจกัน

“ครับคุณหนูพราว” สิปปกรแค่นหัวเราะแม้เจ็บใจเหลือหลายกับการโดนเหยียบย่ำศักดิ์ศรี “เจ้าของสวนผลไม้กระจอกๆ อย่างผมจะทำอะไรได้”

“พี่โตคะ คุยกันดีๆ อย่าประชดประชัน” กานต์รวีคว้าต้นแขนสามีไว้ก่อนที่เขาจะปลีกตัวไปอีกทาง แต่ว่าชายหนุ่มกลับสะบัดออกราวกับรังเกียจเดียดฉันท์

บรรยากาศในบ้านอึมครึมยิ่งกว่าเก่า เมื่อเจ้าของร่างสูงเอาแต่ยืนมองหน้ากันนิ่งๆ และเพราะความนิ่งนั่นแหละทำให้กานต์รวีเกิดความไม่ไว้ใจ

อยู่ๆ ชายหนุ่มก็ก้าวเท้าเข้ามาใกล้ โน้มตัวลงจนใบหน้าห่างกันแค่ไม่กี่เซนติเมตร เราสบตากันท่ามกลางความอึดอัด กานต์รวีไม่ชอบสายตาแบบนี้ที่สามีมองมาเสียเลย

“ถือว่าฉันเตือนเธอแล้ว” เสียงเข้มเอ่ยขึ้นไม่ต่างอะไรจากการขู่เข็ญ “ถ้าไม่หย่า แล้วคิดว่าทนได้ก็ทนไป”

“หมายความว่าไงคะ”

“ถนัดเรื่องเดาใจผู้ชายไม่ใช่หรือไง” สิปปกรเหยียดยิ้มพอใจไม่น้อยกับความหวาดหวั่นที่วาดผ่านดวงตาคู่กลม “ลองเดาดูสิว่าผัวอย่างฉันคิดจะทำอะไร”

จากนี้ต่อไป เขาจะไม่อ่อนข้อให้ผู้หญิงคนนี้อีกแล้ว

บทก่อนหน้า
บทถัดไป