บทที่ 23 23
สภาวะทางอารมณ์คือโกรธ แต่สภาวะทางหัวใจคือน้อยเนื้อต่ำใจ แน่นอนว่าเธอทั้งเสียใจทั้งโมโหจนอยากหาที่ระบายคืนนี้ก็เลยเลือกกลับไปนอนที่ห้องเล็กดังเดิม
ทั้งที่ตอนแรกเกิดอาการเหนื่อยล้า คิดว่าอาบน้ำเสร็จกระโดดขึ้นเตียงคงหลับปุ๋ย ตัดภาพมาที่ความจริงปาเข้าไปจะตีสองแล้วยังนอนตาใสแจ๋ว พอดีกับที่หูได้ยินเสียงประตูห้องใหญ่เลยทำให้รู้ว่าสิปปกรเพิ่งขึ้นมานอนเช่นกัน
และถึงจะเป็นแบบนั้นแต่พอเช้าตรู่กานต์รวีก็เด้งตัวลงจากเตียงอัตโนมัติ กลายเป็นว่าการได้เข้าครัวปรุงอาหารมันทำให้เธอเกิดความผ่อนคลาย
มื้อเช้าวันนี้นอกจากจะไม่เอาใจคนเป็นสามีแล้วยังทำตามใจชอบตัวเองเป็นหลัก นี่อาจเป็นครั้งแรกที่อาหารบนโต๊ะไม่มีเมนูโปรดของสิปปกร
ทว่าคนที่ไม่ได้มีความคิดลึกซึ้งอย่างชายหนุ่มดูเหมือนจะสัมผัสกับเรื่องพวกนี้ไม่ได้แม้แต่น้อย เขาก็ยังตั้งหน้าตั้งตากินข้าวอย่างสบายใจเฉิบ ไม่มีการพูดคุยระหว่างมื้อเช้า เลือกที่จะโยนทิ้งความเสียใจของเธอไว้ข้างหลังเหมือนอย่างเคย
เสียใจเองก็ต้องหายเอง มันเป็นแบบนี้เสมอ
‘มาถึงข่าวหดหู่เช้านี้นะครับ เมื่อช่วงตีห้าที่ผ่านมามีชาวบ้านแจ้งตำรวจว่าเจอศพหญิงสาวถูกฆ่าแล้วโยนทิ้งไว้ข้างทาง’
ข่าวที่ปรากฏอยู่บนโทรทัศน์สร้างความสะเทือนใจแก่กานต์รวีไม่น้อย และดูเหมือนคนเป็นสามีจะชำเลืองมาที่เธอแวบหนึ่ง ทีแรกนึกสงสัยแต่พอฟังรายละเอียดข่าวดูแล้วหัวใจเธอนั้นวูบโหวงในทันที
‘จากการตรวจสอบผู้เสียชีวิตมีร่องรอยถูกข่มขืนลำคอมีรอยช้ำ ส่วนสาเหตุการเสียชีวิตคือขาดอากาศหายใจ ถามชาวบ้านบริเวณใกล้เคียง เหมือนว่ารถยนต์ของผู้เสียชีวิตถูกจอดไว้ข้างทาง ไม่แน่ใจว่าเสียหรือจอดคุยโทรศัพท์ แต่เบอร์โทรล่าสุดเหมือนจะเป็นอู่ซ่อมรถ ซึ่งตอนนี้ยังติดต่อหาเจ้าของเบอร์ไม่ได้’
จากตอนแรกที่มีอาการน้อยเนื้อต่ำใจ ทว่าตอนนี้เธอกลับหดหู่จนกินข้าวไม่ลง ท้องไส้ปั่นป่วนจนแทบอยากอาเจียนเพียงแค่คิดว่าหากเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นกับตัวเองจะเป็นยังไง
กานต์รวีได้คำตอบในทันทีว่าเธอยอมตาย อาจชิงฆ่าตัวตายก่อนที่ไอ้เลวทรามนั่นจะย่ำยีแบบนั้น
“จะไปยังไง”
จังหวะที่เธอกำลังจะลุกจากโต๊ะ จู่ๆ คนหน้ามึนกลับถามขึ้นมาแบบไร้ทิศทาง พอเลื่อนสายตาสานสบอีกฝ่ายแสร้งกระแอมไอเล็กน้อยก่อนเอ่ย
“รถยังซ่อมไม่เสร็จไม่ใช่หรือไง เดี๋ยวขับไปส่งที่ออฟฟิศ”
ไม่รู้เป็นเพราะเธอทำอาการมึนตึงใส่หรือเปล่า สิปปกรถึงได้ยอมอ่อนข้อลงให้กันแบบนี้ ถ้าเป็นเวลาปกติอย่าได้หวังแม้แต่น้อย แบบนี้ก็แปลได้ว่าเขารู้ว่าตัวเองทำผิดแต่ยังฟอร์มเป็นพวกปากหนักขอโทษไม่เป็น
“ไม่เป็นไรค่ะ วันนี้พราวทำงานที่บ้าน” ถ้าถามว่าเธอรู้สึกดีขึ้นบ้างไหมตอบเลยว่าไม่ แล้วถ้าถามว่ายังโกรธอยู่หรือเปล่าก็คงตอบว่าไม่โกรธแล้วเหมือนกัน เพียงแต่ร่องรอยความเสียใจมันยังคงอยู่
อยากรู้เหมือนกันว่าสิปปกรจะพูดถึงเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นไหม หรือมีอะไรที่เขาอยากจะอธิบายให้เธอเข้าใจ ทว่าผ่านไปหลายวินาทีกับการนั่งจ้องตาที่ดูไร้ความหมาย
บางทีที่ปวัตรก็พูดถูกที่ว่าเธอชอบเข้าข้างตัวเองมากเกินไป ทั้งที่สิปปกรแสดงออกชัดเจนขนาดนั้นแต่เธอก็ยังให้ความหวังแบบลมๆ แล้งๆ
หรือเรื่องระหว่างเธอกับเขามันมาไกลได้แค่นี้จริงๆ
“จะไปไหนโทรเรียกตะวันแล้วกัน” สิปปกรวางมือจากอาหารมื้อเช้าหลังจากที่รู้สึกว่าตัวเองโดนกดดันทางอ้อม
เจ้าของสวนเคียงใจระบายความอึดอัดเฮือกใหญ่เมื่อได้รับความเงียบกลับมา รับรู้ได้ถึงสงครามประสาทที่อีกฝ่ายกำลังก่อขึ้นซึ่งเขามองว่ามันโคตรไร้สาระ
ให้มันเงียบได้ตลอดรอดฝั่งก็แล้วกัน จะได้ไม่ต้องทนรำคาญเสียงเหมือนตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา
โดยปกติแล้วกานต์รวีจะเข้ารีสอร์ตสัปดาห์ละครั้ง ส่วนออฟฟิศเข้าเฉพาะวันที่มีประชุมสำคัญๆ เพราะต้องการมีเวลาให้กับสามี
‘แต่งงานกันแล้วก็แปลว่าไม่ได้ตัวคนเดียว ต่อไปนี้ทั้งพราวกับโตถือเป็นครอบครัวเดียวกัน ลุงฝากพราวด้วยนะโต ส่วนเราก็อย่าดื้อกับพี่เขา’
คำอวยพรของลุงผู้เป็นที่รักยังดังกึกก้องอยู่ในหัว ส่วนเธอในตอนนั้นก็ยังมีความคิดแบบโลกสวยๆ ว่าชีวิตอาจจะเหมือนในนิยายที่จับพลัดจับผลูมาแต่งงานกัน ตอนแรกโดนพระเอกเกลียดขี้หน้าแต่พออยู่ด้วยกันไปสักพักเดี๋ยวก็เกิดเหตุการณ์บางอย่างขึ้นทำให้เผลอใจรักกัน
ตัดภาพมาที่ตอนนี้สิ...ภาพความฝันพังแล้วพังอีกจนเก็บกู้เศษซากขึ้นมาประกอบไม่ได้ด้วยซ้ำ
กานต์รวีได้แต่นอนกลิ้งไปมาบนโซฟาตัวใหญ่ ดวงตากลมจดจ้องกับฝ้าเพดานที่มีลูกเล่นไล่ระดับซ่อนไฟดาวไลต์ อดคิดไม่ได้ว่าการออกแบบค่อนข้างซับซ้อนไม่ต่างอะไรจากชีวิตคนเรา
หากถามว่าเธอหมดใจกับสิปปกรหรือยังคำตอบยังเป็นเหมือนเดิม แต่กลัวว่าตัวเองจะหมดแรงไขว่คว้าแล้วมากกว่า เพราะยิ่งพยายามเข้าใกล้มากเท่าไหร่เขายิ่งตีตัวออกห่างมากเท่านั้น
คิ้วเรียวเลิกขึ้นเมื่อได้ยินเสียงรถยนต์ดังขึ้น ตอนแรกคิดว่าสิปปกรอาจลืมของเลยวนกลับมาบ้าน ทว่าเธอคิดผิดเพราะคนที่เปิดประตูลงจากรถนั้นคือนวมล
ตั้งแต่ที่สิปปกรรู้เรื่องที่เธอให้มารดาของเขาหยิบยืมเงิน เธอก็ไม่รู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้างเพราะทางนวมลไม่ได้ติดต่อมาจนกระทั่งวันนี้
“พี่โตเพิ่งเข้าไร่ไปเมื่อไม่นานนี้เองค่ะ”
“ป้ารู้น่ะสิว่าเจ้าโตมันออกไปแล้ว ไม่งั้นป้าไม่มาหาหนูพราวหรอก”
